ตอนที่ 1 ล่ามรัก
ชีวิตคนเราล้วนมีแต่ความไม่แน่นอน เกิด แก่ เจ็บ ตาย สักวันหนึ่งความสูญเสียจะเข้ามาเยือน อาจจะมีสัญญาณเตือนหรือไม่ แต่หากวันนั้นมาถึงแล้ว เราควรตั้งสติและยอมรับ เรียนรู้และก้าวข้ามผ่านสถานการณ์นี้ ใช้ชีวิตอย่างปกติให้ได้
วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันในชีวิตของน้ำหวานที่ต้องพบเจอกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ร่างบางของเด็กน้อยวัยยี่สิบปีเงยหน้ามองรูปของชายผู้หนึ่ง ที่แม้จะอายุมากแต่ยังดูแข็งแรง เป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของเธอที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเธอมานานกว่าสิบห้าปีนับตั้งแต่ผู้เป็นป้าแท้ๆจากไป
น้ำหวานเป็นเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อและแม่ไปเมื่อครั้งวัยเยาว์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ตั้งแต่อายุเพียงสองขวบ ถูกอุปการะโดยคุณป้าน้ำฟ้าที่เป็นฝาแฝดของแม่น้ำอิงแม่แท้ๆของเธอเอง น้ำหวานเข้ามาอาศัยที่ไร่เกียรติอรุณนับตั้งแต่นั้น เธอได้รับการดูแลอย่างดีจากครอบครัวรวมถึงพี่ชายที่เป็นลูกติดของคุณลุงกลเกียรติ ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของกลเกียรตินายใหญ่ของไร่กับภรรยาคนก่อนที่เลิกรากันไปนานแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นชื่อว่ากลกันต์ โดยเขาจะอยู่กับแม่เป็นหลักเพราะอยู่ในเขตเมืองที่ใกล้กับสถานที่เรียนจึงสะดวกมากกว่าที่ไร่แห่งนี้ กลกันต์จะกลับมาที่ไร่เกียรติอรุณในช่วงวันหยุดหรือวันสำคัญเท่านั้น หลังจากที่น้ำหวานเข้ามาอยู่ที่ไร่ ทำให้กลกันต์มาที่ไร่ถี่ขึ้นซึ่งใครๆต่างรู้ดีว่าเขาเห่อและรักน้องคนนี้ขนาดไหน ถึงขนาดที่ว่าเขาออกรับผิดแทนเธออยู่บ่อยๆ ฐานความผิดที่เล่นซุกซนจนทำให้ถูกดุจากผู้เป็นป้า
แต่ในวันนี้ที่ผ่านมาสิบห้าปีที่รู้จักเขา น้ำหวานขอบอกตรงนี้เลยว่ากลกันต์ไม่ใช่พี่ชายที่แสนดีของเธอเหมือนดั่งวันวาน เธอขอตั้งให้เขาเป็นตัวโกงที่เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้นางเอกอย่างเธอจะดีกว่า
“ตอนเด็กขี้แยยังไง ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม เธอร้องจนน้ำตาหมดตัวพ่อฉันก็ไม่กลับมาหรอกนะ ถ้าเขามองอยู่ตอนนี้คงเป็นห่วงไม่ยอมไปไหน คนเป็นที่ยังอยู่ก็ต้องตั้งสติและใช้ชีวิตไม่ประมาท”
ไม่ทันไรตัวโกงที่ว่าอยู่ด้านหลังนี่เอง แม้จะมีคำพูดแดกดันบ้างในตอนแรก แต่ยอมรับว่านี่เป็นคำพูดที่ดูสวยที่สุดแล้วที่ได้ยินจากปากของกลกันต์ ไม่พูดเปล่าเท่านั้นแต่เขายังหยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกในกระเป๋าเสื้อยื่นให้เธอ ด้วยวัยของเขาที่ตอนนี้ปาไปสามสิบหกแล้วเขาผ่านโลกมาก็มาก เป็นสัจธรรมของชีวิตที่ไม่แน่นอน แม้เขาจะเสียใจเพียงไรที่บิดาตายจากไปกะทันหันด้วยโรคมะเร็ง คนเป็นที่ยังอยู่ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป
ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นลูกของกลเกียรติเพราะตั้งแต่กลเกียรติจากไป กลับมีเด็กน้อยผู้นี้นั่งร้องไห้ตาแดง ต่างจากผู้เป็นลูกชายเพียงคนเดียวอย่างกลกันต์ที่ดูจะเข้มแข็งกว่าน้ำหวานเสียอีก
น้ำหวานรับผ้าเช็ดหน้าจากกลกันต์ นำมาซับน้ำตาที่เปรอะเปื้อนเผยให้เห็นดวงตาหวานบวมช้ำและแดงก่ำก่อนที่จะ
…..
ฟืดดดดดด
คนตัวเล็กที่หายใจไม่สะดวกเพราะร้องไห้อย่างหนัก จึงระบายสิ่งที่อัดอั้นในโพรงจมูกออกมา
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้น้ำหวานขอเก็บไว้เลยนะคะ หวานจะหาผืนใหม่มาคืนให้เพราะรู้ว่าผืนนี้คุณคงไม่กล้าใช้แล้ว” น้ำหวานเอ่ยหลังจากพิจารณาแล้วว่าเธอควรหาซื้อผืนใหม่ให้เขาดูจะเหมาะสมกว่า เพราะเสียใจร้องไห้อยู่นานจนมีน้ำมูกผ้าเช็ดหน้าผืนนี้จึงถูกใช้ระบายลงไปโดยไม่เกรงใจเจ้าของ
วันนี้เป็นวันสวดอภิธรรมวันสุดท้ายแล้วและเธอสัญญาว่าจะไม่ทำตัวร้องไห้ขี้แย แม้ภายในใจจะโศกเศร้าเพราะสูญเสียคุณลุงกลเกียรติที่เปรียบเสมือนพ่อแท้ๆของเธอ ว่าแล้วร่างบางจึงลุกขึ้นยืนหลังจากนั่งจมอยู่หลายวันเธอ
“น้ำหวานฝากคุณกันต์ดูแลแขกสักครู่นะคะ ขอออกไปล้างหน้าสักพัก”
เสียงหวานเอ่ยฝากเขา จับผ้าเช็ดหน้าพับให้เป็นทบก่อนยัดลงในกระเป๋าสะพายข้างใบเล็ก ตลอดช่วงวันจัดงานน้ำหวานคอยทำหน้าที่ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ดูแลต้อนรับแขกเหรื่อที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศ คอยเสิร์ฟน้ำ และอำนวยความสะดวก จึงเอ่ยบอกเขาด้วยความลืมตัว
แล้วไม่ใช่หน้าที่เขาหรือที่ต้องดูแลแขกในเมื่อเขาคือลูกชายเพียงคนเดียวของกลเกียรติ
“อืม” เมื่อได้รับเสียงตอบรับสั้นๆ น้ำหวานจึงเดินอ้อมออกไปด้านหลัง มุ่งหน้าไปห้องน้ำที่อยู่อีกฝั่ง ที่เวลานี้รอบตัวมืดสนิทและคนส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่ศาลา แม้ตลอดเส้นทางที่เดินมาเข้าห้องน้ำจะมีแสงไฟคอยสอดส่องตามเส้นทางเป็นระยะ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือสองข้างเข้ามากอดกุมกัน กระชับกระเป๋าสะพายข้าง ที่อย่างน้อยภายในมีโทรศัพท์มือถือ พร้อมท่องไว้ว่าหากเจอผีเข้าจริงๆต้องตั้งสติ เธอจะยกเท้าน้อยๆของเธอนี่ล่ะเตะให้สักป๊าบแล้ววิ่งสุดชีวิต แต่หากเจอคุณลุง คุณป้า คุณพ่อ คุณแม่ เธอจะรีบวิ่งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง
ก้าวซ้าย ก้าวขวา ทำไมวันนี้ห้องน้ำถึงไกลกว่าทุกวัน ยิ่งกลัวก็ยิ่งปวดฉี่มากขึ้น
ตุ๊บบบบ
เสียงของบางสิ่งหล่นกระทบพื้น น้ำหวานจึงห่อไหล่เข้าหาตัวก่อนก้าวเร็วๆมุ่งหน้าให้ถึงห้องน้ำไวที่สุด แต่ยิ่งก้าวเร็วเท่าไหร่กลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ก้าวตามเธอมาไวๆ ด้วยความรีบและมุมที่กำลังก้าวไปทำให้ไม่เห็นนผู้ที่กำลังเดินสวนมาจึงทำให้น้ำหวานชนเข้า แม้จะชนไม่แรงแต่น้ำเสียงที่อีกฝั่งพูดกลับมาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“อร๊ายยยย เดินไม่ดูทางหรือไงรู้ไหมชุดที่ฉันใส่อยู่ราคาเท่าไหร่”
ว่าพร้อมกับมองสำรวจชุดที่ใส่อยู่ ส่งสายตามองน้ำหวานหัวจรดเท้าที่อยู่ในชุดเสื้อยืดและกางเกงสีดำธรรม ไม่ใช่ของแบรนด์หรูแบบที่เธอสวมใส่ น้ำหวานมองข้ามสายตาดูถูกที่ได้รับ สำรวจเสื้อผ้าของอีกฝ่ายก็ไม่เห็นจะเปื้อนหรือเสียหายตรงไหน
“น้ำหวานขอโทษค่ะคุณป้าสา” น้ำหวานเอ่ยขึ้นเพราะอย่างไรก็เป็นความผิดเธอเองที่เดินไม่ดีจนชนเข้ากับคุณป้า
“ฉันก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เด็กเหลือขอที่อาศัยใบบุญจากคุณพี่กลเกียรตินี่เอง หมดเวลาเลิกแสดงละครร้องห่มร้องไห้แล้วเหรอถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้” ผู้ที่เรียกเธอว่าเด็กเหลือขอไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือป้าสา เจ้าของใบหน้าสะสวยที่มีเค้าโครงเหมือนรูปที่ตั้งอยู่ในศาลานี้เอง พี่สาวของกลเกียรติ
ป้าสา แม้จะเห็นเธอตั้งแต่เล็ก แต่สิ่งที่เธอรับรู้คือป้าสาไม่ชอบเธอจะเรียกว่าเกลียดชังก็ได้ และว่าร้ายต่างๆนาๆ หากจะถามหาเหตุผลเธอเองก็ไม่เข้าใจ จะบอกว่าป้าสาไม่ชอบป้าน้ำฟ้าก็ดูจะผิดเพราะผู้เป็นป้านั้นไม่เคยทำสิ่งใด หรือรบกวนความเป็นอยู่ของป้าสาสักนิด และการที่ป้าน้ำฟ้าแต่งงานกับกลเกียรติก็เพราะทั้งคู่รักกัน หลังจากที่กลเกียรติเลิกรากับอรุณผู้เป็นคนรักเก่ากว่าสิบปี
“น้ำหวานไม่ได้แสดงละครค่ะ น้ำหวานรักและเคารพคุณลุงเหมือนพ่อแท้ๆ”
เธอว่าออกไป อย่ามาดูถึงความรักบริสุทธ์ของเธอ ถ้าจะเสแสร้งแกล้งทำก็เชิญทำไปคนเดียว
“คุณพี่ก็เสียไปแล้ว หวังว่าเธอจะรู้ว่าต้องทำยังไงต่อ คงไม่หน้าด้านพึ่งใบบุญไร่กลเกียรติไปตลอด หรือหวังรวยทางลัดเหมือนป้าเธอนะ ยิ่งสาวๆแบบนี้”
คนตรงหน้าพูดจีบปากจีบคอ สายตาเหยียดมองมาที่เธอราวกับต้องการกดให้ต่ำลง น้ำหวานรู้สึกฉุนขึ้นมา เธอรู้ตัวดีว่าเป็นใคร เธอไม่ใช่สายเลือดของครอบครัวนี้ เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป ไม่ต้องมาย้ำ เธอรู้ดีว่าทุกคนมองเธอเป็นส่วนเกิน หากมีทางไปเธอคงไปไม่รีรอให้ใครต้องมาไล่
“เรื่องนั้นเอาไว้คุยกันหลังเปิดพินัยกรรมคุณพ่อจะดีกว่านะครับ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากด้านหลังน้ำหวาน เป็นคำเฉลยถึงสิ่งที่วิ่งตามเธอมาทำให้เธอกลัวจนต้องรีบเดินและชนเข้ากับป้าสา
เขาคือต้นเหตุ
“ส่วนเธอจะมาเข้าห้องน้ำก็รีบไปซะ” น้ำหวานจึงเลิกสนใจป้าสาและพึ่งนึกได้ว่าปวดเบาจึงวิ่งเร็วเข้าห้องน้ำ โดยไม่รู้ว่าลับหลังสองป้าหลานคุยอะไรต่อ
เรื่องที่ป้าสาต่อว่าเธอ เธอชินแล้วล่ะต่อหน้าคุณลุงหรือใครๆป้าสาจะทำเป็นรักและเอ็นดูเธอแต่จริงๆแล้วอยากให้เธอออกไปจากครอบครัวนี้ คงจะเป็นเพราะไม่ชอบคุณป้าน้ำฟ้าที่ไม่ได้ร่ำรวยมีหน้าตาในสังคมนัก นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่เธอพอจะนึกออก หากแต่ครั้งนี้เธอขาดร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ความรักและความมั่นคงทางชีวิตแล้ว สาวน้อยในวัยยี่สิบปี กำลังเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่สอง ตอนนี้พึ่งถึงครึ่งทาง ในใจตอนนี้มืดมัวไปหมด ยังมองไม่เห็นว่าจะดำเนินชีวิตไปเช่นไร จะเอาเงินที่ไหนส่งเสียตนเองเรียน แม้จะมีทรัพย์สินจากป้าน้ำฟ้าที่มอบให้เธอ แต่คงไม่เพียงพอ คงต้องหางานเสริมทำไปด้วย เอาไว้ค่อยคิดดีกว่ายิ่งคิดตอนนี้ก็ยิ่งปวดหัว ศีรษะเล็กส่ายไปมาพยายามบอกให้ตนเองหยุดคิดเรื่องปวดหัวนี้ได้แล้ว
เมื่อทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้วน้ำหวานจึงออกมาล้างมือทำความสะอาด
“เธอเข้าไปนานจนฉันเกือบจะโทรเรียกกู้ภัยแล้ว” น้ำหวานหันไปมองผู้ชายปากร้ายที่ยืนหลังพิงอยู่กับผนังหน้าทางเข้าห้องน้ำหญิง เธอจะเข้าไปทั้งวันมันก็เรื่องของเธอ
“เงียบทำไมหรือว่าคิดมากเรื่องที่ป้าสาคุยกับเธอ ก็รู้อยู่แล้วว่าป้าสาเป็นคนยังไง คำพูดมั่วๆของคนแบบนี้ไม่น่าเก็บมาใส่ใจหรอกนะ”
“เพราะครั้งนี้ที่คุณป้าพูดก็จริงไงคะ คุณลุงไม่อยู่แล้ว น้ำหวานไม่อยากเป็นภาระ” เพราะหากตอนนี้จะนับญาติหรือคนที่พอพึ่งได้คงเป็นกลกันต์ และเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“เห้ออ ตอนนี้เลิกคิดไปเก็บของกลับไร่ วันนี้กลับพร้อมฉันจะได้ไม่เดือดร้องลุงคำวิ่งส่งหลายที่”
ว่าจบจึงก้าวนำมุ่งหน้าไปยังศาลา น้ำหวานจึงรีบก้าวตามเดินเคียงข้างเขาไร้ซึ่งคำพูดระหว่างทั้งสอง เมื่อไปถึงจึงจัดการเก็บของบางส่วนและกลับบ้านพร้อมกลกันต์
บ้านที่พูดถึงนี้เป็นบ้านขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในไร่เกียรติอรุณ มีทั้งหมดสามชั้นโดยกลเกียรติจะอยู่บริเวณชั้นสอง ส่วนชั้นสามเป็นห้องของลูกสาวและลูกชายตามที่กลเกียรติเคยบอก ลูกสาวอยู่ปีกซ้าย ลูกชายอยู่ปีกขวา ก่อนหน้านี้บ้านหลังนี้จึงมีผู้อยู่อาศัยทั้งสิ้นสามคนหลังป้าน้ำฟ้าเสีย จะมีป้าน้อยที่แวะเวียนมาทำความสะอาดและป้าแก้วที่เข้ามาทำอาหารในฐานะแม่ครัว แต่ตอนนี้คุณลุงกลเกียรติไม่อยู่แล้วบ้านหลังนี้จึงมีผู้อยู่อาศัยคือน้ำหวานและกลกันต์ลูกชายคุณลุงที่อายุไม่น้อยแล้วแต่ยังคงความโสด ปากก็ร้าย เอ๊ะ เธอลืมอะไรไปหรือเปล่า หรือว่าจริงๆแล้วเขาอาจจะไม่ใช่ชายแท้ แต่เป็นคุณแม่กันนี่