เขารักหิรัญ..
รักหิรัญแบบคนรัก
นี่คือความรู้สึกที่อาคเนย์ไม่อยากยอมรับมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้มันชัดเจนมากจนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะบอกความรู้สึกนี้ให้หิรัญรู้ เพราะแค่ตอนนี้หิรัญก็รังเกียจและชิงชังเขามากแล้ว หากอีกฝ่ายจะเกลียดเขามากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ เขาก็คงจะทนไม่ไหวแล้ว
หลังจากกลับมาจากต่างจังหวัดหิรัญก็ให้เขาแยกห้องไปนอนที่อื่นอย่างที่ได้บอกไว้ก่อนหน้า เขาไม่ได้ขัดหรืออิดออดอะไร เพราะคิดว่าอย่างนี้ก็น่าจะดีกับตัวเขามากกว่า ทุกวันต่อจากนั้นดำเนินไปอย่างปกติ หิรัญไปทำงาน ส่วนเขาก็ไปเรียน จะเจอกันอีกทีก็แค่ช่วงเย็นแค่เวลาสั้นๆ เท่านั้น
อาคเนย์อยากจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับหิรัญให้น้อยที่สุด เพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำหน้ายังไงเวลาอยู่กับอีกฝ่าย กลัวว่าหากยิ่งอยู่ด้วยกัน เขาจะยิ่งหลุดความต้องการของตัวเองออกมา ตอนนี้หิรัญแค่รู้ว่าร่างกายของเขาเกิดความต้องการ แต่ไม่ได้รู้ว่าสาเหตุที่ร่างกายของเขามีปฏิกิริยาตอบสนองกับหิรัญนั้นมันมาจากการที่เขารักอีกฝ่าย
เกือบร่วมเดือนแล้วที่อาคเนย์ออกบ้านไปมหาลัยแต่เช้า เพื่อที่จะไม่ต้องเจอหน้าหิรัญ และกลับเข้ามาอีกทีหลังสองทุ่ม เพราะเวลานี้เป็นเวลาที่หิรัญจะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องนอนแล้ว
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่อาคเนย์ตั้งใจจะออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่ แต่ไม่คิดว่าพอออกจากห้องก็เจอกับหิรัญที่เพิ่งลงจากบันไดมาเหมือนกัน
วินาทีที่หันไปสบตากับดวงตาคม หัวใจของอาคเนย์ก็เต้นโครมครามอย่างหนัก เขาเลยรีบเบนสายตาหนี ไม่กล้าสบตากับหิรัญนานไปกว่านี้ แล้วรีบเดินออกจากบ้าน แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขาออกนอกประตูเสียงทุ้มที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดก็ดังขึ้น
“เห็นหน้าฉันแล้ว ใจคอแกจะไม่ทักทายหน่อยหรือยังไง”
ได้ยินหิรัญพูดอย่างนั้น อาคเนย์จึงหันกลับไปตอบอีกฝ่าย
“อรุณสวัสดิ์ครับ”
อาคเนย์คิดว่าพอพูดประโยคนี้จบ หิรัญก็จะปล่อยให้เขาไปมหาลัย แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น
“มากินข้าวด้วยกันก่อนสิ เดี๋ยววันนี้ฉันไปส่ง”
ดวงตากลมค่อยๆ เบิกกว้าง มองคนตรงหน้าอย่างตกตะลึง อีกทั้งยังคิดว่าตัวเองหูฝาด อาคเนย์เลยต้องถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“จะให้ผมกินข้าวด้วยเหรอครับ”
หิรัญเหลือบตามองอาคเนย์ที่ดูมีอาการตกใจด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
“ทำไมต้องให้ฉันพูดซ้ำ เมื่อกี้ที่ฉันบอก แกไม่ได้ยินหรือไง”
“ได้ยินครับ แต่ผมแค่ไม่แน่ใจเลยอยากถามย้ำอีกครั้ง เพราะปกติตอนอยู่ที่บ้าน อาจะไม่ให้ผมกินข้าวร่วมโต๊ะด้วย” อาคเนย์พูดกับหิรัญไปตามตรง แต่ยิ่งพูดเสียงของคนตัวเล็กก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ จนเกือบจะฟังท้ายๆ ประโยคแทบไม่ออกว่าพูดอะไร
จริงอย่างที่อาคเนย์พูด ตั้งแต่เล็กจนโตหิรัญไม่เคยอนุญาตให้อาคเนย์ร่วมกินข้าวโต๊ะเดียวกันภายใจบ้าน จึงไม่แปลกเลยที่พออาคเนย์ได้ยิน อีกฝ่ายจะมีท่าทีตกใจอย่างนี้
“จะถามมากทำไม ฉันบอกอะไรก็ทำตามนั้น”
“ครับ”
สิ้นเสียงตอบรับหิรัญก็เดินผ่านอาคเนย์ไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร อาคเนย์เลยต้องเดินตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างเสียไม่ได้
หลายปีที่ผ่านมาอาคเนย์เฝ้ารอให้หิรัญชวนกินข้าวด้วยมาโดยตลอด แต่พอมาวันนี้เขากลับไม่รู้สึกยินดีเลยสักนิด ตั้งแต่ที่กลับมาจากต่างจังหวัด ความรู้สึกของเขาที่มีต่อหิรัญก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งอีกฝ่ายดีกับเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรักมากเท่านั้น เขาถึงได้พยายามเลี่ยงที่จะเจอหน้า แล้วอย่างนี้ที่ทำไปตลอดหลายอาทิตย์นี้มันก็ไม่กลายเป็นสูญเปล่าหรอกเหรอ
“ช่วงนี้แกทำอะไรทำไมถึงได้ออกบ้านแต่เช้า แล้วกลับมาอีกทีก็ดึกดื่น”
พอนั่งลงที่เก้าอี้หิรัญก็ถามมาอีกหนึ่งประโยค
อาคเนย์ไม่ได้เตรียมคำตอบนี้ไว้ เพราะไม่ได้คิดว่าหิรัญจะถามถึงเรื่องนี้ แต่ไหนแต่ไรมาหิรัญเคยสนใจเขาที่ไหนกัน จึงอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบเหตุผลที่พอจะเป็นไปได้และน่าเชื่อมากที่สุด
“พอดีที่มหาวิทยาลัยใกล้จะจัดนิทรรศการแล้ว ผมเลยต้องไปทำผลงานไว้สำหรับจัดแสดงครับ”
ตอนนี้อาคเนย์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีที่สองคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาประติมากรรม เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอาคเนย์มีทักษะในการวาดรูปและการทำงานศิลปะตั้งแต่ แต่อีกเหตุผลหลักที่สำคัญก็คือหิรัญสั่งห้ามไม่ให้อาคเนย์เรียนอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจอย่างเด็ดขาด
หิรัญไม่อยากให้อาคเนย์มาเป็นปัญหาในอนาคต เพราะมรดกและทรัพย์สินที่อาคเนย์จะได้รับตอนอายุยี่สิบไม่ได้มีเงินหรือที่ดิน แต่ยังมีหุ้นในบริษัทที่จะต้องได้รับอีกจำนวนหนึ่ง หิรัญกลัวว่าหากอาคเนย์รู้เรื่องนี้เข้าแล้วจะมายุ่มย่ามหรือทำอะไรกระทบต่อบริษัทของตัวเอง จึงตัดปัญหาให้อาคเนย์ไปเรียนอย่างอื่นเพื่อจะได้ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการบริหาร
“งานนิทรรศการมีเมื่อไหร่” หิรัญถาม
“ประมาณกลางเดือนหน้าครับ” อาคเนย์ไม่ได้โกหก คณะของเขาจะทำการจัดนิทรรศการกลางเดือนหน้า แล้วช่วงเย็นที่อาคเนย์กลับช้าก็เพราะต้องนั่งทำผลงานที่คณะ มีแค่ช่วงเช้าเท่านั้นที่ตั้งใจจะออกจากบ้านเร็วกว่าปกติ
“อืม”
หิรัญตอบกลับมาสั้นๆ ก่อนจะเริ่มกินข้าวต้มตรงหน้าของตัวเอง อาคเนย์ก็เลยไม่พูดอะไรอีก แล้วตักข้าวต้มขึ้นมากินเช่นเดียวกัน บทสนทนาในตอนเช้าจึงจบลงแค่เพียงเท่านี้ หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วหิรัญก็ขับรถไปส่งอาคเนย์ที่มหาวิทยาลัยตามที่บอกไว้
ตลอดทั้งทางที่อาคเนย์นั่งอยู่ในรถ เขาได้แต่นั่งเงียบ พร้อมกับกอดกระดานวาดรูปที่ต้องใช้เรียนวันนี้ไว้แนบอก เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่กับหิรัญ แต่เขากลัว กลัวว่าหิรัญจะได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงอยู่ในตอนนี้
“วันนี้แกจะกลับกี่โมง”
พอหิรัญถาม อาคเนย์ก็รีบตอบ
“น่าจะประมาณเวลาเดิมครับ”
หิรัญได้ยินแล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับอะไร ไม่นานรถก็มาจอดอยู่หน้ามหาวิทยาลัย อาคเนย์เลยรีบปลดล็อคเข็มขัดแล้วลงจากรถ ก่อนจะหันไปขอบคุณหิรัญ
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”
ขณะที่อาคเนย์กำลังจะปิดประตูรถ หิรัญก็เรียกขึ้นมา
“อาคเนย์”
“ครับ”
อาคเนย์ตอบกลับไปในทันที หิรัญทำท่าอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจไม่พูดทั้งอย่างนั้น
“รีบๆ ปิดประตูได้แล้ว ไม่เห็นหรือไงว่าคนอื่นรอจอดต่อ”
อาคเนย์อยู่กับหิรัญมาโดยตลอดเลยรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย พอมาช่วงหลังหิรัญก็ยิ่งอารมณ์แปรปรวน ต่อให้จะอยู่ด้วยมาตั้งแต่เด็กแต่ก็งุนงงไม่น้อย
“ครับ”
อาคเนย์รีบปิดประตูรถ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย
พออาคเนย์เดินจากไปแล้ว หิรัญมองตามแผ่นหลังบอบบางเดินไปจนลับสายตาแล้ว ถึงได้ขับรถออกไปที่บริษัทต่อ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าข้างหลังจะมีรถรอจอดอีกกี่คัน
อีกไม่ถึงหนึ่งเดือนงานนิทรรศการก็จะเริ่มต้นขึ้น อาคเนย์จำเป็นต้องมีชิ้นงานอย่างน้อยสามชิ้นไว้สำหรับโชว์ภายในงาน ตอนนี้เขาทำเสร็จไปแล้วหนึ่งชิ้นและกำลังจะเริ่มทำชิ้นที่สอง แต่เขากลับไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ภาพร่างในกระดาษภาพแล้วภาพเล่าถูกอาคเนย์ขีดเขียนและถูกฉีกทิ้ง หากไม่สามารถร่างภาพที่พอใจได้ เขาก็ไม่สามารถปั้นรูปนั้นออกมาได้ ตอนนี้ก็เป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว ดูเหมือนว่าตอนนี้จะฝืนทำงานต่อไหว เพราะในสมองตอนนี้เอาแต่ฟุ้งซ่านนึกถึงแต่หิรัญ สุดท้ายก็ต้องวางกระดาษกับปากกาลงแล้วเดินออกไปสูดอากาศข้างๆ ตึก
“สักหน่อยไหม”
ได้ยินเสียงทุ้มถาม อาคเนย์ก็หันไปมอง พอเห็นว่าเป็นว่าน รุ่นพี่ที่ตัวเองรู้จักยื่นมวนบุหรี่มาให้ อาคเนย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ก่อนจะจุดไฟแล้วเอาขึ้นมาสูบ เพื่ออัดนิโคตินเข้าปอด แล้วค่อยๆ พ่นควันสีเทาออกมาจากปาก
แม้ต่อหน้าหิรัญ อาคเนย์จะดูเรียบร้อยมากแค่ไหน แต่ถึงยังไงเขาก็ยังถือว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่ง เรื่องสูบบุหรี่หรือเรื่องดื่มเหล้าจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ
“งานถึงไหนแล้วครับ” อาคเนย์ถามว่าน
“ก็เรื่อยๆ จะเรียนจบไม่จบก็อยู่ที่งานนี้” ว่านพูดไปหัวเราะไปอย่างขบขัน ก่อนจะถามกลับ “แล้วเนย์ล่ะเป็นยังไง ช่วงนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ถึงได้ดูไม่ค่อยสบายใจ”
อาคเนย์เป็นคนหน้าตาดีและโดดเด่นมากคนหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยเขาก็มีดีกรีเป็นถึงเดือนคณะ ใครต่างก็พากันชื่นชอบ แต่เพราะเด็กคณะศิลปกรรมค่อนข้างโลกส่วนตัวสูง อีกทั้งยังต้องทำงานที่ใช้สมาธิจดจ่อ เลยทำให้อาคเนย์ยิ่งดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนที่พยายามคอยตามจีบเขาอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือว่าน พอว่านเห็นอาคเนย์เดินออกมาจากห้องสำหรับไว้ใช้ปฏิบัติ เขาก็รีบเดินตามมาทันทีเพื่อหาโอกาสที่จะได้อยู่สองคนกับอาคเนย์
อาคเนย์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที อัดบุหรี่เข้าปอดอย่างหนักอีกครั้ง ก่อนเล่าในสิ่งที่พอจะเล่าได้ด้วยเสียงเศร้าสร้อย
“ผมรักคนคนหนึ่ง แต่คนคนนั้นเป็นคนที่ผมไม่ควรรัก”
“ความรักมันก็เป็นอย่างนี้แหละ เพราะเวลารักสักคนเราใช้หัวใจ ไม่ได้ใช้สมอง เพราะฉะนั้นมันถึงได้ใช่เรื่องแปลกที่เนย์จะรักคนที่ไม่ควรรัก”
อาคเนย์ได้ยินก็แค่นยิ้มเยาะ ไม่รู้ว่าจะเย้ยหยันตัวเองหรือจะสมเพชดี แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธในสิ่งที่ว่านพูดได้
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นครับ ผมไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่มันชัดเจนขึ้นหลังจากที่ผมจูบกับเขา”
“อยากพิสูจน์ไหมล่ะ บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นมันอาจจะไม่ใช่ความรักก็ได้”
“พิสูจน์?”
“ลองจูบกับคนอื่นดูสิ บางทีที่เนย์รู้สึกกับเขาคนนั้นอาจจะเป็นแค่ความหวั่นไหว”
ความจริงอาคเนย์ควรจะต้องตอบปฏิเสธประโยคนี้ แต่เขากลับอยากจะลองอย่างที่ว่านพูด เพราะหากมันเป็นแค่ความหวั่นไหว พอเขาจูบกับคนอื่น ความรู้สึกที่เกิดกับหิรัญมันก็จะได้ลดลงหรือหายไปบ้าง ไม่อย่างนั้นถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป เขาคงไม่สามารถอยู่กับหิรัญได้แน่
“ช่วยลองทำกับผมได้ไหมครับ” อาคเนย์ถามว่าน
“พี่?” ว่านถามซ้ำ เพราะไม่คิดว่าอาคเนย์จะพูดอย่างนี้
“ครับ แต่ถ้าพี่ว่านไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไร ถือว่าผมไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน” อาคเนย์พูดพร้อมกับทิ้งบุหรี่ที่พื้นแล้วเอาเท้าขยี้ดับสะเก็ดไฟ
“พี่ยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำเลยว่าไม่สะดวก”
สิ้นเสียงว่านก็ดันตัวอาคเนย์ไปชิดกับผนังตึก ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าไปจูบ อาคเนย์จึงหลับตาลงรอให้ริมฝีปากของอีกฝ่ายทาบทับลงมา แต่ยังไม่ทันที่ปากจะได้ประกบกัน ว่านก็ถูกใครคนหนึ่งกระชากตัวออกอย่างแรง จนกระเด็นไปอยู่ข้างๆ
เมื่ออาคเนย์ลืมตาขึ้นหัวใจก็หล่นไปถึงตาตุ่ม ก่อนจะพึมพำเรียกเจ้าของชื่อนั้นอย่างตกใจ
“อารัญ..”
“อาคเนย์ กลับบ้านไปกับฉันเดี๋ยวนี้!!” หิรัญที่กำลังโกรธจัดกระชากแขนอาคเนย์อย่างแรงให้เดินตาม โดยไม่สนใจอีกคนที่ยังอยู่ด้วย
“คุณเป็นใคร จู่ๆ จะมาลากเนย์ไปอย่างนี้ได้ยังไงกัน” ว่านรีบเข้ามาขวาง ไม่ยอมให้หิรัญพาตัวอาคเนย์ไป
หิรัญใช้ดวงตาคมมองว่านด้วยสายตาน่ากลัว ในขณะเดียวกันก็พูดกับอาคเนย์เสียงเรียบ
“บอกมันไปสิว่าฉันเป็นใคร”
“เขาเป็นผู้ปกครองของผม” อาคเนย์ตอบว่านด้วยเสียงแผ่วเบา
“ได้ยินแล้วก็อย่ามาขวางทาง ฉันจะพาเด็กนี่กลับบ้าน”
พอว่านได้ยินหิรัญพูดอย่างนี้ก็ต้องยอมหลบทางให้อย่างเสียไม่ได้ หิรัญเลยลากอาคเนย์ไปที่ลานจอดรถ
“หากฉันไม่มาเห็นกับตา ฉันก็คงไม่รู้ว่าตัวตนจริงๆ ของแกเป็นยังไง ไอ้ที่ทำใสซื่อตอนอยู่กับฉัน มันก็เป็นแค่การแสดงจริงๆ สินะ ฉันส่งแกให้มาเรียนหนังสือ แต่แกกลับมาทำตัวเหลวแหลก ไม่ต่างอะไรกับแม่ของแกเลยสักนิด ที่ฉันอุตส่าห์ส่งเรียนจนจบ พอเรียนจบแล้วฉันก็อุตส่าห์รับเข้าทำงานในบริษัท แต่แม่ของแกกลับตอบแทนฉันด้วยการปีนขึ้นเตียงของสามีฉัน แม่ของแกเป็นคนยังไง แกมันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันไม่มีผิด”
หิรัญผิดหวังกับอาคเนย์มาก ไม่คิดเลยว่าอาคเนย์ที่มักจะวางตัวดีตอนต่อหน้าเขา จะมาทำตัวเหลวแหลกตอนอยู่ลับหลัง
“อารัญ..” อาคเนย์หมดทางโต้แย้ง เพราะสิ่งที่หิรัญเห็นมันมัดตัวไว้หมดแล้ว
“ชีวิตนี้แกขาดผู้ชายไม่ได้เลยหรือไง แกถึงได้ร่านสามารถเอากับใครได้ไปทั่วอย่างนี้”
อาคเนย์ได้ยินก็น้อยใจ เขาไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่ในเมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ก็ยอมรับให้มันจบๆ
“ครับ ผมมันก็เป็นอย่างนี้ อาเองก็เห็นเองกับตาแล้วนี่ครับ”
หิรัญแค่นเสียงเยาะดูถูกทันที
“มิน่าล่ะ แกถึงได้มีอารมณ์กับฉันได้”
“...” เจอคำพูดนี้ทีไร อาคเนย์ก็ได้แต่เงียบแล้วเม้มริมฝีปากเข้าหากัน
หิรัญมองอาคเนย์ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้ทั้งที่อารมณ์เขากำลังพรุ่งพร่าน อยากทำจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาหยุดกลางคัน เพราะเกิดความรู้สึกผิดว่าไม่ควรทำกับอาคเนย์ขึ้นมา หากรู้ว่าเด็กนี่เป็นอย่างนี้แต่แรก คืนวันนั้นเขาก็คงจะไม่หยุด แล้วทำต่อไปจนสุดทาง
“ในเมื่อแกจะเอากับใครก็ได้ ถ้าอย่างนั้นกลับบ้านไปก็เอากับฉันก็แล้วกัน ถ้ามันหายอยากแล้ว ทีหลังจะได้ไม่ต้องมาทำตัวน่ารังเกียจไม่อายฟ้าอายดินอย่างนี้อีก”
สองแม่ลูกคู่นี้มักจะใช้น้ำตาทำให้ใครต่อใครเห็นใจสงสาร เขาเคยหลงเชื่อและไว้ใจดุจดาวมาแล้วหนหนึ่ง เขาจะไม่มีทางยอมให้คนเสแสร้งอย่างอาคเนย์หลอกได้อีกเป็นครั้งที่สอง ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ เขาจะได้ไม่ต้องเห็นใจมันหรือหยุดทำกับมันกลางคันอีกเป็นครั้งที่สอง และสามารถแก้แค้นได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีความรู้สึกผิดเข้ามาแทรก