ตอนที่ 4 อธิบายมา

1362 Words
เป็นเวลาเกือบห้าโมงเย็นที่รถเก๋งคันกลางของพลพลแล่นเข้ามาจอดข้างศูนย์อาหารที่เดิมที่เขามารับน้ำหวาน ตอนนี้ภายในศูนย์อาหารมีลูกค้าสัญจรที่แวะจอดพักอยู่มาก พลพล จึงเลือกหาที่จอดชั่วคราวเพื่อส่งน้ำหวาน พลางปลดล็อกรถให้ แล้วกอดร่ำลากัน เป็นจังหวะที่กลกันต์กำลังเดินมาเห็นพอดี “คนเยอะมากเลยแก เดี๋ยวส่งแกแล้วฉันกลับเลยนะ” ยังไม่ทันก้าวลงจากรถด้วยซ้ำ ร่างสูงใหญ่ที่มองเห็นรถคันนี้มาแต่ไกลเดินมุ่งหน้าเข้ามากระชากประตูหน้าข้างคนขับ “ลงมา” เสียงทุ้มต่ำของกลกันต์ ที่พยายามจะใช้เสียงที่ดูไม่ดุมากแล้วเอ่ยขึ้น ฝ่ามือใหญ่จับเข้าที่ต้นแขนของน้ำหวานแล้วกระชากร่างเล็กออกมา แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ทำให้มึนได้เหมือนกัน “ขอบคุณมากนะพล ไว้วันหลังจะเลี้ยงชาไข่มุกนะ” ฝ่ายพลพลที่รับรู้รังสีจากผู้ปกครองเพื่อนจึงรีบขับรถจากไป ดีๆนะ แก หวังว่าจะไม่โดนดุ ทางฝั่งน้ำหวานที่แม้จะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่แผ่มาแต่ทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน “คือ อ อ........” “ไปคุยกันที่บ้าน” เพราะตอนนี้จุดที่ยืนอยู่ผู้คนพลุ้งพล่านและมีเหล่าพนักงานในไร่ที่รู้จักเขาอยู่เยอะ กลกันต์จึงเลือกที่จะสะกดอารมณ์แล้วพาน้ำหวานกลับบ้านก่อน ตลอดเส้นทางกลับบ้านแม้ระยะทางจะสั้นๆใช้เวลาไม่มากแต่ในความรู้สึกของทั้งสองกลับยาวนาน ภายในใจของกลกันต์ร้อนรุ่มดั่งไฟ กลกันต์กลับมาที่สำนักงานที่ส่งน้ำหวานเมื่อเช้าในเวลาเกือบสี่โมงครึ่ง ซึ่งช้ากว่าที่คิดไว้ว่าจะมารับเธอไปเกือบครึ่งชั่วโมง แต่เพราะงานในไร่มีปัญหา และไม่มีสายเรียกเข้าจากน้ำหวานจึงคิดเอาเองว่าเธอคงอยู่กับพี่นิดเพลินจนลืมเวลากลับบ้าน เมื่อมาถึงพบเพียงพี่นิดและพนักงานคนอื่นอีกสองสามคนในออฟฟิศ จึงถามหาน้ำหวานได้ใจความว่าแยกกับพี่นิดตั้งแต่บ่ายโมงแล้ว สามชั่วโมงครึ่งที่ไม่รู้น้ำหวานหายไปไหน ใจของเขาวูบโหวง สั่น กลัว กลัวจะต้องสูญเสีย เธอจะอยู่ที่ไหน จะมีอุบัติเหตุอะไรไหม หรือถูกใครทำร้าย สารพัดสิ่งที่เข้ามาในหัว ถ้าน้ำหวานเป็นอะไรเขาจะไม่ให้อภัยตัวเอง ยังดีที่พี่นิดพึ่งนึกบางอย่างได้และตามมาบอกว่าน้ำหวานน่าจะเข้ามาทานข้าวที่ศูนย์อาหารหลังแยกจากกัน กลกันต์ไม่รอช้า รีบติดต่อขอดูกล้องบันทึกภาพในช่วงเวลาดังกล่าว ภาพที่เห็นคือเธอก้าวขึ้นรถคันหนึ่ง ซึ่งเป็นคันเดียวกับที่มาส่ง และท่าทางคือยินยอมไปแต่โดยดีไม่มีท่าทีของการถูกบังคับ ยิ่งภาพที่เห็นตอนที่เจ้าของรถกลับมาส่งน้ำหวานเป็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดี ใจของเขาร้อนรุ่มราวกับมีดปลายแหลมกำลังกระหน่ำแทงลงมา เขาอยากจะอ้อมตัวไปอีกฝั่งแล้วกระชากฝากฝ่ายชายตะบั้นหน้าหนักๆ หากไม่ติดว่าคนอยู่เยอะ “น้ำหวานขอโทษค่ะคุณกันต์ แบตมือถือน้ำหวานหมดก็เลยไม่ได้โทรมาบอกก่อน น้ำหวานไม่ได้จะกลับมาช้านะคะ แต่รถติดมากมีอุบัติเหตุระหว่างทาง ทางสัญจรเลยกลายเป็นคอขวด รถติดยาวเลยค่ะ” เสียงหวานเอ่ยอธิบาย สองมือพนมอย่างขอโทษเพราะเห็นหน้าบูดบึ้งของกลกันต์และเข้าใจว่าเขาหงุดหงิดที่ต้องรอเธอ “ไปไหนทำไมไม่บอก ถ้าไม่บอกฉันก็บอกพี่นิด ไม่ใช่หนีหายแบบนี้ รู้ไหมว่าสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อายุยี่สิบแล้วทำไมเรื่องแค่นี้ยังคิดไม่ได้ แล้วออกไปใช้ชีวิตคนเดียวมันจะรอดไหม อีกเรื่องคือแบตมือถือ ทำไมไม่รู้จักวางแผน เครื่องสำรองแบตไม่มีหรือไง คราวหลังก็หัดคิดให้รอบคอบกว่านี้ ไม่ใช่แรดไปกับผู้ชายจนไม่สนว่าจะสร้างความวุ่นวายให้ใคร” ร่างสูงร่ายยาว แม้จะไม่ยาวเท่าที่ใจอยากพูดแต่หวังว่าเธอจะสำนึกกับความผิดที่หนีเที่ยวครั้งนี้ “ทำไมน้ำหวานจะใช้ชีวิตคนเดียวไม่รอดคะ ตอนนี้ชีวิตน้ำหวานก็ไม่เหลือใคร คุณลุง คุณป้า คุณพ่อ คุณแม่ ทุกคนทิ้งน้ำหวานไปหมดแล้ว แม้แต่คุณกันต์ที่ยังอยู่ตรงนี้เคยสนใจชีวิตของน้ำหวานด้วยเหรอคะ จะเป็นจะตายก็ชีวิตน้ำหวานเอง” ปากเล็กว่าออกมาด้วยความเสียใจกับสิ่งที่กลกันต์ต่อว่าเธอ “ปากดี หายไปกับผู้ชายนานสองนาน มันดีขนาดที่เธอต้องแอบออกไปเลยหรือไงหะ จัดกันไปกี่ยกล่ะ กลับมาแล้วหน้าศูนย์อาหารยังไม่เว้นอีก หรือพอคุณพ่อตายเลยต้องหาที่เกาะใหม่” “มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ น้ำหวานไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าจะผิดก็เรื่องที่ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้บอกใคร น้ำหวานไม่อยากคุยด้วยแล้วขอตัวค่ะ” ว่าจบคนตัวเล็กรีบเปิดประตูลงแล้วก้าวเท้าเข้าบ้าน ฝั่งน้ำหวานที่เหนื่อยตอนนี้อยากขึ้นไปนอนบิดขี้เกียจบนห้องแล้ว ผิดกับฝั่งของกลกันต์ที่อารมณ์ตอนนี้พร้อมระเบิด “งั้นก็อธิบายมาสิ มันเป็นใคร ทำไมต้องไปกับมัน” น้ำเสียงเข้มพร้อมอารมณ์ร้อนๆ เอ่ยมาเขาอยากฟังคำแก้ตัวจากเธอ ไอ้เรื่องที่บอกว่าเธอออกไปเพราะแรดไปหาผู้ชายเขาไม่ได้คิดจริงด้วยซ้ำ แค่พูดออกไปเพราะอยากระบายความอัดอั้นภายในใจ และให้เธออธิบายความจริงออกมา แต่เพราะน้ำเสียงและคำถามที่ดูประชดประชันเธอจึงอยากประชดคืนกลับไป “ค่ะวันนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก จัดไปไม่กี่ยก ไว้วันหลังจะไปนานกว่านี้นะคะ” น้ำหวานที่กำลังเดินหนีจึงเอี้ยวตัวกลับมาตอบด้วยอารมณ์ที่กำลังกรุ่นๆเช่นกัน เท่านั้นแหละสติและอารมณ์ที่กลกันต์พยายามควบคุมอยู่ขาดผึ่งออก เขาไม่อยากไตร่ตรองอะไรแล้วทั้งนั้น ตอนนี้สิ่งที่อยากทำมีเพียงจับตัวน้ำหวานเข้ามาเขย่าและคาดคั้น มันไม่จริงใช่ไหมที่เธอบอกว่าไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่นมา ฝ่ายน้ำหวานที่ไม่เคยเจอกลกันต์ทำหน้าตาโมโหร้ายเช่นนี้จึงรีบวิ่งหนีขึ้นห้องไป และมีกลกันต์วิ่งตามขึ้นไปอีกที จนตามทันตอนถึงชั้นสามขณะที่น้ำหวานพยายามจะเปิดห้องเข้าไป ร่างสูงที่ตามหลังมาจนทันจับร่างบางหันหาเข้ามาประจันแล้วดันแผ่นหลังติดกับประตูห้อง ตึก ใช้สองฝ่ามือแนบไว้ที่ประตูคร่อมร่างบางไว้ กลายเป็นว่าตอนนี้ทั้งสองหันหน้าเข้าหากันและอยู่ห่างกันแค่หนึ่งช่วงแขน แล้วยิ่งใกล้กันอีกเมื่อกลกันต์โน้มตัวลงมาเพราะความสูงที่ห่างกันถึงยี่สิบเซนติเมตร “ฉัน จะ ให้ เธอ อธิบาย อีก ที” กลกันต์พูดเน้นย้ำทีละคำ “น้ำหวานไม่มีอะไรจะบอกแล้วค่ะ พูดไปคุณกันต์ก็ไม่เชื่ออยู่ดี คุณไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ ไม่ใช่คุณป้า ไม่ใช่คุณลุง แม้แต่ความเป็นพี่ชายคุณก็ไม่เคยให้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่น้ำหวานต้องบอกคุณ” พูดอย่างนี้หมายความว่าไง จะบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์ยุ่งเรื่องของเธอ ถ้าเขาไม่มีสิทธิ์แล้วใครมันจะมีสิทธิ์กันวะ “ในเมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องพูดรอดูสิทธิ์ของฉันแล้วกัน”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD