A episode 10eb
โดย Ginoichi
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วคนตัวเล็กจึงขยับกายบิดขับไล่อาการปวดเมื่อยเล็กน้อย ก่อนจะยันตัวลุก เก็บของเตรียมกับบ้าน เป็นจังหวะเดียวกันกับผู้กองหนุ่มที่ทานอาหารเสร็จพอดี ร่างหนา เหยียดกายขึ้นเต็มความสูง คว้าเอาถ้วยใบโต เดินดุ่มๆ ไปล้างจนเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมาหาคนที่ยืนรออยู่ ด้วยท่าทีเนิบๆ
"แบมขอตัวก่อนนะคะ รบกวนผู้กองมานานแล้ว"
เสียงหวานนุ่มหู ที่ผู้กองชวินรู้แจ้งแก่ใจดี ว่ามีแค่เขา...แค่เขาเพียงคนเดียวที่จะได้ยินมันหลุดออกมาจากริมฝีปากจิ้มลิ้มนั่น
บราลี เป็นคนที่แสบสันอยู่เอาเรื่อง แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดกับเขา เจ้าหล่อนถึงได้ว่านอนสอนง่าย ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ไม่มีผิด
"เดี้ยวไปส่ง "
"มันดึกแล้ว"
เสียงขรึมเอ่ยราบเรียบ รับกับใบหน้าคมเข้ม ที่ไม่แม้แต่จะก้มลงสบตาคนตัวเล็ก
บลาลี หลุบตาลงมองพื้น มุมปากเล็กระบายยิ้มบางๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เจ้าตัวทำเพียง เลี่ยงตัวหลบ ให้เขาที่เป็นเจ้าบ้านเป็นฝ่ายเดินนำ
ร่างสูงกำยำ ในชุดลำลองสบายๆ เดินนำร่างเล็กออกมาด้วยความนิ่งเงียบ ไม่มีบทสนทนานับตั้งแต่ก้าวออกจากบ้าน มันหน้าแปลกไม่น้อย ที่นอกจาก จะไม่รู้สึกอึดอัดแล้ว ในทางกลับกัน นับเป็นวันแรก ที่บราลี รู้สึกอบอุ่นใจกว่าครั้งไหนๆ ดวงตากลมโต ทอดมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินนำหน้าไปพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ นานเเค่ไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกที ก็จวบจนหน้าฝากมน ชนประทะเข้ากับแผ่นหลัง ที่เธอคอยเฝ้ามองนั้นแล้ว
"อ้ะ!"
เสียงหวานอุทานเบาๆ พรางยกมือเล็กขึ้นมาลูบหัวเเก้เก้อ และนั่นเป็นชนวนทำให้ร่างสูงตรงหน้าหัวคิ้วชนกันแบบอัตโนมัติ
"ซุ่มซ่าม"
"มันมีอะไรหน้ามอง กว่าทางที่เดินรึไงฮึ!"
ผู้กองหนุ่ม ถามเสียงขรึมติดดุเหมือนทุกที
บราลี ยิ้มแหยๆ ทำได้เพียงคิดในใจ ว่าเธอจะกล้าพูดออกมาได้อย่างไร ว่านอกจากเธอจะไม่มองทางแล้ว สายตาคู่นี้ ยังมองแต่เขาคนเดียวมาตลอดทั้งทาง
"แบมว่าแบมง่วง "
"ขอตัวก่อนนะคะ!"
พูดจบร่างบางก็ออกวิ่ง ชนิดที่ว่านักกีฬากรีฑาประจำค่ายคงต้องแพ้ให้กับความเร็วนี้ ทิ้งให้คนหน้านิ่ง ยืนส่ายหัว ให้กับความลื่นไหลของเธอ ที่นับวัน ก็ยิ่งมีผลต่อหัวใจเขามากขึ้นเรื่อยๆอยู่คนเดียว
"ยัยบ๊อง"
เสียงขรึมพึมพำเบาๆ ก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งที่โต้ะประจำ มองแสงไฟ ที่ค่อยๆปิดลงทีละดวง ของร้านค้าตรงหน้า ผู้กองหนุ่ม นั่งอยู่ตรงนั้นอีกหลายนาที จวบจนแสงไฟดวงสุดท้ายดับลง
และแน่นอน มันคือห้องของแม่ตัวดีที่เพิ่งแยกกันเมื่อครู่
"แล้วจะมานั่งรอให้ยุงมันกัดทำไมวะ"
"บ้าไปใหญ่แล้วเรา"
ผู้กองหนุ่มพึมพำเบาๆ พร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นจนแทบจะชิดกันอยู่มะรอมมะร่อ
เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน...นับวัน ยิ่งไม่เข้าใจ
ช่วงหลายวันมานี้บราลีค่อนข้างมั่นใจว่าความสำพันธ์ของเธอกับผู้กองหนุ่มคงพัฒนาทางความรู้สึกมาไม่น้อย ดูจากช่วงหลังๆที่เคยออกปากปรามเธอไม่ให้เทียวไล้เทียวขื่อส่งข้าว ส่งน้ำเขาเหมือนที่เคย กลับเป็นเขาเองเสียอีก ที่เป็นฝ่ายมารับปิ่นโตจากเธอเอง ใบหน้าหล่อๆ ที่แม้จะนิ่งเรียบไม่เคยระบายยิ้มให้เธอเห็นเลยสักครั้ง ยังคงเหมือนเดิมทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นใบหน้าที่ทำให้ใจดวงน้อยๆของเธอมันสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ทุกที ยิ่งคิดใจดวงเล็กก็ยิ่งเต้นระส่ำ ประจวบเหมาะกับดวงตากลมโต ที่เหลือบช้อนขึ้นมองนาฬิกาแขวนพนังเรือนโต ทันที่ที่เห็นเข็มสั้น เข็มยาวบอกเวลาชัดเจน เหงื่อเม็ดโต เริ่มทยอยผุดพราย เต็มดวงหน้าหวาน
"ไกล้แล้ว...ไกล้มาแล้ว"
ปากจิ้มลิ้มพึมพำไปพร้อมกับชะเง้อคอมองทาง
ทันทีที่บราลีช้อนสายตาขึ้นมอง ก็สบเข้ากับใบหน้าคร้ามคมที่มองจดจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
ผู้กองอคินณ์ ในชุดเครื่องแบบเต็มยศ เดินเข้าโรงเลี้ยงมาด้วยใบหน้านิ่งขรึมเหมือนอย่างเคย
แต่หากมีใครสังเกตดูดีๆ ก็จะเห็นบางสิ่ง ที่วูบไหว ในแววตาสีนิลคู่นั้น ยามที่ผู้กองหนุ่ม ทอดมองแม่ค้าสาวจอมแก่น แววตาคู่นั้น มันไม่เหมือนเดิม....ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักวัน
"คิดถึง"
"แบมคิดถึงผู้กอง"
บราลีเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้ว ไม่มีแม้ความเขินอายสักน้อย
"รู้แล้ว"
"พูดอยู่ทุกวัน"
ผู้กองอคินณ์เอ่ยเสียงราบเรียบ เขาหลุบสายตาลงมองหม้ออาหาร ที่ดูธรรมดา หากแต่มันเป็นสิ่งเดียว ที่จะหลบเลี่ยงจากใบหน้าหวานที่ส่งยิ้มพราวระยับ อยู่ตรงหน้าเขาได้
'บ้าจริง...ทำไมใจสั่นวะ!'
"มะเขือในหม้อ มันหน้ามองกว่าคนสวยตรงนี้หรอคะ"
ทันทีที่จบประโยค ก็เรียกเสียงแซวรึ่มจากเหล่าทหารที่ยืนล้อมหน้าล้อมหลังได้เป็นอย่างดี
"ฮิ้ววววว! ถ้าผู้กองไม่เอา เซมาวงเหล้าพวกพี่ได้นะจ้ะ น้องแบมคนสวย"
"ถึงพี่ไม่รวย แต่น้องแบมคนสวยจะมีเหล้าฟรีกินทั้งปีเลยนะจ้ะ"
หนึ่งในหน่วยกล้าตาย รีบ ต่อท้ายประโยคในทันที ไม่สนสายตาคมกริบ ที่ปรายตามองมาที่ตนเลยสักนิด
บราลียิ้มล่า ก่อนจะรีบหันกลับมาตักอาหารให้คนตรงหน้าเหมือนเคย หากแต่เจ้าตัวกลับชักเอาถาดกลับคืน ราวกับจะเเกล้งเธอเล่นเสียอย่างนั้น
"แกล้งแบมหรอ"
"เอามาเลย...คนรออีกเยอะ"
บราลีทำหน้ายู่ พร้อมกับพยักเพยิดให้ผู้กองหนุ่มมองตามแถวที่ต่ออยู่ด้านหลัง
เพียงแต่ว่า นอกจากเจ้าตัวจะไม่ทุกข์ร้อนแล้ว คนหน้านิ่งดันตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียอย่างนั้น
"ใครรอได้ก็รอ รอไม่ได้ ก็ไปหากินที่อื่น"
"แกงมันมีหลายหม้อ วันนี้อยากค่อยๆเลือก"
สิ้นเสียงขรึม ทำเอาบริเวณไกล้เคียงพากันเงียบกริบ เหล่าทหารที่ยืนเข้าแถวทำหน้าทะเล้นเมื่อสักครู่ เริ่มออกอาการยิ้มแหยๆ
'แน่หล่ะ..ใครจะไม่รู้ ผู้กองชวิน ที่ภายนอกดูเงียบขรึม กลับมีมุมแปลกประหลาดบางอย่าง เป็นต้นว่า ยามที่เขาคนนี้ออกอาการอารมณ์เสีย เจ้าตัวจะไม่โวยวายใส่ใคร ในทางกลับกัน ผู้กองหนุ่มดันออกอาการกวนประสาทขึ้นมาแทน เรื่องนี้ ทั้งกองร้อย น้อยคนจะไม่รู้ และดูท่า จะรวมแม่ค้าหน้าหวานใว้คนนึง'
"ไม่ยักจะรู้ ว่าผู้กองคนดี ก็มีมุมกวนๆแบบนี้ด้วย"
"แค็กๆ!"
หมวดศิระ สำลักน้ำหวานทันที ที่ได้ยินประโยคแสลงหู 'คนดี...คนดีเนี่ยนะ'
'เอาตาไหนมองวะ!'
"นี่แหละที่เขาว่าความรักทำให้คนตาบอด เพิ่งเห็นกับตาก็วันนี้"
หมวดศิระ พึมพำ พรางเหลือบมองผู้กองหนุ่มหน้าแหยๆ
"ขอถาดให้แบมก่อน ไม่อย่างนั้น ผู้กองก็หลบออกมา เกะกะคนอื่นเขา"
เสียงหวานดุเบาๆ ด้วยคำพูดที่แสนธรรมดา
"พูดดีๆ"
"เดี๋ยวนี้ออกปากไล่เลย?"
ผู้กองอคินณ์ถามเสียงต่ำ เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าอาการหงุดหงิดที่เป็นอยู่คืออะไร ยามนี้เขารู้เพียงแต่ว่า สาเหตุ คงไม่พ้นมาจากคนตัวเล็กตรงหน้า
"เเบม ปล่าวไล่นะ ก็ถ้าผู้กองยังไม่หิว ก็กรุณาถอยให้คนอื่นเขาก่อน"
"ประชด?"
"ไปกันใหญ่แล้วนะผู้กอง!"
คราวนี้บราลีเสียงเข้มขึ้นจนผู้กองหนุ่มสะดุ้ง เรือนกายกำยำ ขยับย้ายออกจากจุดเกิดเหตุโดยอัตโนมัติ แต่ก็ยังไม่วายทิ้งก้นแหมะ อยู่โต้ะข้างๆคนตัวเล็ก
E-book บ้านเขียวมาแล้วนะคะ
ฝากคอมเม้น กดเพิ่มเข้าขั้นเป็นกำลังใจให้นักเขียนตัวน้อยหน้าใหม่ด้วยนะคะ
🙏ขอบคุณจริงๆค่ะ🙏