ตะวันที่ 1

2781 Words
เด็กหญิงวัยสิบห้าลืมตาของตนเหม่อมองเพดานห้องนอนอย่างเหม่อลอยท่ามกลางแสงสว่างของยามเช้า ที่สอดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกผ่านผ้าม่านสีขาวผืนบางแบบที่เจ้าตัวชอบ “เอ็งเป็นอะไร ฝันร้ายอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงแหบของวิญญาณชายชราเอ่ยถามหลานสาวอย่างเป็นห่วง “จ้ะตา หนูฝันร้าย ในความฝันนั้นช่างน่ากลัวเหลือเกิน มีเครื่องบินทิ้งระเบิดลงมาจากฟ้า อีกทั้งยังมีคนตายเต็มไปหมด อวัยวะของคนเหล่านั้นกระเด็นออกมากองกันอยู่ข้างนอก แขนขาฉีกขาด” ตะวันเล่าความฝันของตนออกมาในขณะเดียวกันก็ยกมือกอดอกคล้ายปลอบประโลมตนไปด้วย “แม่เจ้า! น้องตะวันไม่ใช่ว่าที่น้องเห็นจะเป็นนรกหรอกหรือ เหตุใดจึงได้ดูน่ากลัวนัก” รักร้องถามเสียงสูงสีหน้าแสดงความตกใจ “นั่นนะสิ เหตุใดเจ้านกยักษ์เหล่านั้นถึงได้ทิ้งลูกระเบิดได้ เอ๋! จะว่าไปลูกระเบิดคือสิ่งใดกัน” ยมทำหน้าสงสัย สำหรับนกยักษ์นั้นเขารู้จักตั้งแต่มาที่นี่พร้อมกับตะวันในเจ็ดวันแรกแล้ว “เรื่องนี้ข้ารู้ วันก่อนข้าเคยเห็นในกล่องสี่เหลี่ยมที่เจ้ารวิเปิด ข้าได้ยินคนในกล่องพูดว่ามีการทิ้งระเบิดอีกแล้ว ภาพในนั้นแสดงถึงความน่ากลัวของมันทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก” เสียงแหบแห้งของเฒ่าไทรดังขึ้นอย่างตื่นเต้น “ท่านนี่ก็นับว่ายังพอใช้ได้อยู่บ้าง ที่จำเรื่องราวจากเจ้าสิ่งนั้นได้ แต่ข้าว่าที่ได้ยินเจ้ารวิเรียกว่าภาพยนตร์ไม่ใช่หรือ” เสียงหวานใสอันไพเราะของแม่ตานีสาวกล่าวหยอกวิญญาณเฒ่าชรา ตะวันได้แต่ยกยิ้มให้กับเหล่าวิญญาณที่ติดตามตนมากลุ่มใหญ่ ผ่านมาหลายปีพวกเขาก็ยังอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมเหตุใดพวกเขาถึงยังไม่ไปตามทาง ครั้นจะถามก็เกรงว่าจะทำให้พวกเขาคิดว่าตัวเองไม่ต้องการจึงได้ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงเรียก “พี่ตะวันครับ ตื่นหรือยังลงไปกินข้าวเถอะ” เสียงแตกหนุ่มของเด็กชายตะโกนผ่านบานประตูเข้ามา จากนั้นประตูห้องของเด็กหญิงก็ถูกเปิดจากฝีมือของพรายสาวนามเพราะ ที่ ณ เวลานี้หล่อนไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในน้ำ “อ้าว พี่ยังไม่ตื่นเหรอครับ ไม่สบายหรือเปล่าปกติพี่ตื่นเช้ากว่าผมอีก” เด็กชายไม่ได้แปลกใจที่ประตูเปิดเอง เนื่องจากพี่สาวผู้กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงเคยเล่าเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อนับตั้งแต่วันที่ตนกลับมา รวมถึงยังได้แนะนำเหล่าวิญญาณให้คนในครอบครัวได้รู้จักอีกด้วย “พี่ฝันร้าย รวิลงไปบอกให้ทุกคนกินก่อนได้เลย กว่าพี่จะอาบน้ำแต่งตัวคงใช้เวลาสักพัก” ตะวันบอกน้องชายในขณะที่นำผ้าห่มออกจากตัว “พวกเรารอได้ พี่รีบไปอาบน้ำเถอะครับ ผมจะลงไปก่อน” เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายคนบนเตียงพูดพร้อมกับหมุนกายเดินออกจากห้องของพี่สาว ตะวันยกยิ้มส่ายหน้าอย่างจนใจให้กับน้องชาย ที่ไม่ว่ายังไงเขากับครอบครัวก็มักจะรอกินข้าวพร้อมกับตนอยู่เสมอ ที่ห้องอาหารของบ้าน “ขอโทษนะคะที่ทำให้ทุกคนต้องรอ” เด็กหญิงส่งยิ้มเจื่อนให้กับสมาชิกในครอบครัวอันประกอบไปด้วยปู่ ย่า พ่อ แม่ น้องชาย และพี่ชายลูกของคุณลุง คุณป้าที่มาอยู่ด้วย “ไม่เป็นไร ได้ยินว่าฝันร้ายอย่างนั้นเหรอ หลานไม่เป็นอะไรใช่ไหม” น้ำเสียงแหบพร่าของชายชราถามอย่างเป็นห่วงหลานสาวเพียงคนเดียว “เรื่องเล็กค่ะคุณปู่ หนูคือตะวันเชียวนะ ความฝันจะทำอะไรหนูได้” ผู้พูดส่งยิ้มหวานตอบกลับสีหน้าไร้กังวล นำพาให้ทุกคนหัวเราะให้กับความอวยตนเองอย่างหน้าไม่อายของเด็กสาว หลังจากมื้ออาหารเช้าจบลง คนในครอบครัวก็พากันแยกย้ายไปทำหน้าที่ของแต่ละคนเฉกเช่นทุกวันก่อนวันหยุด ส่วนตะวันกับน้องชายนั้น เนื่องจากเป็นวันปิดภาคเรียนทำให้สองพี่น้องจัดเป็นคนว่างงานมากที่สุดของบ้าน เช่นเดียวกับมารดาที่แม้จะหายป่วยและร่างกายกลับมาแข็งแรงแล้ว ทว่าก็ไม่มีใครอยากให้เธอออกไปทำงานข้างนอก ดังนั้นเจ้าตัวจึงมักคิดค้นทำอาหารทั้งคาวหวานเอาใจคนในบ้าน อย่างเช่นวันนี้หลังจากมื้ออาหารเช้าแม่ของเธอก็รีบเข้าครัวไปจัดการปอกผลไม้มาให้ลูกทั้งสองคนทันที “ปู่กับย่าอายุมากแล้วก็ยังไปทำงานเลย พวกเราไปกับท่านดีไหมพี่ตะวัน” น้องชายถามความเห็นของพี่สาวที่กำลังเพ่งมองอะไรบางอย่างนิ่งเงียบ ทำให้ผู้เป็นน้องขยับมาใกล้พี่สาวก่อนที่จะเรียกชื่อของผู้เป็นพี่ออกมาดังกว่าเดิม “พี่ตะวัน” น้ำเสียงของเขาทำให้ตะวันสะดุ้งหันมาทางต้นเสียงด้วยใบหน้าเหลอหลา คนเป็นน้องรู้สึกผิดจึงได้กล่าวขอโทษออกมา “ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าพี่จะตกใจมากขนาดนี้” รวิมีสีหน้าเสียใจตามคำพูด “อย่าคิดมากน่า พี่แค่กำลังมองคนในรูปอย่างตั้งใจมากไปหน่อยน้องไม่ได้ผิดอะไรเลย ว่าแต่รวิจำได้ไหมว่าคนนี้คือใคร” ตะวันยกมือตบบ่าน้องชายพูดปลอบออกมา ในขณะเดียวกันก็ถามถึงคนในรูปถ่ายไปด้วย รวิมองผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น สวมเสื้อลูกไม้สีขาวในภาพอย่างพิจารณา เนื่องจากเป็นรูปที่ถ่ายมานานอีกทั้งยังเป็นภาพขาวดำทำให้ต้องใช้เวลาในการมองก่อนที่จะส่ายศีรษะอย่างจนในคำตอบ ในเวลาเดียวกันหญิงสาวรูปร่างผอมบางก็เดินออกมาจากในครัว สองมือของหญิงคนนั้นมีจานใส่เงาะที่คว้านเมล็ดออกเรียบร้อยแล้ว “มากินเงาะกันเถอะลูก” น้ำเสียงอันอ่อนโยนดังขึ้นเรียกความสนใจของบุตรชายหญิง ตะวันหันไปมองใบหน้าของผู้เรียกสลับกับรูปถ่ายในกรอบของหญิงสาวในภาพ “แม่จ๋าคนนี้เป็นใครหรือจ๊ะ” ผู้ที่ถูกลูกสาวถามจึงได้เดินมาหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมาดู “เธองามใช่ไหมล่ะ คนนี้เป็นน้องสาวของคุณยายทวดของลูกจ้ะ วันก่อนแม่ไปเจอรูปนี้เข้าด้วยความบังเอิญ ก็เลยนำมาวางไว้ตรงนี้” หญิงสาววางกรอบรูปไว้ตามเดิม ตะวันตัวชาวาบเมื่อได้ยินคำตอบ เธอรู้สึกสังหรณ์ใจเหลือเกินว่าตนกำลังจะได้เดินทางไกลอีกครั้ง “ว่าแต่ลูกถามถึงท่านทำไมอย่างนั้นหรือ” หญิงสาวเอ่ยถามลูกสาวออกมาอย่างสงสัย รวิผู้กำลังเคี้ยวเงาะอยู่ในปากก็มองมาทางพี่สาวของตนเช่นเดียวกัน “คือว่าหนูฝันถึงคุณยายทวดเล็กคนนี้ค่ะ ในฝันนั้นเป็นเรื่องราวแบบนี้...” ตะวันจำใจเล่าเรื่องราวในฝันออกมา ผู้เป็นแม่เอามือทาบอกพร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “จะว่าไปชีวิตของคุณยายเล็กก็ลำบากมากเอาการ ในตอนนั้นกว่าคุณยายของลูกจะได้เจอเธออีกครั้งก็อยู่ในสภาพตรอมใจป่วยหนักทีเดียว แม่จะเล่าเรื่องให้ลูกฟังตามที่รู้มาก็แล้วกัน ย้อนกลับไปในตอนที่คุณยายใหญ่ยังสาว ในสมัยนั้นได้เกิดสงครามขึ้นทำให้ครอบครัวถึงคราวพลัดถิ่น สมัยแม่ยังเด็ก ยายได้เล่าให้แม่ฟังว่าเธอเคยมีเพื่อนที่สนิทกันมาก อีกทั้งคุณยายเล็กก็เป็นคนดีขยันขันแข็ง เลี้ยงดูน้องสาวผู้ป่วยกระเสาะกระแสะตามลำพัง ทว่าหลังจากน้องสาวของหล่อนตายทำให้คุณยายเศร้าหมองอยู่นานโข ด้วยความที่สงสารเพื่อนเพียงคนเดียวคุณยายใหญ่จึงได้ขอพ่อแม่ให้รับคุณยายเล็กเป็นลูกบุญธรรม ในตอนนั้นคุณยายเล็กน่าจะอายุสิบเจ็ดสิบแปดตามในรูปถ่ายนี่แหละ ทั้งสองก็ต่างรักใคร่กันดีจนกระทั่งเกิดสงครามทำให้ต้องพลัดพรากจากกัน ก่อนที่คุณยายทวดใหญ่ของลูกจะสิ้น ท่านยังรู้สึกผิดกับน้องสาวคนนี้อยู่เลย ท่านเล่าให้ฟังว่าเพราะความเสียสละเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลกของน้องสาวกับคนที่หล่อนชอบพอ ทำให้เธอรอดพ้นจากความตายมาได้ ในภายหลังพอสงครามสงบ ท่านก็ได้พบกับคุณยายเล็กอีกครั้ง แต่ว่าหล่อนหาความสดใสไม่ได้อีกเลยแม้เพียงนิด มีแต่อาการป่วยหนักเพราะโรคร้าย เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตั้งแต่ที่แยกจากกันคุณยายเล็กได้ถูกผู้ไม่หวังดีจับตัวไปขาย แม้จะหนีออกมาได้ด้วยการช่วยเหลือของสหายคนรัก กระนั้นหล่อนก็แทบไม่หลงเหลือจิตวิญญาณที่จะมีชีวิตอยู่ คุณยายใหญ่ท่านยังเล่าต่อไปอีกว่าในตอนนั้นท่านกอบกุมมือของน้องสาวคนนี้แน่นน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ และยังได้เอ่ยถามถึงความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าตัว” ผู้เป็นแม่หยิบกระดาษเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา หลังจากสิ้นคำกล่าวนี้ ตะวันผู้ยังอยากรู้เรื่องราวจึงได้เอ่ยถามออกมาทั้งที่ดวงตาของเธอเองก็เปียกชื้น “ความปรารถนานั้นคือเรื่องอะไรหรือจ๊ะ” เสียงเจือสะอื้นของเจ้าตัวถามอย่างใคร่รู้ พร้อมกับรอคอยคำตอบด้วยใจจดจ่อ โดยหารู้ไม่ว่าหลังจากได้ยินคำตอบของผู้เป็นแม่แล้ว จะทำให้ชีวิตการผจญภัยของตนได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ภายในห้องนอนของตะวัน หลังจากเจ้าตัวเข้านอน ในขณะที่กำลังนอนหลับสนิทจู่ ๆ เธอก็ตกอยู่ในห้วงฝันอีกครั้ง “ตะวัน เหลนคงรู้เรื่องของทวดมาแล้วเจ้าจงช่วยทำให้ความหวังสุดท้ายของทวดเล็กเป็นจริงได้หรือไม่” น้ำเสียงแหบพร่าของหญิงชราวัยเจ็ดสิบกล่าวออกมาด้วยความเศร้า เนื่องจากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้จิตวิญญาณของตนเดินทางไปตามวัฏสงสารที่ควรเป็น ตะวันสะดุ้งตกใจตื่นพร้อมกับเหงื่อชุ่มทั้งใบหน้าและแผ่นหลังทั้ง ๆ ที่ภายในห้องนอนเครื่องปรับอากาศก็ยังคงทำงานตามปกติ “เจ้าฝันร้ายอีกแล้วหรือ” แม่ตานีเอ่ยถามเด็กหญิงอย่างเป็นห่วง พลางส่งผ้าเช็ดหน้าให้กับเจ้าตัว “จะว่าร้ายก็ไม่ใช่ จะไม่ร้ายก็ไม่เชิงจ้ะ หนูไม่คิดว่าคุณยายทวดใหญ่จะยังคงอยู่” ตะวันตอบแม่ตานีพรายแสนสวยในขณะเช็ดเหงื่อบนใบหน้าไปด้วย “หลานลองเล่าออกมาสิ พวกเราจะได้ช่วยกันวิเคราะห์” ตาคงโผล่ออกมาท่ามกลางความว่างเปล่าเมื่อนางตานีสื่อกระแสจิตบอกเรื่องที่ตะวันพูดออกไป ตะวันรู้สึกถึงความอบอุ่นจากคำพูดและความห่วงใยของเหล่าวิญญาณต่างภพเป็นอย่างมาก จากนั้นเธอจึงได้เล่าเรื่องราวที่ตนฝันออกมา “ตาว่า แม่นางคนนั้นน่าจะยังอยู่ที่เรือนเดิมของตน เพราะที่เรือนนี้หาได้มีวิญญาณดวงอื่นนอกจากพวกตา” ตาคงบอกหลานสาวหลังจากฟังสิ่งที่เด็กหญิงเล่าออกมาจนจบ “น้องตะวันไม่เคยเห็นนางมาก่อนหรือ” รักถามไถ่ตะวันออกมาบ้างอย่างสงสัย “ไม่เคยหรอกจ้ะ เพราะตั้งแต่หนูเกิดก็ไม่เคยได้ไปเรือนหลังเดิมของแม่เลย เนื่องจากสภาพร่างกายของแม่นั้นอ่อนแอมาก อีกทั้งรวิเองก็ป่วยบ่อย” ตะวันตอบตามตรง “มีทางเดียวคือเอ็งจะต้องไปที่นั่น ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้เรื่องหรอกจะคิดให้เสียเวลาทำไม” เฒ่าไทรกล่าวออกมาตามประสาผีใจร้อน แม้ว่าคำพูดของเฒ่าไทรจะดูหุนหันไปบ้างก็ตาม แต่มันก็คงไม่มีวิธีอื่นนอกจากไปให้รู้ให้เห็นเองกับตา “น้องนอนเถอะยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะเช้า ถึงเวลานั้นคิดกระทำการใดจะได้มีแรง” ยมเตือนน้องสาวด้วยความเป็นห่วง ตะวันก็ทำตามพี่ชายต่างภพพูดอย่างเชื่อฟัง หลังจากเปลือกตาของเธอปิดลงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอแล้ว เหล่าวิญญาณก็หายตัวออกมาจากห้องของเด็กหญิง “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าพวกเราจะต้องไปไหนสักที่” ตาคงเปิดปากของตน “ทำไมพ่อคิดอย่างนั้นละจ๊ะ” รักเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “เรื่องนี้เอาไว้ไปพบดวงจิตของนางคนนั้นก่อนก็คงรู้ ตอนนี้แยกย้ายกันไปเถอะ” เฒ่าไทรกล่าวสรุป เช้าวันต่อมา ตะวันลืมตาตื่นขึ้นโดยที่ความฝันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ ดังนั้นทำให้เช้าวันนี้เจ้าตัวจึงได้พูดเรื่องนี้หลังจากมื้ออาหารเช้าจบลง “จะว่าไปเราก็ไม่ได้กลับไปนานแล้ว จ้างแต่เขาให้คอยดูแลกลับไปก็ดีเหมือนกัน” ปู่ผู้ชราเป็นผู้ตัดสินใจแทนคนในครอบครัว เมื่อผู้เป็นใหญ่ของบ้านกล่าวออกมาเช่นนี้ก็ไม่มีใครคิดขัด และอีกอย่างวันนี้ก็เป็นวันหยุดทำให้คนในครอบครัวของตะวันได้มายืนอยู่หน้าเรือนสีขาวสองชั้นซึ่งเรือนหลังนี้ได้ถูกดูแลปรับปรุงมาโดยตลอดทำให้ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลไว้อย่างสมบูรณ์ “สวยมากเลยค่ะ” ตะวันอุทานขึ้นอย่างตกใจ เพราะเธอไม่คิดว่าจะมีบ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำที่ตนและครอบครัวล่องเรือมา “พวกเราเข้าไปด้านในกันเถอะ” ชายชราเดินเข้าไปประคองคู่ชีวิตให้ก้าวเท้าเข้าไปด้วยกัน แม้ปีนี้พวกเขาทั้งสองจะอายุเข้าเลขแปดแต่ความแข็งแรงยังมีอยู่มากที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องขอบใจหลานสาวที่ทุมเทแรงกายแรงใจย้อนเวลาไปเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของบรรพบุรุษนั่นเอง ทันทีที่ตะวันย่างเท้าก้าวเข้าไปภายในตัวเรือน เธอก็สัมผัสเข้ากับสายลมวูบหนึ่งลมเย็นนั้นต้องผิวกายของเด็กหญิงทำให้ขนลุกซู่ “เจ้ามาแล้ว” น้ำเสียงแหบพร่านั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี ตะวันผงะใบหน้าอย่างตกใจเมื่อจู่ ๆ วิญญาณของหญิงชราก็มาปรากฏตัวต่อหน้าอย่างกะทันหัน “คุณยายทวดหรือคะ” ตะวันสะกดอารมณ์ของตนถามออกไป วิญญาณของหญิงชราพยักหน้า จากนั้นหล่อนก็ลอยตามเหลนสาวไม่ห่างกายโดยไม่สนใจเหล่าวิญญาณทั้งหลายที่ตามติดเด็กหญิงมาแม้แต่ตนเดียว “เรือนหลังนี้สร้างตอนที่ทวดย้ายมาอยู่ที่นี่กับตาทวดของเหลน ตอนนี้ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของแม่เจ้า” วิญญาณของหญิงชราพูดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ตะวันมองใบหน้าที่คงความงามแม้จะมีริ้วรอยตามวัยอย่างมึนงง “ยายทวดได้ทำพินัยกรรมส่งต่อเรือนหลังนี้ให้สำหรับลูกหลานคนโตผู้เป็นหญิงเพียงเท่านั้น ต่อไปเรือนหลังนี้คงต้องฝากให้เจ้าดูแลแล้ว” วิญญาณของหญิงชรากล่าวเนิบช้าขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหญิง คนในครอบครัวของตะวันได้พากันเดินสำรวจด้านนู่นด้านนี้กันจนทั่วเนื่องจากว่าต้องการตรวจสอบดูว่ามีตรงไหนที่ควรจะต้องปรับปรุงหรือไม่ ตะวันผู้เดินตามอยู่ด้านหลังจึงสามารถสนทนากับร่างวิญญาณของหญิงชราได้อย่างสบายใจ เรื่องราวที่ออกมาจากปากของหญิงชรานั้นไม่ได้แตกต่างจากผู้เป็นแม่เล่าให้ฟัง ทว่าเมื่อถึงตอนเอ่ยถึงเรื่องความปรารถนาสุดท้ายของทวดเล็ก สายลมก็หอบเอากลิ่นของดอกแก้วก็ลอยเข้าจมูกของเธอ “เจ้าได้กลิ่นหรือไม่ ดอกไม้ชนิดนี้ทวดเล็กของเจ้าชื่นชอบเป็นอย่างมาก นางเคยให้ดอกไม้ชนิดนี้กับชายคนรักจากนั้นเขาก็หายตัวไป สิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดก่อนตายคือการได้พบหรือได้ข่าวของเขา แต่ยายทวดคนนี้ไม่สามารถทำให้คำขอของน้องสาวผู้น่าสงสารเป็นจริงได้ ฉันไม่อาจปล่อยวาง ดังนั้นดวงจิตนี้จึงต้องวิญญาณอยู่อย่างนี้ เหลนของยายทวดเจ้าช่วยในเรื่องนี้ได้หรือไม่” วิญญาณของหญิงชรากล่าวออกมาเสียงหม่นนัยน์ตาเศร้า
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD