A episode 9 eb
โดย Ginoichi
"เบาได้ก็เบา หักใจได้ก็หัก ผมว่าเจ่เจ้เสียเวลานานแล้ว"
บดินทร์ ชั่งใจอยู่นานกว่าจะกล้าเอ่ยประโยคที่เฝ้าครุ่นคิดให้พี่สาวได้รับรู้
"เฮ้อ!"
บราลี ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เสียเมื่อไหร่ เธอรู้ รู้ดีเชียวเเหละ แต่จะทำอย่างไรได้
ก็ในเมื่อ
'ตัดใจ....มันไม่ได้ง่ายเหมือนตัดกระดาษ'
"ลองมองคนอื่นดูไหม เจ่เจ้ "
"ลดสเปคลงหน่อย แบบหมวดศิระ หรือหมอเจย์ อาจจะเหมาะกับเจ่เจ้มากกว่า"
บดินทร์ ถามซ้ำ ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าทุกทีพร้อมกับหลุบตาลงมองเสี้ยวหน้าคนพี่เงียบๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าเสีย เขาเองก็จนใจจะกล่าวต่อ
'นี่แหละหนาที่เค้าว่า...คนเรา ต่อให้เก่งกล้าแค่ไหน ก็จนมุมได้ เพราะคำว่าความรัก'
บราลี จมปลักอยู่ในความคิดอยู่อีกนานหลายนาที ดวงตากลมโตทอดมองไปนอกหน้าต่างหากแต่เป็นคนละอารมณ์กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
เธอรู้ดี รู้ดีกว่าใคร ว่ากำลังมีบางคน ที่เริ่มจะเปลี่ยน ทั้งแววตา ท่าทาง และน้ำเสียง ของผู้กองหนุ่ม ในวันนี้ที่เขามองเธอมันแปลกไป ที่แน่ๆ มันทำให้ใจดวงน้อย ที่เดิมทีก็เป็นของเขาอยู่แล้ว ตกลงไปในหลุมที่มันใหญ่ และลึกขึ้นกว่าเดิม
'บ้าเอ้ย..แค่นี้มันก็ลึกจนเธอหาทางขึ้นไม่ได้แล้ว'
ตลอดทั้งวัน คนตัวเล็กเอาแต่วิ่งวุ่นซื้อของ จนลืมกิจวัตรประจำวันที่เจ้าตัวชอบทำประจำ
อย่างเช่น 'ทักไปวอแวผู้กองหนุ่ม'
ในขณะเดียวกัน คนที่เคยถูกวอแว ดวงตาคมกริบ ก็หลุบลงมอง มือถือราคาแพงครั้งแล้วครั้งเล่า มันไม่มีเสียงการแจ้งเตือนที่เขาเคยรำคารใจเหมือนทุกวัน จากที่เคยคิดว่าถ้าวันไหน ไม่มีเธอมารบกวนก็คงดี พอมามันนี้เอาเข้าจริงมันกลับแปลกไปหมด มันแปลก ทั้งแปลก ทั้งหงุดหงิด
" หายไปไหนวะ!"
เสียงทุ้มต่ำบ่นพึมพำ พลางเดินวนไปวนมา แบบที่เจ้าตัวไม่เคยเป็น ปฏิกิริยาแบบนี้ ทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชักจะเริ่มสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ
" เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"
เมื่อทนความสงสัยไม่ไหวหมวดศิระจึงออกปากถามขึ้น พร้อมกับวางปากกาในมือลง
" อารมณ์ไม่ดีอย่าเพิ่งกวน"
ผู้กองหนุ่ม ตอบคำถามแบบไม่มองหน้า ดวงตาคมกริบทอดมองออกไปนอกหน้าต่างแม้ว่าใบหน้าคร้ามคมนิ่ง แต่ภายในใจ มันไม่นิ่งเหมือนหน้าเลยสักนิด
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา ทั้งไอ้ความรู้สึกงุ่นง่านที่ไม่เคยเป็น ทั้งไอ้ความรู้สึกรอคอย ที่มันทำให้ใจอยู่ไม่สุขนี่อีก บางอย่างมันแปลกใหม่เกินไปจนตัวเขาเอง ชักเริ่มจะคิดไม่ตก
จวบจนพลบค่ำ 2 พี่น้อง ที่หายไปตั้งแต่หัววันก็กลับเข้ามา
บราลี สาระวนขนของเข้าออกร้านอยู่นาน จนลืมโจ้กถุงโต ที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ข้างๆ ลืมไปเสียสนิทว่ามีใครอีกคนที่กำลังรอเธออยู่. ลืมแม้กระทั่งเจ้าแมวอ้วนที่เจ้าตัวเอาไปฝากฝังให้ผู้กองหนุ่มเลี้ยงดู ซ้ำยังรับปากเขาใว้เป็นหมั้นเป็นเหมาะว่าจะส่งข้าวส่งน้ำมันไม่ให้ขาด วันนี้เธอดันพลาด
'ขาดส่ง ทั้งคน ทั้งแมว'
ฝั่งทางบ้านพักก็วุ่นวายไม่แพ้กัน
“เหมียวๆๆๆ” เสียงร้องคร่ำครวญดังตามกันมาติดๆ พร้อมกันกับร่างอ้วนกลมที่เดินย้ายที่ไปรอหน้าประตูตรงจุดๆเดิมที่เจ้าของมันเคยโผล่หน้ามา. มันรออยู่นานจนแล้วจนรอดสิ่งที่รอคอยก็ยังไม่สมปราถนา. แมวตัวอ้วนที่ปกติใบหน้ามันก็ย่นยู่อยู่แล้ว บัดนี้งองำ้ไม่ต่างจากผู้กองหนุ่มเลยสักนิด
"ที่เขาว่าใครเลี้ยงก็เหมือนคนนั้นมันคงจะจริง ช่วยทำหน้าดีๆ ยู่ย่นจนหงวดจะหล่นลงพื้นแล้ว"
“ดูเอาเถอะ ทั้งเองทั้งข้าดูท่าข้าวปลาคงไม่ได้กิน!”
สะโพกหนาทิ้งตัวลงนั้งโครมใหญ่ด้วยความหงุดหงิด หากแต่เพียงชั่วครู่เสียงเคลื่อนไหวภายนอกก็ดังเข้ามาแผ่วๆ
เสียงจักรยานคันเล็กที่คุ้นหู. ดังมาพร้อมกับเสียงหวานๆที่บราลีเคยใช้เรียกเขาประจำยามที่เจ้าตัวเสนอหน้ามา
“ผู้กองคะ. ผู้กอง. นอนหรือยังคะ”
หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นคลายลงในทันที. ร่างหนาย้ายตัวจากโซฟาขนาดใหญ่ฉวยอุ้มเอาเจ้าแมวอ้วนเดินอาดๆตรงไปที่ประตูช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบทั้งที่ในใจมันอยากจะกระโจนออกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เป็นจังหวะเดียวกันกับบราลีที่เปิดประตูเข้ามาในตัวบ้าน
ดวงตากลมโตสาดปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบที่มองเข้ามาอยู่ก่อนแล้วในทันที ใบหน้าหวานหลุบลงมองพื้นด้วยความประหม่า. และไม่รอให้เสียเวลาผู้กองหนุ่มเร่งเปิดการสนธนาในทันที
“เพิ่งกับมาหรอ” คำถามที่ดูเรียบง่าย แต่มันกลับแฝงความไม่พอใจอยู่ในนั้น บราลีค่อนข้างมั่นใจในตัวเองว่าเธอคิดไม่ผิด
‘เขากำลังโมโห….แต่…โมโหเรื่องอะไรหล่ะ?’
'หรือหงุดหงิดที่แมงกวน?'
ใบหน้าหวานยิ้มบางๆเก็บความสงสัยที่มีเอาให้เงียบๆเธอรีบเทอาหารให้เจ้าแมวอ้วนทันทีที่เข้ามาในตัวบ้าน. เจ้าเหมียวพอเห็นเจ้าของมันก็รีบกระโจนลงจากลำแขนแกร่ง โผเข้าหาถาดอาหารไม่สนใจเจ้าของมันสักนิด
บราลีหน้าเหวอความตั้งใจแรกที่จะเล่นแมวแก้เก้อถูกพับเก็บไปแบบอัตโนมัติ. ทางด้านผู้กองหนุ่มเมื่อเห็นว่าสาวเจ้าเลิ่กลั่ก คนเคยยิ้มยากก็แอบระบายยิ้มมุมปากแบบที่ไม่เคยเป็น. ร่างสูงกำยำเดินย่ำเท้าเข้ามาไกล้ เมื่อได้ระยะที่พอเหมาะ เสียงขรึมจึงกระแอมไอเบาๆ
‘’อะ..แฮ่ม”
“ว้าย!” ราวกับภาพทับซ้อนบราลีสะดุ้งโหยง กระโดดหนีด้วยความตกใจ เหมือนเจ้าแมวอ้วนไม่มีผิด
“เวอร์”
“ทำอย่างกับถูกผีหลอก”
“แล้วมีไหมคะผี”
บราลีร้องถามทันทีที่จบประโยค ผู้กองหนุ่มยกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาที่ทำให้คนกลัวผีหายกลัวเป็นปลิดทิ้ง
“มีอยู่ผีเดียว”
“อะไรอะ…ผีอะไร” คนตัวเล็กถามเสียงตระหนก
“ผีผ้าห่ม”
ขาดคำ มือหน้าก็คว้าเอาถุงโจ๊กที่วางอยู่ด้านหลัง เดินไปเดินไปนั่งแกะกินเงียบๆ ทิ้งให้ให้แขกที่เพิ่งเข้ามาในบ้านยืนงุนงงอยู่อย่างนั้น อีกนานนับสิบนาที
“ บ้าหน่า…สงสัยจะขับรถจนเบลอ….คนอย่างผู้กองเคยพูดอะไรแบบนี้ที่ไหน”
ผู้กองอคินณ์เงี่ยหูฟังประโยคที่หลุดออกมาจากปากจิ้มลิ้มนั้นเงียบๆ ใบหน้าหล่อเรียบเฉย ไม่แสดงอาการโกรธ หรือไม่พอใจออกมาสักนิด และในขณะเดียวกันตัวเขาเองก็เพิ่งรู้สึกได้ว่าความวุ่นวายใจที่อัดอั้นสุมแน่นมาทั้งช่วงบ่ายมันสลายเบาบางลงไปตั้งแต่เห็นหน้าเธอคนนี้เข้ามา
‘อาจเป็นเพราะความเคยชินที่เจ้าตัวชอบเข้ามาวอแว'
'หรืออาจเป็นความวุ่นวาย ที่เจอบ่อยจนตัวเขาเอง เผลอคิดไปว่าเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วก็ได้'
ชายหนุ่ม เฝ้าครุ่นคิดหาคำตอบในใจเงียบๆ พร้อมกับเบนสายตาไปมองใบหน้าหวาน ที่ยิ้มตาหยี ให้เจ้าแมวหน้ายักษ์ราวกับเธอชอบมันนักหนา
"ระหว่างที่ผมคิดหาคำตอบ ก็หวังว่าคุณ จะยังอยู่ตรงนี้ จนถึงวันนั้นแล้วกัน"
เสียงขรึมพึมพำแผ่วเบา ก่อนจะเริ่มตักข้าวเข้าปากด้วยท่าทีผ่อนคลาย