บทนำ
เพล้ง!! เพล้ง!!
‘เสียงอะไร’
พลางดำริพระวรกายอรชรที่ดูระเหิดระหงลุกขึ้นนั่งหลังจากเพิ่งเข้าบรรทมไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม กำลังอยู่ในภวังค์จวนเจียนเคลิ้มหลับเสียงดังเอะอะกับเสียงราวดาบกระทบกันทำให้รู้สึกตัว
ดวงเนตรคู่เรียวงามติดแววดุนิดๆ เพ่งมองออกไปด้านนอกแล้วก็เห็นคนสนิทเปิดประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน จึงเปิดม่านบางที่บังอยู่ขยับพระวรกายเพื่อลงจากแท่นบรรทม
“องค์หญิง”
อีกฝ่ายเสียงน้ำเสียงสั่นเครือ รีบเข้ามาเกาะพระชงค์
“ข้างนอกมีอะไรน่ะซูหลิน”
“หม่อมฉันไม่แน่ใจ สับสนไปหมดแล้วเพคะ แอบดูเห็นทหารรักษาวังพยายามจะควบคุมทหารองครักษ์ในตำหนักเพคะ แล้วยังมีทหารองครักษ์ตำหนักอื่นมาช่วยทหารรักษาวัง ไม่นานองครักษ์ตำหนักสือหนิงอาจต้านไม่ไหวเพคะ”
ได้ฟังแล้วพระวรกายอรชรก็ลุกพรวด พระพักตร์งามแจ่มจรัสแม้ไร้สีสันแต่งแต้มเต็มไปด้วยความกังวล
“จิ้นเอ๋อร์”
พระโอษฐ์อิ่มสีกุหลาบพึมพำก่อนรีบรุดก้าวไปยังประตู ทำให้คนสนิทต้องรีบคว้าฉลองพระองค์ตามมาคลุมให้พร้อมกระซิบ
“ระวังพระองค์เพคะ”
“จิ้นเอ๋อร์มีอันตราย”
องค์หญิงลี่เพ่ยเชี่ยนร้อนพระทัย แม้จะหวาดหวั่น ทว่าความห่วงใยในน้องชายนั้นมีมากกว่า
ซุนซูหลินนางกำนัลคนสนิทกึ่งประคองกึงโอบนายตนเลี่ยงการปะทะด้านนอกตำหนักไปด้านหลัง ทั้งที่ไม่รู้ว่าออกไปแล้วจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใด หากตนก็พร้อมปกป้องนายอย่างถวายชีวิต
สองร่างบอบบางลัดเลาะไปยังประตูต่างๆ ได้ยินเสียงดาบและเสียงตะโกนโวยวายอยู่รายรอบ ได้แต่ภาวนาให้ไม่มีฝ่ายตรงข้ามมาเห็นพวกตนเสียก่อน
จะว่าไปแล้วก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นพวกเดียวกัน ใครคือผู้อื่น
กระทั่งผ่านอุทยานก็ต้องชะงักถอยหลบกลับไปยังซอกหินจำลองกับต้นไม้เพราะได้ยินเสียงกลุ่มคน แต่เมื่อเห็นว่าผู้ที่กำลังถูกพาเดินไปยังที่ใดที่หนึ่งนั้นเป็นผู้ที่องค์หญิงกำลังเป็นห่วงก็ทรงก้าวพรวดออกไปขวางโดยที่ซูหลินรั้งไว้ไม่ทัน
“หยุดนะ พวกเจ้าจะพาจิ้นเอ๋อร์ไปไหน”
“พี่หญิง ฮือๆ”
องค์ชายลี่อี่จิ้นในวัยหกชันษาสะอื้นขึ้นมาเมื่อเห็นพระพี่นาง ก่อนหน้านี้ทรงพยายามกลั้นเอาไว้อย่างเต็มที่ทั้งที่หวาดกลัวมาก
“ปล่อยจิ้นเอ๋อร์นะ”
พร้อมรับสั่งองค์หญิงเพ่ยเชี่ยนก็ตรงเข้าผลักทหารหลายคนเพื่อจะเข้าไปให้ถึงพระอนุชา
“พี่หญิง ช่วยด้วย”
หัวหน้าองค์รักษ์ตำหนักองค์ชายอี่จิ้นพยักหน้าเล็กน้อยทหารก็ปราดเข้ามาเพื่อจับพระวรกายอรชร ทว่าซูหลินก็รีบวิ่งมาขัดขวางไม่ยอมให้ผู้ใดแตะองค์หญิงของตน
“บังอาจ ล่วงเกินองค์หญิงพวกเจ้าหัวขาดแน่”
“หึๆ”
หัวหน้าองครักษ์ขององค์ชายน้อยหัวเราะในลำคอ
“มาดูกันว่าใครกันแน่จะรักษาหัวเอาไว้ได้”
พูดจบก็พยักพเยิดซ้ำ ทหารสองคนทำตามคำสั่งทันควัน
“อย่าเข้ามานะ”
แม้ซูหลินจะพยายามขวางไว้ นางก็ถูกดึงออกและจับตัวไว้
องค์หญิงเพ่ยเชี่ยนไม่สนพระทัยทหาร ทอดพระเนตรพระอนุชาที่ตัวสั่นและกลั้นก้อนสะอื้นมองพระองค์ด้วยแววตาละห้อยก็ให้ยิ่งสงสารนัก
“ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย แต่ต้องให้จิ้นเอ๋อร์อยู่กับข้า”
“ไม่ได้ทรงมีสิทธิ์ต่อรองพ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าองครักษ์เสียงเข้ม
พระวรกายอรชรขยับเข้าไปยืนชิดเขา จ้องด้วยพระเนตรวาววับพลางตรัส
“อย่างไรข้าก็ยังเป็นองค์หญิง และจิ้นเอ๋อร์คือผู้ที่จะได้ครองบัลลังก์มังกร”
“เวลานี้อาจไม่เป็นเช่นนั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สิ่งที่หัวหน้าองครักษ์พูดทำให้ทรงดำริขึ้นมาได้ในทันใด
ก่อกบฏ!!
ใครกันบังอาจถึงเพียงนี้ น่าจะฉุกพระทัยตั้งแต่ที่มีคนควบคุมตัวพระอนุชาแล้ว
“จิ้นเอ๋อร์”
ทรงผลักร่างสูงกำยำของหัวหน้าองครักษ์โถมจะไปคว้าร่างน้อยของพระอนุชา ทว่าดาบหลายเล่มยื่นมาสกัดเบื้องหน้า ทั้งน้องน้อยยังถูกฉุดให้ถอยห่างพระองค์ไปอีก
“พี่หญิง”
“พวกเจ้าบังอาจนัก”
องค์หญิงเพ่ยเชี่ยนตรัสสุรเสียงเข้ม
“ข้าเพียงต้องการอยู่กับจิ้นเอ๋อร์ก็ไม่ได้เชียวหรือ”
“หยุด!”
เสียงเข้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นพร้อมร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่ามั่นคง
“ลดดาบของพวกเจ้าลง”
ผู้มาใหม่สั่ง
“ท่านรองแม่ทัพ ข้าได้รับคำสั่งให้ทูลเชิญองค์ชายอี่จิ้นไปยังท้องพระโรง”
หัวหน้าองครักษ์ขององค์ชายบอกเสียงเรียบ ท่าทางไม่ได้เป็นมิตรกับผู้มาใหม่ ทว่าก็เหมือนไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม
องค์หญิงเพ่ยเชี่ยนเหลือบมองเจ้าของร่างสูงใหญ่ด้วยแววพระเนตรไม่พอพระทัย มองปราดเดียวก็รู้ว่าคนพวกนี้สมคบคิดกบฏ แม้ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อน ดูเหมือนจะไม่ใช่ทหารในเมืองหลวงด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่ามีการระดมกำลังพลบุกยึดพระราชวัง และทหารในวังบางส่วนก็ร่วมมือด้วย
“ข้ารู้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้กับทั้งสองพระองค์ อีกอย่างฝ่าบาทมีรับสั่งให้กุมตัวอยู่ในตำหนักของพระองค์เองก่อน ข้างนอกยังไม่เรียบร้อย”
“เช่นนั้นหรือ”
หัวหน้าองครักษ์ดูจะเชื่อผู้มาใหม่โดยไม่ติดใจใด
“จิ้นเอ๋อร์”
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดขยับอีก องค์หญิงเพ่ยเชี่ยนก็รีบก้าวผ่านทหารที่ยืนขวางไปยังร่างน้อย ขณะที่พระอนุชาก็โผมาหาพระองค์เช่นกัน ทรงรีบคว้าน้องน้อยมากอดแนบพระอุระ ยิ่งทำให้อีกฝ่ายปล่อยโฮออกมาในที่สุด
“พี่อยู่นี่แล้วจิ้นเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว พี่จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องน้องพี่ได้เด็ดขาด”
เสียงขยับดาบรอบพระวรกาย ปลายพระเนตรเรียวงามปราดมองโดยรอบ ปลายดาบหลายเล่มต่างก็มุ่งมายังพระองค์และพระอนุชา แน่นอนว่าทรงตระหนก กระนั้นก็ทำพระทัยแข็งเชิดพระพักตร์ราวไม่กลัวเกรงสิ่งใด พระเนตรเรียวงามหยุดนิ่งที่เจ้าของดวงตาคมเข้มแสนดุดันที่จ้องมาด้วยใบหน้าราบเรียบ
เขาเป็นใคร พูดไม่กี่คำทหารองครักษ์ก็เชื่อฟังแล้ว
======