น้ำพริกถ้วยเก่า1/3

1387 Words
“พี่รักมามี้ที่สุดในโลกเลย” เด็กชายซบลงบนไหล่บาง “มามี้ก็รักพี่คีย์ที่สุดในโลกเหมือนกันครับ” ไอริณลูบแผ่นหลังเล็กไปมา คนเป็นพ่อมองภาพตรงหน้าด้วยความสะเทือนใจ ใช่ว่าเขาไม่อยากให้แม่ลูกเจอกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมามันทำให้เขาต้องใจแข็ง “ไปกอดกันต่อในรถดีไหม ป๋าว่าข้างนอกมันร้อน” คิรากรเดินไปเปิดประตูรถให้ไอริณและลูกชาย “ป๋าพี่ขอนั่งกับมามี้ได้ไหม?” เด็กชายขอเพราะไม่อยากให้คิรากรดุ “ได้ แต่ห้ามดื้อห้ามปีนรถเหมือนเมื่อวานโอเคไหม?” เขาเข้มงวดกับลูกเรื่องความปลอดภัยเสมอ “โอเคครับ” “พี่จะพาลูกไปทานข้าวก่อนไอซ์เห็นว่าไง?” “พี่คีย์หิวข้าวเหรอลูก?” เธอรีบถามคนบนตัก “ใช่ครับพี่หิว ท้องพี่ร้อง จ๊อก! แบบนี้เลยนะมามี้” เด็กชายตบลงเบาๆ ที่หน้าท้องของตัวเองแล้วหันมาอมยิ้มให้ไอริณ “พาลูกไปทานข้าวก่อนก็ได้ค่ะ คงจะเล่นจนเสียพลังงานไปเยอะ ดูซิมอมแมมมาเชียว” คุณแม่ยังสาวหยิบกระดาษชำระมาเช็ดตามใบหน้าของลูกชาย “มามี้สวย” เด็กชายสำรวจใบหน้าของแม่และทำสายตาวิบวับ “ดูทำหน้าทำตาเข้า” นิ้วเรียวบีบแก้มนุ่มของคนบนตักด้วยความเอ็นดู “ป๋าก็ชมผู้หญิงแบบนี้ แต่พี่คีย์ชมมามี้คนเดียว” เด็กชายพูดไปหัวเราะไป “เชื่อได้ไหมเนี่ย?” “ได้ เพราะพี่คีย์พี่ไม่โกหกเหมือนป๋า” “จะบอกว่าป๋าโกหกว่างั้นเถอะ ร้ายนักนะเราเนี่ย?” “มามี้อย่าเชื่อป๋านะ ต้องเชื่อพี่คีย์คนเดียว” เด็กชายพูดไปย่นจมูกใส่พ่อไป “ใช่สิ พอมามี้ของตัวเองกลับมา ป๋าก็เป็นหมาหัวเน่าไม่สนใจกันเลยสินะ” “หมาหัวเน่าคืออะไรเหรอครับมามี้” เด็กชายเงยหน้าขึ้นถามผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัย “ไม่มีอะไรหรอกลูก มันเป็นคำเปรียบเทียบเฉยๆ” เด็กชายพยักหน้ารับแล้วหันไปมองผู้เป็นพ่อขับรถ คนตัวเล็กจ้องคิรากรอยู่สักพักก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกทำหน้าบูดบึ้ง “เป็นอะไรคีย์?” คิรากรหันมาถามอย่างอารมณ์ดี “ป๋าแอบมองมามี้” ไอริณหันขวับตามคนบนตักไปหาคิรากรทันที ก่อนที่ทั้งคู่จะประสานสายตากันโดยอัตโนมัติ “อะไรกันป๋าขับรถ ก็ต้องมองซ้ายมองขวาเพื่อความปลอดภัยสิ” คนถูกจับผิดทำเป็นเฉไฉ ไม่ยอมรับความจริง “แต่พี่เห็นนะว่าป๋าแอบมองแล้วก็ทำตาวิ้งๆ” เด็กชายทำตาแบบที่ คิรากรทำ “หวงมามี้เหรอ?” เขายักคิ้วถามคนตัวเล็กก่อนจะส่งสายตาเจ้าเล่ห์ให้อดีตภรรยา “ใช่พี่หวง มามี้คือของพี่คนเดียว” ไอริณส่ายหน้าไปมาให้กับความใสซื่อของคนตัวเล็ก “ไม่เอาน่าคีย์ไม่พูดกับป๋าแบบนี้นะครับ พี่คินก็เหมือนกันรู้ว่าลูกไม่ชอบยังพูดกวนอยู่อีก” ไอริณตำหนิสองพ่อลูกทันทีเมื่อเห็นว่าดูไม่เหมาะสม “ขอโทษครับ ป๋าก็แค่แหย่เล่น” คนเป็นพ่อยอมขอโทษก่อน “ป๋าขอโทษแล้วพี่คีย์ต้องขอโทษป๋าด้วย” “ไม่!” เด็กชายสะบัดหน้าหนีไปอีกฝั่งของรถ “คีย์ ชักจะเอาแต่ใจใหญ่แล้วนะป๋า ไม่ใจดีเหมือนมามี้นะจะบอกให้ถ้ายังทำตัวก้าวร้าวอีกป๋าจะตี” เขาพูดเพื่อให้เด็กชายกลัวและไม่แสดงพฤติกรรมไม่ดีออกมา แต่คำว่า ‘ตี’ ที่ออกจากปากคิรากรยิ่งกระตุ้นความรั้นของเด็กชาย “ป๋าใจร้าย ป๋าจะแย่งมามี้ไปจากพี่ ฮึก! ป๋าจะส่งมามี้ไปไกล พี่ไม่รัก ป๋า” คนตัวเล็กร้องไห้ออกมาอย่างหนัก คิรากรยอมรับว่าประโยคที่หลุดออกจากปากลูกชายช่างเหมือนมีดที่กรีดลงหัวใจจนเกิดแผลเหวอะหวะ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวหันไปสบสายตาเด็ก ชายด้วยความรู้สึกผิด เขาเลี้ยงลูกเองมาตลอดน้อยครั้งที่เด็กชายจะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา ไอริณเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขาเช่นกัน หรือนี่จะเป็นผลมาจากปัญหาครอบครัวจนทำให้ลูกเกิดปมในใจ “คีย์! ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน หรือว่า…คุณย่าเล่าอะไรให้ฟัง?” พักหลังเขาไม่ได้พาลูกกลับบ้านก็จริงแต่ว่ากะรัตก็แวะมาเยี่ยมเขาและที่คอนโดบ่อยเช่นกัน “ฮึก…ไม่บอก!” “ไม่เอาลูกไม่ร้องนะ มามี้ก็อยู่กับพี่คีย์แล้วไงครับ อีกอย่างป๋าไม่แย่งมามี้ไปจากพี่หรอก ป๋าเขารักพี่คีย์นะ อะไรที่เป็นความสุขของลูกป๋ายอมทำให้เสมอ” “แล้วทำไมตอนนั้นมามี้ต้องไปไกล เพราะป๋าแน่เลย พี่โป้งป๋า พี่จะไม่เล่นเลโก้เป็นเพื่อนป๋า” คนเป็นแม่ส่งยิ้มน้อยๆ กับสิ่งที่ลูกชายเข้าใจ ‘เด็กหนอเด็ก’ คำพูดและเหตุผลช่างด้อยประสบการณ์นัก “ถ้ายังทำตัวไม่น่ารักอยู่แบบนี้ มามี้จะไม่เรียกคีย์ว่าพี่อีกแล้วนะ” นี่คือสิ่งที่เด็กชายกลัวคนเป็นแม่จึงใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้าง “ไม่เอา มามี้ต้องเรียกพี่คีย์ ทีป๋ามามี้ยังเรียกพี่เลย” เด็กชายทำท่างอแงเอาแต่ใจไม่ยอมลด “นี่คีย์…” คนเป็นพ่อเริ่มทำหน้าเคร่งเครียดขณะเอ่ยน้ำเสียงเน้นหนัก “ไอซ์ขอคุยกับลูกเองค่ะ” คนเป็นแม่แทรกขึ้นเพราะเกรงว่าคิรากรจะเผลอดุลูกเหมือนครั้งก่อน คิรากรยอมหยุดคำพูดของตัวเองไว้แค่นั้นและปล่อยให้ไอริณจัดการต่อ “ถ้าอยากให้มามี้เรียกพี่ ลูกก็ต้องเป็นเด็กดีแล้วก็ฟังเหตุผลก่อนโอเคไหม” “ฮึก ฮือ…ครับ” “เมื่อกี้พี่คีย์บอกว่าป๋าส่งมามี้ไปไกล มันไม่ใช่ความจริงนะลูกพี่คีย์เข้าใจป๋าผิด ที่มามี้ไปอยู่ไกลเพราะมามี้ไปเรียนต่อแล้วก็ต้องดูแลงานที่นั่นให้เสร็จเรียบร้อยถึงจะกลับมาได้” แม้จะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดแต่เธอก็เลือกที่จะให้ลูกรับรู้เพียงเท่านี้ เพราะความจริงบางอย่างก็โหดร้ายเกินกว่าเด็กคนหนึ่งจะรับไหว “แล้วมามี้ทำงานเสร็จรึยัง?” “เสร็จแล้วครับ ต่อจากนี้มามี้จะกลับมาอยู่กับพี่คีย์ไม่ไปไหนไกลแล้ว” ไอริณยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มคนตัวเล็ก “ทีนี้เข้าใจป๋ากับมามี้แล้วใช่ไหม?” “เข้าใจครับ” “แล้วยังโกรธป๋าอยู่รึเปล่า?” คิรากรถามขึ้นหลังจากฟังทั้งสองคุยกันอยู่นาน “พี่ไม่โกรธแล้ว” เด็กชายส่งยิ้มน้อยๆ ให้สารถีหนุ่มที่กำลังขับรถเข้าจอดร้านอาหาร ก็เป็นซะอย่างนี้ โกรธง่ายหายเร็วเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่งนี่คือสโลแกนประจำตัวของ เด็กชายคุณากร ทวีกิตติพัฒนะ “ถ้างั้นก็ลงไปทานข้าวกัน” คิรากรเดินลงมาเปิดประตูให้สองแม่ลูก พร้อมกับอุ้มเด็กชายขึ้นมาแนบอก ไอริณเดินตามทั้งคู่เข้ามาร้านอาหารเงียบๆ ดวงตากลมมองเด็กชายชายวางคางไว้บนไหล่ของคนเป็นพ่อหันมาส่งยิ้มให้เธอย่างมีความสุข พอนึกถึงสิ่งที่ลูกพูดออกมาตอนที่อยู่ในรถคนเป็นแม่ก็อดห่วงความ รู้สึกของคนตัวเล็กไม่ได้ “ป๋าใจร้าย ป๋าจะแย่งมามี้ไปจากพี่ ฮึก! ป๋าจะส่งมามี้ไปไกล พี่ไม่รักป๋า” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กคนหนึ่งต้องเติบโตขึ้นมาในช่วงที่ชีวิตคู่ของพ่อแม่ไปต่อไม่ได้ ไอริณไตร่ตรองดูแล้วว่าควรจะคุยเรื่องลูกกับคิรากรอย่างจริงจังสักทีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD