ปฐมบทคืนวิวาห์
เตียงบรรทมงดงามหรูหราขนาดใหญ่ แกะสลักจากไม้หอมชั้นดีทั้งหลัง ลวดลายมังกรสี่เล็บปูทับไว้ด้วยเบาะหนานุ่มเส้นไหมสีทองปักลวดลายมังกรสี่เล็บอันปราณีตสัญลักษณ์ระบุฐานะรัชทายาทแคว้นเว่ย รอบเตียงวิวาห์อันตระการตานี้ส่งกลิ่นหอมอ่อนอยู่ตลอดเวลา หอมเหมือนกลิ่นไอแดดยามเช้า
‘เยี่ยเหลียนจือ’ ประคองสติอันเลือนลางเคลื่อนตัวจากจอกเหล้ามงคลบนโต๊ะอาหารมายังเตียงบรรทมงดงามนั้น นางเอนร่างบอบบางในชุดวิวาห์สีแดงสดลงนอนเคียงข้างร่างไร้ลมหายใจขององค์ รัชทายาทแคว้นเว่ย ‘เว่ยเจิ้นเทียน’
นางกับเขานับว่ากราบไหว้ฟ้าดินเข้าพิธีวิวาห์กันอย่างถูกต้องต่อหน้ากู้เสียนเฟย ผู้เป็นพระมารดาของเว่ยเจิ้นเทียน น้ำเสียงใสกังวานของสตรีผู้งดงามเหนือตำหนักในผู้นั้น...ช่างเต็มไปด้วยความเฉยเมยเย็นชา
คืนนี้เป็นคืนวิวาห์วิญญาณทั้งยังเป็นคืนส่งร่างไร้วิญญาณเข้าตำหนักสุสาน เยี่ยเหลียนจือเร่ิมรับรู้ถึงความชาหนึบทีละน้อยที่ปลายนิ้วไล่ขึ้นมาถึงท่อนแขน
ผ่านพ้นคืนนี้ไปร่างกายและวิญญาณของนางจะเป็นของอดีตองค์ชายเก้าเว่ยเจิ้นเทียนผู้นี้ ยามมีชีวิตองค์ชายเก้าอายุสิบสามปี ถือกำเนิดเป็นลำดับที่เก้าของราชวงศ์ต้าเว่ย บัดนี้พระองค์เสด็จไปรอนางอยู่ที่ปรโลกก่อนแล้ว
สามวันก่อนองค์ชายเก้าสิ้นพระชนน์ด้วยโรคปัจจุบัน กู้เสียนเฟยพระมารดาบังเกิดเกล้าจึงขอพระราชทานราชลำดับศักดิ์สูงสุดให้เป็นถึงรัชทายาทแคว้นเว่ย ดังนั้นนับว่าเยี่ยเหลียนจือได้แต่งเข้าเป็นคนสกุลเว่ยในฐานะไท่จื่อเฟย
......หากข้าพบท่านในปรโลก ข้าต้องจำท่านได้แน่.....
ขวดเหล้ามงคลพิษของกู้เสียนเฟยกลิ้งตกไปข้างเตียงบรรทม ขวดหยกสีขาวใบเล็กตกกระทบพื้นเป็นรอยร้าว เหตุใด? ยาพิษแคว้นเว่ยรสชาติอ่อนหว่นรื่นรมย์ยิ่งนัก โพรงปากเยี่ยเหลียนจือรับรู้ถึงความอุ่นหวาน
......หรือยาพิษแคว้นเว่ยเป็นเช่นนี้เอง? มีพิษร้ายถึงตายหากแต่กลับมิได้ทรมานผู้คน....
ฉับพลันเยี่ยเหลียนจือรู้สึกชาหนึบไปทั้งร่างกาย นางคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่นสตินึกคิดที่เคยแจ่มใสบัดนี้เริ่มสับสนพร่าเลือนแต่ก็มิได้ถึงกับหมดสติไป
.....เหตุใดร่างกายข้ารู้สึกแปลกเช่นนี้?....ข้ากำลังก้าวเข้าสู่ปรโลกอย่างนั้นหรือ?.....
ชั่วครู่ถัดมาร่างนางกลับรู้สึกร้อนวูบไปทั้งร่าง ทั้งรุ่มร้อนทั้งวาบหวามในคราวเดียว เช่นนี้หนทางสู่ปรโลกช่างแผดเผาผู้คนเสียจริง? บัดนี้ใบหน้าขาวผ่องเริ่มแดงเรื่ออย่างหนัก ความร้อนรุ่มแผ่ซ่านไปทั้งร่างปลุกปล้ำนางให้ร้อนดั่งกลางอกจวนแหลกสลายลงเสียเดี๋ยวนั้น
“ยาพิษแคว้นเว่ยเป็นเช่นนี้เองหรือ?”
ตั้งแต่จำความได้นางไม่เคยรับรู้ความรู้สึกอันร้อนแรงถึงเพียงนี้ แม้อากาศร้อนจัดในแคว้นเยี่ยก็มิอาจเทียบได้เลยสักส่วน
.....สวรรค์ได้โปรด ให้ข้าไปปรโลกอย่างสงบเถิด.....
ยิ่งผิวเนื้อตามตัวของเยี่ยเหลียนจือร้อนมากขึ้นเท่าใดกลับกันยังมีกระแสสัมผัสอันเย็นวาบคอยลูบไล้บรรเทาไอร้อนนั้น ยามสัมผัสนั้นแตะต้องผิวกายที่ใดนางรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
......เป็นสิ่งใดกันแน่?......หรือเป็นลมปรานในกายข้าต่อสู้กับความเป็นความตายเช่นนั้นหรือ?........
.....พระสวามีของข้ายามสิ้นลมหายใจท่านจะรู้สึกเยี่ยงนี้หรือเปล่าหนอ องค์ชายเก้าท่านจะต้องทุกข์ทรมานมากเป็นแน่.....
ดุจดั่งถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นเค้นคลึงไปทั่วร่าง ยามสัมผัสนั้นแตะลงที่ใดก็ให้ความรู้สึกเย็นชื่นเบาหวิว สัมผัสนั้นจับต้องท่อนแขนเรียวงาม เลื่อนมาลูบไล้เรียวขานาง เยี่ยเหลียนจือมิอาจขยับตัวได้ดั่งใจนึกหากแต่ยังรับรู้ได้ถึงความเย็นซาบซ่านกำลังแนบชิดเข้ามา
เมื่อครั้งนางยังอยู่แคว้นเยี่ย เสี่ยวหุ้ยกับเสียวอันนางกำนัลคนสนิท เคยเอ่ยวาจาอันติดตลกถึงเรื่องบุรุษและสตรียามอยู่กันลำพัง พวกนางเคยหาหนังสือภาพหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีหน้าปกสีเขียวมาจากที่ใดไม่อาจทราบได้มาให้เยี่ยเหลียนจือดูชม บุรุษร่างกายกำยำนั้นคร่อมอยู่บนเรือนร่างเปลือยเปล่าของสตรี เรียวขาสองข้างของนางถูกบุรุษผู้นั้นจับประคองแยกออกจากกัน
....ร่างกายข้ายามนี้? มิใช่มีท่วงท่าคล้ายคลึงสตรีในหนังสือภาพนั้นอยู่หรอกหรือ??.......
.......อ๊ะ!!!!.....
เยี่ยเหลียนจือพลันเจ็บแปลบช่วงท้องน้อยกระทันหัน!! ดั่งมีบางอย่างกำลังแทรกเข้ามาในร่างกายท่อนล่างของนาง!!!
......ข้าเป็นอันใดไป????.....
นางรับรู้ถึงความเจ็บปวดแทรกซึมเข้ามาในร่าง?? ยามสัมผัสอันแข็งขืนเย็นซ่านสอดแทรกรุกล้ำเข้าออกร่างนางไม่สิ้นสุด
......สัมผัสนั้นคับแน่นไปทั้งบั้นเอวเล็กจ้อย ภายหลังหมดสิ้นความเจ็บปวด กลับแทนที่ด้วยความรู้สึกวาบหวาม.........
ยามนี้ซอกกลีบโบตั๋นแดงเล็กจ้อยของนางเจ็บปวดเป็นที่สุด เยี่ยเหลียนจือเพิ่งตระหนักว่าคนเรายามใกล้สิ้นลมให้ความรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้เอง?
......เหตุใดมิใช่เจ็บปวดครั้งเดียวเล่า? บั้นเอวของข้าคล้ายถูกกระทำย่ำยีเข้าออกซ้ำไปซ้ำมาจนแทบทนไม่ไหว.....
.....นี่วิญญาณของข้า กำลังรับความทุกข์ทรมานก่อนตายเช่นนั้นหรือ? ถึงได้เจ็บปวดทรมานเพียงนี้....
.....เหตุใดสัมผัสอันเย็นซ่านถึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้!!!!!......ทั้งยังยาวนานมาก นานเสียจนร่างกายแทบจะแหลกสลายลงเสียให้ได้.......
ไม่ใช่แค่เพียงสัมผัสอันเย็นซ่านที่ท้องน้อยเท่านั้น บัดนี้เยี่ยเหลียนจือรู้สึกได้ถึงสัมผัสใหม่ เปลี่ยนเป็นสัมผัสอันเย็นชื้นอ่อนนุ่มรัวเร้าอยู่บนกลีบโบตั๋นแสนบอบบางของนาง
.....ช่างดีเสียจริง.....สัมผัสนี้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ข้าได้ถนัดนัก......
.....บัดนี้ข้าหายเจ็บจากการถูกรุกล้ำก็จริงแต่กลับรู้สึกซ่าบซ่านทรมานจนเกร็งไปทั้งร่าง.....
สัมผัสอันเย็นชื้นตวัดไปมา บนเม็ดยอดโบตั๋นแดงกลางหว่างขาไม่หยุดเยี่ยเหลียนจือร่างทั่งร่างบิดส่าย จิตวิญญาณของนางมาถึงจุดสุดท้ายแล้วกระนั้นหรือ
ร่างบอบบางกระตุกถี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบั้นเอวอันบอบบางอรชร ไม่ต้องเอ่ยถึงกลีบโบตั๋นแดงอันหอมหวานถูกกระแทกกระทั้นจนยับเยิน หากเยี่ยเหลียนจือได้เห็นตนเองบนเตียงบรรทมยามนี้ท่วงท่ามิต่างอะไรกับการเข้าหอกับบุรุษ ปลายเท้าทั้งสองแยกออกจากกันเผยให้เห็นกลีบโบตั๋นแดงอันจิ้มลิ้มอิ่มอูมอมชมพูอันหอมหวาน
.....คืนนี้เป็นคืนวิวาห์....เป็นผู้ใดเสพสมร่างกายข้าเช่นนี้!!!!!!......
หากจะนับว่าเป็นบุรุษจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าข้างกายนางไม่มีผู้อื่นนอกจาก ร่างไร้วิญญาณขององค์ชายเก้าเว่ยเจิ้นเทียน....หรือมีผู้อื่นอยู่ที่นี่เช่นกัน!!!
เยี่ยเหลียนจือ หนานอันเสี้ยนจู่องค์หญิงขั้นสองแห่งแคว้นเยี่ย สตรีผู้ถูกขนานนามว่าปีศาจจิ้งจอกล่มแคว้น เรือนร่างขาวผ่องยั่วเย้าแม้เพียงปลายเส้นผมดำสนิทของนางนำพาให้บุรุษก้มหัวศิโรราบ น้ำเสียงใสกังวานดังกระดิ่งแก้วยามต้องลมวสันต์ พลอยให้ผู้ฟังเคลิบเคลิ้ม
ความลับแต่กำเนิดของเยี่ยเหลียนจือนั้นคือร่องกลีบโบตั๋นแดง ยามเมื่อถูกรุกเร้าเบ่งบานส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาด หอมดั่งยกเอาดอกไม้ทั้งใต้หล้ามาไว้แท้จริงแล้วที่มาของกลิ่นหอมติดตัวแต่กำเนิดของนาง มีที่มาจากร่องโบตั๋นแดงล้ำค่านี้เอง
------------------------------------------------------
โปรดติดตาม