“พี่อิ่มมากเลย มามี้ดูพุงพี่สิ” มือเล็กลูบหน้าท้องนูนๆ โผล่พ้นเสื้อของตัวเองขึ้นโชว์ ขณะเดินเข้ามาในลิฟต์ของคอนโดหรู
“โอ้โห! พุงออกเลย” ไอริณทำตาโตตกใจตามเด็กชายตัวน้อย ก่อนจะลูบพุงน้อยๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
“ฮ่าๆ” เสียงเล็กหัวเราะดังชอบใจ
สายตาคมของคนเป็นพ่อได้แต่ยิ้มตามการหยอกล้อกันระหว่างสองแม่ลูก นานแล้วที่ไม่ได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยประกายตาแห่งความสุขของคนตัวเล็กแบบนี้
คิรากรใส่รหัสเข้าห้อง ก่อนจะเปิดประตูให้ลูกชายและอดีตภรรยาเข้าไปด้านในคอนโดมิเนียมที่เขาพักอยู่กับลูก
“วันนี้คุยเรื่องลูกเสร็จแล้วเดี๋ยวพี่จะไปส่ง” เขาพูดพลางวางกระเป๋าเป้ลายการ์ตูนของลูกลงบนโต๊ะ
“ไม่ต้องค่ะเดี๋ยวไอซ์ให้คนขับรถมารับ จะหอบลูกไปมาได้ยังไงกัน” เธอไม่เห็นด้วยเพราะอยากให้ลูกชายได้พักผ่อน
“ไม่ได้จะหอบ ปกติถ้าพี่มีธุระหรือติดงานสำคัญพี่จะให้ป้าน้อยมาดูแลลูกแทน จำป้าน้อยได้ใช่ไหมแกเป็นพี่เลี้ยงของพี่สมัยยังเด็ก บ้านแกอยู่ใกล้ๆ คอนโดนี่เอง”
“จำได้ค่ะ แต่นี่มันดึกแล้วเกรงใจป้าน้อย ไอซ์ให้คนขับรถมารับเองจะดีกว่า”
“จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ” คิรากรไม่เซ้าซี้ต่อคนอย่างไอริณหากได้ค้านหัวชนฝาอะไรมารั้งยังไงก็ไม่ยอมฟังอยู่ดี
“มามี้จะไปไหน?” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นถามอย่างสงสัยหลังจากฟังผู้ใหญ่คุยกันอยู่นาน
“มามี้จะกลับไปที่บ้านก่อน แล้วเดี๋ยวจะมาหาพี่คีย์ใหม่” คนเป็นแม่ย่อตัวลงนั่งอธิบายอย่างใจเย็น
“ไม่เอาไม่ให้กลับ!”
“พี่คีย์อย่าเพิ่งโวยวายครับฟังมามี้ก่อน มามี้ยังจัดของที่บ้านไม่เสร็จเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้มามี้มาหาอีกนะจะรับพี่คีย์ไปนอนที่บ้านด้วย”
“จริงนะมามี้” เด็กชายถามเสียงใส
“จริงสิครับ”
“พรุ่งนี้พี่คีย์จะแต่งตัวหล่อๆ รอมามี้นะ” นี่คือประโยคที่คนเป็นแม่อยากได้ยินเป็นที่สุด ไอริณดีใจที่อย่างน้อยลูกชายก็ยอมฟังเหตุผลของเธออยู่บ้าง
“ครับลูก”
“พี่คีย์เข้าไปอาบน้ำเถอะลูก ตัวมอมแมมหมดแล้วป๋าเตรียมชุดให้แล้วอยู่ปลายเตียง”
“แต่พี่กลัวมามี้จะกลับก่อน” คนตัวเล็กหุบยิ้มพร้อมกับเกาะแขนไอริณไว้แน่นอย่างหวงแหน
“ไม่ต้องกลัวนะ มามี้จะรอส่งลูกเข้านอนเสร็จค่อยกลับ” ไอริณบอกเด็กชายเพื่อให้คลายกังวล
“ต้องเล่านิทานเหมือนที่ป๋าเล่าด้วยนะ”
“ครับ มามี้จะเล่านิทานทุกเรื่องที่พี่อยากฟังเลย”
“เย้!”
ไอริณมองตามเด็กชาย คนตัวเล็กเดินออกไปจนลับตา จึงหันมาเผชิญหน้ากับคิรากร
“วันนี้เห็นฤทธิ์เดชลูกชายสุดที่รักรึยังล่ะ เรื่องซนเรื่องเอาแต่ใจไม่มีใครเกิน” คิรากรถอดเสื้อสูทออกจากตัวก่อนจะทิ้งน้ำหนักลงบนโซฟาตัวโปรด
“ไอซ์คิดว่าสิ่งที่ลูกแสดงออก มันเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของเราสองคน เราควรคุยเรื่องนี้อย่างจริงจังซักทีเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับลูก ตอนนั่งรถไปร้านอาหารพี่เห็นใช่ไหมว่าคีย์ไม่ได้แค่ซนตามวัยแต่ลูกมีพฤติกรรมที่ดูก้าวร้าวขึ้น” ไอริณเดินมานั่งลงนั่งลงฝั่งตรงข้ามอดีตสามีพร้อมกับพูดถึงลูกด้วยใบหน้าเศร้าๆ
“จะโทษว่าพี่เลี้ยงลูกไม่ดีใช่ไหม?” เขาหลับตาลงเบาๆ พร้อมกับคลึงขมับขับไล่ความเหนื่อยล้า ทั้งที่เขาเองก็พยายามเติมเต็มทุกอย่างให้ลูกแต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่พอ…
“เราต่างหากค่ะ เราทำให้แกต้องเป็นแบบนี้”
“แล้วจะให้ทำยังไง พี่ก็ทุ่มสุดตัวดูแลลูกสุดกำลังเหมือนกัน เห็นลูกเป็นแบบนี้ใช่ว่าพี่เองก็ไม่รู้สึกผิด”
“เด็กต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งในการเลี้ยงดู พี่มีวิธีเลี้ยงลูกในแบบของพี่ไอซ์ก็เข้าใจ แต่ตอนนี้เวลานี้ไอซ์กลับมาแล้วเราควรจะมีส่วนร่วมในการดูแลแก”
“จะทำยังไงล่ะ?”
“ไอซ์ไม่อยากให้แกรู้สึกว่าต้องขาดใคร ไอซ์จะขอแบ่งเวลาให้ลูกได้ มาเจอไอซ์บ้างจะได้ไหมคะ”
“ได้มันก็ได้อยู่หรอก พี่ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำจนไม่ให้ไอซ์เจอลูกหรอกนะ เพราะถ้าพี่จะทำพี่ทำไปตั้งนานแล้ว ไอซ์ไม่มีทางได้ติดต่อกับลูกตลอดสองปีที่ผ่านมาหรอก”
“ไอซ์รู้ว่าพี่ยังโกรธยังเกลียดไอซ์ แต่เรื่องลูกไอซ์อยากให้เราคุยกันได้โดยไม่ต้องทะเลาะ ตกลงไหมคะ?”
“ก็ได้ สำหรับพี่ลูกสำคัญที่สุด”
“ไอซ์ก็เหมือนกันค่ะ”
“วันศุกร์ เสาร์ แล้วก็อาทิตย์ ไอซ์มารับลูกไปนอนด้วยก็ได้ พี่อนุญาตแต่จะมารับตอนไหนและจะไปไหนบ้างต้องโทรมาบอกพี่ก่อน” เขาพูดในฐานะผู้ปกครองหลักของลูกที่ต้องมีสิทธิ์รับรู้ว่าลูกไปที่ไหนกับใครบ้าง
“โอเคค่ะ ไอซ์เห็นด้วย ได้อยู่กับลูกช่วงวันหยุดก็ดีจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกันเยอะๆ” ไอริณไม่เห็นว่าการแบ่งเวลาเป็นปัญหาขอเพียงได้อยู่กับลูกบ้างเธอก็พอใจแล้ว
“แล้วถ้าวันไหนที่ลูกอยากอยู่ด้วยทั้งแม่และพ่อเราจะทำยังไงล่ะ?” นัยน์ตาคมเข้มหรี่มองคนตรงหน้าอย่างคาดหวัง
“ไอซ์ไม่มีปัญหาค่ะ ถ้าเป็นความต้องการของลูกไอซ์ทำให้ได้”
คิรากรเผลอยิ้มมุมมากเมื่อได้คำตอบตรงกับที่ใจต้องการ
“ดี! อย่าให้พี่เห็นว่ามีปัญหาก็แล้วกัน เราจะให้เวลากับคีย์ให้ได้มากที่สุด”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าเห็นด้วย
“เรื่องลูกจบไปทีนี้มาต่อที่เรื่องของเรา”
“คะ?”
“มีแฟนใหม่หรือยัง ที่ถามไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวหรอกนะ”
“แล้วจะถามทำไมล่ะคะ?”
“ก็…ก็เผื่อวันไหนลูกถามจะได้บอกกับลูกได้ถูก คีย์เป็นเด็กช่างสงสัยเธอก็รู้” เขาตอบพร้อมสีหน้าเลิกลัก
“ถ้าพี่หมายถึงมีเป็นตัวเป็นตนไอซ์ยังไม่มีค่ะ จะเรียกว่าโสดก็ได้ แต่ถ้าถามว่ามีคนมาจีบไหมก็คงต้องตอบว่ามี” เขาไม่ได้หวังว่าเธอจะโสด แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้ฟังขัดหูขัดใจอยู่พอสมควร
“เสน่ห์แรงเหลือเกินนะ อยากรู้นักว่าไอ้ผู้ชายหน้าไหนที่กล้ามาจีบผู้หญิงที่สวยแต่รูปจูบไม่หอมอย่างเธอ”
“ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ เอาเป็นว่าไอซ์ไม่ทำอะไรประเจิดประเจ้อจนทำให้เป็นปัญหาก็แล้วกัน” ไอริณลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอก้มหน้าลงมาใช้มือเชยคางคิรากรขึ้นเล็กน้อย
“อีกอย่างอย่ามาดูถูกไอซ์ว่าสวยแต่รูปแล้วจูบไม่หอมถ้าพี่…ยังไม่ได้ลอง” เธอเชิดหน้าเอ่ยประโยคเตือนอย่างถือดี คิรากรได้ฟังถึงกับหน้าตึงอยากจะลงโทษคนที่กล้าท้าทายให้หลาบจำ
“อย่าปากเก่งนักเลย เรื่องไอ้ต้นก็ประเจิดประเจ้อจนต้องได้หย่าครอบครัวแตกแยกแล้วไม่ใช่รึไง” เขาปัดมือเล็กออกจากตัวราวกับถูกของร้อน
“เรื่องนั้นไอซ์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไอซ์ไม่ได้มีอะไรกับต้น ไอซ์พาต้นเข้าไปโรงแรมจริงเพราะเห็นต้นเมาเลยช่วยพยุงเข้าห้อง เรื่องมันมีแค่นั้น”
“เชื่อก็บ้าแล้วใครก็พูดแก้ตัวได้ทั้งนั้นแหละ” คิรากรเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องพูดเรื่องเก่า เรื่องที่เขาเป็นฝ่ายถูกสวมเขาจากคนที่ไว้ใจที่สุด
“ยอมรับเถอะค่ะว่าที่พูดวนอยู่แต่เรื่องนี้เนี่ย เพราะพี่เองก็ไม่เชื่อว่าไอซ์มีอะไรกับพี่ต้นเหมือนกัน” ไอริณมองเสี้ยวหน้าคมด้วยความไม่พอใจที่เขาพูดวกเข้าเรื่องนี้ทุกที เธอหันหลังให้แววตาดุดันของคิรากรเพื่อลดการปะทะ คงไม่ดีแน่ถ้าลูกมาเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันในตอนนี้