CHAPTER 3
ไม่เลือกใครอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแยมหรือว่าดาวฉะนั้นควรเลิกมโนและเลิกคาดหวังจะได้สถานะอะไรจากผู้ชายอย่างผมไปเลย ก็แค่คนเลวๆ คนหนึ่งไม่เคยคิดจริงจังรับผิดชอบอะไรทั้งนั้นไม่ว่ากับใคร ข้อตกลงก่อนขึ้นเตียงหรือว่าก่อนไปด้วยกันผมย้ำเสมอและมันก็ชัดเจนมากด้วย
บอกแล้วว่าไม่กลับไปกินของเก่า
บอกแล้วว่าไม่ต้องกลับมาอีกยังไงก็ไม่สนใจ
ถ้าไม่ใช่... ก็ไม่สนใจ
วุ่นวายว่ะ
“พี่กันต์”
“เธอชื่อแยมใช่มั้ยตอนนั้นอยากได้โทรศัพท์ใหม่ก็ซื้อให้แล้ว” ถ้าจำไม่ผิดพลาดนี่คือข้อแลกเปลี่ยนไม่ผูกมัดกับผู้หญิงที่เข้ามา “ส่วนเธอชื่อดาวตอนนั้นอยากได้กระเป๋าก็ซื้อใหม่ให้เช่นกันแล้วตอนนี้มาเรียกร้องอะไรไม่ทราบอีกอย่างมันจบๆ ไปแล้วด้วย จะพูดอีกครั้งมาทางไหนกลับไปซะ!”
แค่นี้ที่ผมจะพูด
แค่นี้ที่ผมจะเอ่ยเป็นครั้งสุดท้าย
และไม่สนใจอีกเพราะจากนั้นการที่ผมหันหลังให้พวกเธอทั้งสองสายตาก็จับจ้องอยู่ที่ของเหลวสีแดงกร่ำในแก้วทรงสูงเท่านั้น ทุกครั้งที่เคลื่อนแก้วนิดหน่อยพวกมันก็ขยับไปทางซ้ายทีขยับไปทางขวาทีตามการบังคับของตัวเองทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ผมต้องการนั่นคือจุดบนสุดของห่วงโซ่อาหาร จุดที่ใครต่อใครต้องยอมให้และก็เป็นจุดที่ใครต่อใครต้องการ
ถึงแม้จะบูชาผมเพียงเพราะอยากได้เงินก็ตาม
วงจรชีวิตมันก็น่าสนใจแค่นี้แหละ
‘ความน่าสนใจ’ สำหรับคนอย่างผมมันก็คือสิ่งที่ผมต้องการมาตลอด มันมีอะไรซุกซ่อนมากกว่านั้นเยอะแยะเมื่อมองแตกแยะออกไปของแต่ละคนแค่ใช้สายตามองปราดเดียวก็รับรู้ได้ว่าใครเข้ามาด้วยความจริงใจหรือว่าเข้ามาด้วยการหวังผลประโยชน์
เอาเป็นว่าถ้าจะพูดให้กระจ่างผมค่อนข้างเจอเยอะสุดคงเป็นอย่างหลังมากกว่าแต่ก็ไม่เคยปิดกั้นนะ ไม่เคยคิดว่าเสียเวลาด้วยซ้ำ อยากเข้ามาลองก็เข้ามาแต่จะเป็นขยะออกไปมันก็อีกเรื่องหนึ่ง
ผมเปิดโอกาสให้เสมอ
“ไม่สารเลวจริงๆ ทำไม่ได้นะเฮียกันต์”
“งั้นก็สบายใจเพราะถึงกูตกนรกไปรับรองเจอมึงแช่กระทะทองแดงโดนกรอกปากด้วยน้ำกรดอยู่ไอ้กานต์”
“ปากคอเราะร้ายเหี้ยๆ แต่มันก็จริง” มันยังมีหน้ายกแก้วขึ้นมาชนกับแก้วผมอีกนะทุกคน “เอาเป็นว่าเราแชร์ๆ กันดีกว่าเฮียกันต์จะได้ไม่แช่กระทะทองแดงนานเกินไป ผมกลัวร้อนบอกตรงๆ”
“ค*ย”
“ก็มีเหมือนกันเฮีย แฟร์ๆ”
“แฟร์ที่หน้ามึงดิ กูไม่มีอะไรจะพูดกับมึงแล้วนะ ด้านเหี้ยๆ”
“แม่งโดนด่าอีกแล้ว เก็บทุกดอกฟาดได้ฟาดฟันได้คงฟันอ่ะ”
“มึงฝันเหรอกานต์”
“คนละฟันมั้ยเฮีย เห็นแบบนี้ผมก็เลือกนะ” เหอะ... ให้ตายเถอะแล้วมันคิดว่าผมไม่เลือกเหรอไงเอากับไอ้กานต์ยอมอดตลอดจนตายห่าดีกว่า มั่วได้มั่วแต่ก็เลือกได้เช่นกันนะนอกจากใช้สายตาประเมินดูไอ้กานต์แล้วบอกตรงๆ แม่งไม่ได้ว่ะ “โหดเลือดสาดอย่างเฮียกันต์จอมฟันคิดว่าอยากเตะต้องหรือไงครับ”
“เอาตามที่มึงมโนเลย”
ปวดหัวชิบหายเมื่อได้สนทนากับมัน
แค่นี้ผมก็ยกแก้วไวน์ขึ้นลิ้มรสหวานปนฝาดแผ่ซ่านไปทั่วปากพร้อมสอดส่ายสายตาไปทั้งซ้ายและก็ขวา นักท่องเที่ยวราตรีลดน้อยลงมากกว่าเมื่อก่อนเยอะมากพอสมควร
“จะส่องสาวลากพาเข้าถ้ำหรือจะว่ากิจการผมอีกอ่ะ”
“ทั้งสอง” การสนทนาที่ไม่มองหน้ากันเนื่องจากสายตาของผมหยุดตรงที่โซนระเบียงติดขอบถนน มีโต๊ะหนึ่งเด่นออกมาเรียกสายตาพอประมาณ เมื่อเห็นแล้วไม่นานสายตาผมก็หลีกเลี่ยงกลับมามองที่อื่นไปเรื่อยๆ ท้ายสุดแล้วก็หยุดที่ไอ้กานต์ตามเคย “แต่คืนนี้กูพอแล้ว”
“ง่ายขนาดนี้เลย?”
“อืม มันไม่ยากอะไร”
“แปลก” ไอ้กานต์หรี่สายตาลงเพื่อจับผิดผมแต่มันก็ได้เพียงแค่ความว่างเปล่าแทน ทั้งกลุ่มอย่าลืมว่าผมเก็บความรู้สึกเก่งสุดไม่มีใครเก่งเกินแล้ว “ได้แต่จิบๆ ไวน์ยังไม่หมดก็กลับ”
“...”
“หนีใครกันเฮียหรือว่าผู้หญิงโต๊ะนั้น”
“มึงอย่ามอง” ผมห้ามปรามเพราะไม่อยากทำอะไรเกินไปมากกว่านี้ ไม่อยากให้วุ่นวายฉะนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงมากกว่ายังไงโต๊ะนั้นก็พึ่งมาไม่ได้เห็นฉากตบตีก่อนหน้า “พูดให้รู้เรื่อง”
“สีผมเฮียนี่แหละจุดสร้างความสนใจเลยโว้ย”
สีเขียวออกฟ้าๆ มันเด่นขนาดนั้นเลย?
“ไปแล้ว”
“ไม่ทันอ่ะเฮีย มาแล้วเดินตรงมาแล้ว” ไม่ยังไงก็ไม่ ไม่มีทางที่ผมจะเจอกับเธออีก ทุกความรู้สึกสั่งให้ผมหลีกเลี่ยงหนีให้รอดจากนั้นพอให้พร้อมก็ค่อยเผชิญทีเดียว “เฮียๆ”
ปึก!
รู้ไหมสุดท้ายผมก็หันหน้าซุกลงตรงอกไอ้กานต์ราวกับว่าเมานักหนาเหมือนหมาไม่มีผิดแล้วยิ่งไปกว่านั้นไอ้กานต์ก็เล่นด้วย มันโอบกอดผมแล้วสร้างสถานการณ์ขึ้น
“พากูออกไปให้ไกลที่สุด” เสียงกระซิบจากผม
“อ่อนว่ะ แค่นี้เมา มึงโดนกูล้อยันลูกบวชแน่ไอ้กุน!”
เออดี ท้ายสุดผมก็เปลี่ยนชื่อเป็นไอ้กุนซะ
ให้ตายเถอะ...
“เอ้าหนักฉิบหาย ไม่เมาก็ไม่ต้องทิ้งตัวเฮียลงมาให้ผมทั้งลากทั้งแบกขนาดนี้ก็ได้”
“...”
ไอ้น้องเวร
“แล้วถ้าไม่อยากเด่นอยากทำผมสีนี้อีก ห่าเอ้ยโคตรหนัก”
“เอ้า” ท้ายสุดพอผมเห็นว่าปลอดภัยจึงล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาก่อนหยิบใบสีเทาส่งๆ ออกมา 4-5 ใบส่งให้ไอ้กานต์ที่ออกมาเอาแต่บ่นห่าเหวอะไรไม่รู้ “แล้วก็หุบปากมึงซะ”
“ชอบจังผู้ชายนิสัยรวย”
“เออ ปากบอกชอบกูกระทำโคตรต่างเห็นหน้าเป็นธนาคารเหรอ”
“ก็เฮียรวยโว้ย”
“รวยแต่กูก็ใช้เงินเป็น คนแรกที่อย่าหวังก็คือมึงไอ้สัส”
“เหยด... ด่าน้องด่านุ้งอีกแล้วรู้แบบนี้ไม่ช่วยดีกว่าว่ะ” กวนตีนสุดๆ กวนจนผมยกเท้าขึ้นมาเตรียมถีบถ้ามันไม่ไหวตัวออกห่างก่อน “อย่าใช้กำลังเลยมีอะไรคุยๆ กันได้มั้ยเฮีย”
“หึ”
“แล้วจะหนีไปตลอดเลยหรือไง”
“ยังไม่อยากเจอมากกว่าไม่ได้คิดหนีตลอดหน่า แค่ระหว่างนี้เฉยๆ” ทำไมทุกคนถึงคิดว่าผมขี้ขลาดขนาดนั้นกันอีกอย่างผมขอตั้งตัวนิดๆ หน่อยๆ พออะไรมันลงตัวกว่านี้ก็กลับมาสู้แล้ว “ต่อจากนี้ถ้าเห็นก็เลี่ยงก่อน มึงต้องช่วยกูด้วย”
“ดีลถ้าช่วยแล้วได้เงิน ผมเต็มที่”
“แบบนี้ทุกทีงั้นแยกย้าย”
แค่นี้ทั้งผมและมันแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน ผมขับรถกดเปิดประทุนเพื่อรับอากาศเย็นในตอนกลางคืนกระทบใบหน้าของตัวเองไปเรื่อยๆ ไร้จุดมุ่งหมายเพราะว่ามันเป็นตอนกลางคืนเป็นเวลาที่ผมชอบมากเป็นพิเศษ กลางคืนที่เป็นเวลาของจันทราไม่ใช่ดวงอาทิตย์เหมือนที่ชื่อตะวันของผมชอบนักหนาแปลกนะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบเลยตั้งแต่แรก เลยเลี่ยงไม่ใช้ดีกว่าตั้งแต่แรก
ไม่ชอบดวงอาทิตย์ ไม่ชอบดอกไม้ ไม่ชอบความหวานและก็ไม่ชอบความรัก
แต่ชอบดวงจันทร์ ชอบความแข็งแกร่ง ชอบความขม ชอบความเยือกเย็น
ตรงกันข้ามกับแม่หมดเลย
ไงละ... ลูกที่ไม่เหมือนแม่ เป็นผมคนเดียวเลย
ท้ายสุดผมก็เหยียบเบรกจอดริมแม่น้ำใหญ่ในที่หนึ่งก่อนลงจากรถมองผู้คนที่เดินสวนกันไปมาตามความมุ่งหมายของแต่ละคนที่ปรารถนาจะไปก่อนก้าวเท้าเดินไปตามเส้นทางหนึ่ง เส้นทางนี้ขึ้นสู่สะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ของเมืองท่ามกลางความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นยังมีที่สงบแบบนี้อยู่จริง
การยืนนิ่งให้ลมตีใบหน้าอยู่แบบนั้นพักหนึ่งเพื่อให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่านไม่นานสายตาผมก็เงยขึ้นไปค้างตรึงไว้ที่ดวงจันทร์โตส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดทั้งหลาย แสงของมันกลบหมู่ดาวดวงเล็กดวงน้อยไปหมดดูแล้วโคตรเย็นชาไม่มีใครเทียบเทียมได้แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็เถอะ
อย่าเทียบกันเลยเพราะต่างคนต่างเป็นใหญ่ในที่ของตัวเอง
พอเงยหน้ามองดวงจันทร์แบบเต็มที่ก็ก้มทอดมองแสงจันทร์ที่ส่องลงมากระทบกับผิวน้ำพลิ้วไปตามแรงของคลื่นที่เกิดจากเรือแล่นบนน้ำขนาดใหญ่พึ่งพาไปไม่นาน
สีสันเมืองไทยไม่แพ้เมืองนอกสักนิด