บทนำ
ในวันครบรอบแต่งงานสิบห้าปีหิรัญก็จับได้ว่าพฤกษ์ สามีแอบมีเมียน้อย อีกฝ่ายเป็นเด็กกำพร้าที่เขาให้ทุนการศึกษา ตลอดระยะเวลาที่รู้จักกับดุจดาว เขารู้สึกสงสารและเอ็นดูผู้หญิงคนนี้ไม่น้อย หลังจากเธอเรียนจบ เขาก็รับเธอเข้ามาทำงานในบริษัท แต่เธอกลับตอบแทนด้วยการปีนขึ้นเตียงสามีของเขา แต่เพราะความไว้ใจหิรัญเลยไม่เคยระแคะระคายสักครั้ง จนกระทั่งวันนี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาแจ้งข่าวการเสียชีวิตของสามีกับดุจดาว
หลังจากที่หิรัญจัดการเรื่องเอกสารในการรับร่างสามีไปประกอบพิธีทางศาสนาเสร็จ เขาก็เดินไปที่ห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กเพื่อไปดูหน้าลูกชายของสามีกับนังผู้หญิงแพศยาคนนั้น
ก่อนหน้านี้ตำรวจได้บอกกับเขาว่าทั้งสามเพิ่งกลับมาจากเที่ยวทะเล ระหว่างทางจู่ๆ ฝนก็เกิดตกลงมาอย่างหนัก รถของสามีเขาขับมาด้วยความเร็วสูง ทำให้เสียหลักพุ่งชนต้นไม้ข้างทาง พฤกษ์กับดุจดาวที่นั่งข้างหน้าเสียชีวิตคาที่ ส่วนลูกชายที่นั่งข้างหลังได้รับบาดเจ็บสาหัส
หิรัญมองเด็กผู้ชายรูปร่างผอมบางที่หน้าตาละม้ายคล้ายดุจดาว และมีส่วนเหมือนสามีของตัวเองด้วยสายตาชิงชัง ก่อนจะพูดกับด้วยเสียงเยียบเย็น
“พ่อกับแม่ของแกตายไปหมดแล้ว ทำไมแกถึงยังอยู่ ทำไมแกไม่ตายไปพร้อมกับสองคนนั้น”
เพราะพฤกษ์จดทะเบียนรับรองบุตรทรัพย์สินที่มีจึงถูกแบ่งครึ่ง จากที่หิรัญจะต้องได้ทั้งหมด เขากลับต้องแบ่งครึ่งหนึ่งให้กับลูกเมียน้อยอย่างอาคเนย์ ก่อนหน้านี้คนแม่ก็มาแย่งสามีของเขา พอตอนนี้คนลูกก็ยังมาแย่งของที่เขาหาร่วมกันมากับพฤกษ์อย่างยากลำบากไปอีก หิรัญยิ่งคับแค้น สิ่งที่ไอ้เด็กนั่นควรจะได้รับก็คือชีวิตที่อยู่ไม่สู้ตาย ไม่ใช่เงินทองที่ทำให้สุขสบายทั้งชาติอย่างนี้
“จนกว่าคุณอาคเนย์จะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ทรัพย์สินทั้งหมดของคุณพฤกษ์ทางเราจะเป็นคนเก็บรักษาเอาไว้ให้ เมื่อถึงวันนั้นเงินและอสังหาริมทรัพย์จะเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณอาคเนย์ทันที คุณพฤกษ์ได้ทำพินัยกรรมเอาไว้ว่า หากในระหว่างนั้นคุณอาคเนย์เกิดเสียชีวิตขึ้นมาก่อน ก็ให้นำทรัพย์สินเหล่านั้นกระจายบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทั่วประเทศ” ทนายความประจำตัวพฤกษ์กล่าวให้หิรัญฟัง
“ทั้งดุจดาวกับพฤกษ์ต่างก็ไม่มีญาติที่ไหน แล้วในระหว่างนี้เด็กคนนั้นจะต้องไปอยู่ที่ไหน สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า?” หิรัญถาม เขาไม่ได้สนใจว่าไอ้เด็กนั่นมันจะไปอยู่ที่ไหนหรือจะชีวิตต่อไปยังไง สิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือสมบัติที่ไอ้เด็กนั่นจะได้รับ
“ครับ เพราะคุณดุจดาวกับคุณพฤกษ์ไม่มีญาติที่ไหน คุณอาคเนย์จะต้องไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้รับการอุปการะครับ”
“จะเป็นใครที่อุปการะก็ได้งั้นเหรอ” หิรัญถามต่อ
“ขอแค่ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเห็นว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม จะเป็นใครก็สามารถอุปการะคุณอาคเนย์ได้ครับ”
หลังจากทนายความกลับไปแล้วหิรัญก็ให้คนสนิทของตัวเองทำเรื่องติดต่อไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพื่อขอรับอุปการะอาคเนย์ทันที แน่นอนว่าทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าย่อมไม่ยินยอม เพราะสถานะระหว่างหิรัญกับอาคเนย์ ที่คนหนึ่งเป็นเมียหลวง ส่วนอีกคนเป็นลูกของเมียน้อย อีกทั้งยังมีเรื่องของพินัยกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่อให้หิรัญจะมีคุณสมบัติสูงเกินกว่ามาตราฐานที่ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งเอาไว้ แต่เขาก็ไม่สามารถรับเลี้ยงอาคเนย์ได้
ตลอดสามเดือนมานี้หิรัญจึงวนเวียนไปหาอาคเนย์เสมอ เพื่อให้ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามั่นใจและเห็นว่าเขาจะสามารถดูแลเด็กคนนี้ได้ ทุกครั้งที่ไปที่นั่นหิรัญมักจะพูดกับผู้ดูแลด้วยท่าทางเจ็บปวดว่าเขารักสามีมาก และอาคเนย์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสามีเขา ต่อให้อาคเนย์จะเกิดจากผู้หญิงคนอื่นเขาก็ไม่ได้สนใจ เขาจึงอยากรับอาคเนย์มาเลี้ยงจริงๆ เพราะการแสดงของหิรัญดีเยี่ยม ในเดือนที่สี่เขาก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองของอาคเนย์ ที่มีสิทธิ์ในตัวอาคเนย์ทุกอย่าง
“อารัญครับ” เมื่อเด็กชายวัยสิบขวบเห็นหิรัญเดินมาหา เขาก็รีบโผเข้าไปกอดอีกฝ่ายด้วยความดีใจ
“อามารับเนย์แล้ว เดี๋ยวเนย์ไปอยู่บ้านกับอานะครับ” หิรัญกอดตอบพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เด็กชายพยักหน้าและยิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะถูกหิรัญจูงมือไปที่รถ โดยที่ไม่รู้เลยว่าสถานที่แห่งนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่านรกบนดิน