เคเซนพาฉันนั่งรถลีมูซีน โดยมีคนขับรถให้ ฉันไม่พูดกับเขา สายตามองทะลุกระจกสีดำ ดูวิวทิวทัศน์ภายนอก
ภูมิประเทศของที่นี่ ผิดกับเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัด ในเมืองหลวงที่ว่าเจริญแล้ว เจริญได้แค่จังหวัดหนึ่งของเราเท่านั้น สองข้างทางค่อนข้างแห้งแล้ง ต้นไม้หาใบแทบไม่เห็น สีที่มองเห็นรอบๆ ตัว มีเพียงสีน้ำตาล ดำ เหลือง และสีขาว นอกจากบนท้องฟ้า จึงจะเห็นสีฟ้าบ้างเท่านั้น ภูเขาที่เห็นสุดลูกหูลูกตาส่วนใหญ่เป็นภูเขาหิน ไม่มีต้นไม้ มีเพียงบ้านเรือนของประชาชน ปลูกตั้งอยู่แถบหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหิน เพื่อเป็นที่หลบลมพายุ พัดผ่าน ลักษณะบ้าน ส่วนมาก เป็นทรงสี่เหลี่ยม บนหลังคา จะมีจำพวกฟางหรือกิ่งไม้ไว้สำหรับเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยง
สัตว์เลี้ยงของที่นี่ มีลักษณะเหมือนวัว แต่ขนยาวกว่า เรียกว่า ตัว ยัค (yak) ไม่ว่าจะไปไหน ก็จะเจอแต่ตัวยัค แม้แต่อาหารก็ทำมาจากเนื้อยัค นมยัค แถมมันยังเดินเร็วกว่าเราอีกด้วย เห็นเคเซนบอกว่าตัวยัคมันมีปอดใหญ่ เหมาะสมกับการแบกคน และขนสิ่งของ
ฉันตื่นตากับภาพที่ได้เห็นมาตลอดทาง ยิ่งเห็นบ้านดิน ที่ปลูกบนภูเขา ลดหลั่นกันลงมา ยิ่งทึ่ง ในการดำรงชีวิตของคนที่นี่ เพราะเขาสามารถปรับตัวเอง ให้เข้ากับภูมิประเทศได้เป็นอย่างดี
เมืองที่ฉันกำลังผ่านอีกเมืองหนึ่ง ฉันมองเห็นควันที่กำลังพวยพุ่ง เป็นหย่อมๆ จึงหันมาเพื่อจะเอ่ยปากถามคนที่นั่งคอเข็งหลังตรงอยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเขาก็พูดออกมาก่อน
“ พวกที่ชอบก่อความไม่สงบ เผา ทำลายบ้านเรือนของคนบริสุทธิ์ เพื่อเรียกร้องสิ่งที่ตัวเองบอกว่าคือความถูกต้อง ”
“ แล้วอะไรที่เรียกว่าความถูกต้อง ” ฉันเลิกคิ้วสงสัย
“ พวกที่ขอแยกตัว อยากปกครองตัวเอง ไม่ขึ้นอยู่กับการปกครองขององค์ยัสฟา ”
“ แล้วทำไมจึงไม่ให้เขาล่ะ ”
“ ส่วนใหญ่บางคนที่อยู่เมืองนี้ ไม่เห็นด้วย แต่คนที่ทำน่ะ มีเงิน และอำนาจ และอาจได้รับความช่วยเหลือลับๆ จากคนที่ต้องการให้เปรมาลุกเป็นไฟ ”
“ แล้วการกำจัดคนพวกนี้ยากมากหรือ ”
ฉันถามเขาอีก เพราะต้องการข้อมูล จริงจัง และพยายามตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังบอก ถ้าเป็นเรื่องงานน่ะฉันก็เต็มที่ อีกอย่างฉันเพิ่งเรียนจบมา ผลงานอะไร จับใคร ฉันก็ยังไม่เคยทำ มาอยู่ที่นี่ ฉันอาจต้องฆ่าคนด้วยหรือเปล่า แต่จากที่มองดูสถานการณ์รอบๆ ตัว น่าจะหนีไม่พ้น เอาล่ะวะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ความปราณี มักไม่มี ในสงคราม
“ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ตอนนี้ พวกมันมีท่านมาเรีย ท่านแม่ขององค์ ยัสฟาอยู่ในมือ เราจึงทำอะไรรุนแรงมากไม่ได้ พวกข้าราชการบางคน ก็อาจมีพวกของมันแฝงอยู่โดยเราไม่รู้...ทำอะไรทุกอย่างต้องระมัดระวัง อันตรายอยู่รอบตัวเรา ”
เอี๊ยดดด!!...ปึ้ก!!
ตู้ม!!
ปัง!ๆๆๆ
“ ก้มหัวไว้ซิน!! ”
เสียงเบรกของรถ ทำให้ศีรษะของฉันชนกับเบาะด้านหน้า มาพร้อมกับสียงระเบิด เสียงปืนดังสนั่น เคเซนหัวฉันกดให้ต่ำลง นี่คอฉันจะหักแล้วนะ
ฉันไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ เงยหน้าขึ้นมองด้านหน้า เห็นบุรุษในชุดสีดำหลายคน ปิดหน้ายืนจังก้าเล็งปืนยาวมาที่รถของเรา คนขับรถนั่งคอพับ เลือดหยดไหลออกมาเป็นทาง ตกใจเหมือนกัน นี่ถ้าไม่ผ่านการฝึก หรือเคยได้ยินเสียงระเบิดกับปืนมาบ้าง คงช๊อคกับเหตุการณ์ตรงหน้าไปแล้ว
เคเซน เปิดกระเป๋า หยิบปืนที่อยู่ในนั้น ออกมาส่งให้ฉันหนึ่งกระบอก เขาขึ้นลำของเขาทันที ฉันไม่รอช้ารีบขึ้นลำทันทีเช่นกัน หัวใจฉันเต้นแรง คิดถึงแม่ คิดถึงเพื่อน คิดถึงในหลวง นี่ฉันจะมีโอกาสได้กลับไปไหว้แผ่นดินเกิดของฉันหรือเปล่า
“ พร้อมไหม ” เคเซนหันมาถาม เมื่อเสียงปืนสงบลง พวกนั้นคงคิดว่า เราตายไปแล้ว เราสองคน กับปืนสองกระบอก จะสู้พวกมันได้อย่างไร จ่อมาขนาดนั้น
“ พร้อม ตั้งแต่...ตกลงแล้ว แต่ ” ฉันยังพูดไม่จบ เคเซนทำท่าจะเปิดประตูรถลงไป
หมับ!!
ฉันรีบจับแขนของเขาไว้ก่อน จะลงไปตายหรือไงวะ...
“ ทำไม ” คิ้วของเขาขมวดมุ่น บนใบหน้าที่ดูเคร่งเครียด กังวล
“ ขอมีด มาตัดชายกระโปรงหน่อย ไม่ถนัด ” เคเชนห์ส่งมีดให้ ฉันรีบกรีดชายกระโปรงออก ให้สั้นเหนือเข่าขึ้นมาหน่อย
“ ทีนี้นายก็นับ สามสองหนึ่ง แล้วเราค่อยเปิดประตูออกคนละด้าน โอเคไหม ”
เมื่อเคเซนพยักหน้าตอบรับ ฉันตั้งสติสามวิ นี่คือการใช้พลัง ที่บังคับด้วยจิต ของฉันครั้งแรก กับคน เพราะที่ผ่านมา ฉันมักจะใช้กับสิ่งของในห้อง หรือในบ้าน ที่ไม่มีใครเห็นนอกจากแม่ ฉันคุมพลังนี้ได้เพราะฝึกนั่งสมาธิบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก
“ สาม...สอง..หนึ่ง..ไป ”
ปัง!!ๆๆๆๆ
เสียงปืนที่ได้ยิน ออกมาจากปากกระบอกปืนของฝ่ายตรงข้าม และของเรา กระสุนของเราเข้าสู่ร่างของชายชุดดำที่ละนัด จนพวกมันทรุดลงไปทีละคน แต่กระสุนที่ออกมาจากปากกระบอกปืนของพวกมัน ลอยคว้างอยู่ตรงกลางอากาศ ก่อนล่วงลงสู่พื้นทีละนัด
แกร๊ง!!ๆๆๆๆ
“ เธอ!!...”
เคเซนหันมาสบตา ก่อนเบิกตากว้าง คิ้วเข้มขมวดมุ่น คงคาดไม่ถึง
ฉันได้แต่พ่นลมหายใจออกมา ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ฉันฆ่าคน!!พวกนั้น ฉันไม่เคยมีความแค้น และไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ....
( แล้วที่พ่อต้องเสียชีวิตเพราะใครก็ไม่รู้ล่ะซิน...พ่อยังไม่เคยรู้จัก หรือเคยทำอะไรเขาเลย ).เสียงที่สะท้อนกลับมาในโสตประสาท ทำให้สมองฉันสับสน
แต่ยังไงฉันก็เป็นตำรวจนะ...มีหน้าที่ปกป้อง และรักษากฎหมายไม่ใช่หรือไง
“ ฉันฆ่าคน...เหมือน...ผักปลา ” ฉันรำพึงกับตัวเอง
“ ที่นี่กฎหมายใช้กับคนพวกนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่ฆ่า คนที่นอนอยู่ตรงนั้น ก็คือเรา ” เคเซนตบไหล่ฉัน เตือนสติ ฉันยิ้มให้เขาบางๆ ที่มุมปากอย่างฝืนเต็มที ก่อนพยักหน้าให้
“ ทำไมพวกนี้ถึงจะฆ่าเรา ”
“ มันฆ่าทุกคน ที่มันต้องการจะฆ่า เพื่อก่อความไม่สงบ และเพื่อความสะใจ โดยไม่มีเหตุผล ”
“ งั้น...ก็สมควรตายแล้ว...”
“ เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวก็แห่กันมาทั้งกองทัพหรอก ”
เคเซนกลับไปหยิบของสำคัญหลังรถ ฉันยืนมองต้นทางให้รอบๆ เพราะเกรงว่า จะมีใครมาซุ่มอยู่อีก
“ เราคงไปด้วยรถยนต์ไม่ได้แล้ว แถวนี้ มีพวกของมันอยู่มาก เธอต้องเปลี่ยนชุด ” เคเซนพูด พลางเหลือบตาไปมองที่ศพของพวกชุดดำ
“ ได้ เราจะเปลี่ยนใส่ชุดของพวกนั้น ”
“ ไม่ใช่...ฉันเตรียมไว้ให้เธอแล้ว เธอจะได้ไม่ทนกลิ่นของพวกมัน รีบใส่สิ ”
เคเซนเทของในกระเป๋าใส่เสื้อผ้าออก เขาแอบไปตัดชุดไว้ให้ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่นี่ ตอนนี้ไม่มีเวลาถาม ดีเหมือนกัน ฉันใส่มันได้พอดี ถ้าใส่ของพวกนั้น คงดูรุ่มร่ามน่าสงสัย ที่สำคัญ เรื่องกลิ่น คงไม่โสภาเท่าไร
ฉันและเคเซนไม่รอช้า รีบเปลี่ยนชุดทันที เขาหันหน้าไปอีกทาง ให้ฉันสวมชุดดำได้สะดวกขึ้น มีผ้าปิดหน้าและหมวก เขาบอกว่าไม่อยากให้ใครสงสัยว่าฉันเป็นผู้หญิง
เราออกเดินทางไปอีกด้าน ที่ดูน่าจะปลอดภัย และให้ห่างจากบริเวณนี้มากที่สุด เพื่อติดต่อให้คนของเขามารับเราอีกที สัญญาณโทรศัพท์ใช้กับที่นี่ไม่ได้ นอกจากวิทยุสื่อสาร ที่ต้องล็อคช่องการสื่อสารเอาไว้ และเกรงว่าจะถูกแฮ็ค ถ้าพวกนั้นจับคลื่นวิทยุของเราได้
แดดเริ่มร้อนมากขึ้น แถมไม่มีต้นไม่ให้หลบสักต้น ยังกับอยู่ทะเลทราย
จริงเหมือนที่เขาบอก การฝึกรบของที่นี่จึงเหนือกว่าเรามาก เพราะด้วยภูมิประเทศ ที่แห้งแล้ง รอบๆ มีเพียงภูเขาหินน้อยใหญ่ แม้แต่ต้นไม้ ก็ยังไม่อยากมีชีวิต ฉันเคยฝึกดำรงชีพในป่า แต่นั่น มีต้นไม้เต็มไปหมด ทางเดินที่มีใบไม้แห้งและหญ้าเป็นพรหม ไม่ใช่หินล้วนๆ แบบนี้
ฉันเดินตามหลังเคเซน ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จุดหมาย แต่เขาคงรู้ทาง เพราะเห็นเปิดเข็มทิศดูตลอดเวลา
เราไม่พูดคุยกันมากนัก เพราะกลัวจะหมดแรง มองเห็นเขาจากทางด้านหลัง เขาดูเข็งแรงในชุดดำคล้ายทหาร ช่วงขาที่ย่างก้าวมั่นคง เขามักจะหันมามองบ่อยๆ ด้วยสายตาห่วงใย ( แกห้ามหลงเสน่ห์เขานะซินเซีย ไม่งั้นแกจะถอนตัวลำบาก แกต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนไหวเด็ดขาด..จำไว้!! ฉันพยายามเตือนตัวเอง)
“ เกือบพ้นเขตนี้แล้ว แต่เราต้องเดินข้ามเขาลูกโน้น...ไหวไหม ”
สายตาคมอ่อนโยนที่ทอดมาให้ ทำให้ฉันก้มหน้าหลบมองลงพื้นดินลูกรัง ก่อนตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า เพราะเราเดินกลางแดดร้อนๆ มาหลายชั่วโมงไม่ยอมพัก ข้าวยังไม่ได้กิน น้ำก็ไม่มีตกถึงท้อง พระอาทิตย์ก็กำลังจะลับฟ้า
“ ไหว...ตั้งแต่ตอบตกลง แล้วก็คิดถึงเงินห้าสิบล้าน ที่ยังไงก็ต้องกลับไปใช้มันให้คุ้มค่า กับความลำบากลำบน ” ฉันยิ้มกว้างให้เขา ถึงแม้ภายในใจจะอ่อนล้าก็ตาม ไม่ต้องการให้ใครหน้าไหน มาดูถูกผู้หญิงไทยอย่างเรา
“ ข้ามเขาลูกนี้ ก็จะเจอลำธาร อีกเดือนก็จะกลายเป็นธารน้ำแข็ง ”
“ งั้นก็รีบไปสิ...ขืนช้ากว่านี้นายต้องแบกฉันไปแล้วล่ะ ” ฉันพูดติดตลก ทำให้เขายิ้มออกมา ก่อนส่ายหน้าหมุนตัวเดินนำต่อไป
นาทีนี้ เราจะมีความเห็นไปในทางเดียวกัน เหมือนฉันกำลังปฏิบัติหน้าที่ มีเขาเป็นผู้บังคับบัญชา เขาเป็นเจ้าของพื้นที่ ย่อมรู้ดีกว่าฉันอย่างแน่นอน
ก่อนที่เราจะข้ามเขต หูฉันพลันได้ยินเสียงบางอย่าง เหมือนอยู่ใกล้ๆ เรา ฉันรีบดึงแขนเคเซนให้หยุด เขาหันมาหา สายตาคมบ่งบอกว่าสงสัย
“ หมอบลงก่อน ”
เราสองคนหมอบลงหลังก้อนหินก้อนใหญ่ ฉันจึงกระซิบถามเขาเบาๆ
“ ก่อนข้ามเขต มีการลาดตะเวนของพวกมันไหม ”
“ น่าจะมี ”
“ พวกมันใช้ม้า...น่าจะไม่ต่ำกว่าสิบตัว ”
“ เธอรู้ได้ไง ”
“ หูของฉันได้ยินเสียงที่ห้าเดซิเบล เหมือนสุนัข ในขณะที่คนปกติ เขาได้ยินที่ยี่สิบห้าเดซิเบล ”
“ รู้ขนาดนี้ ทำได้ขนาดนี้ หายตัวได้เลยไหมนี่ ”
“ นั่นคงไม่ใช่คนแล้ว..นายอย่าเพิ่งกวนอารมณ์ฉันถ้าฉันโมโห ฉันจะเหวี่ยงนายให้กระเด็นไปโน่นเลย ”
ไหนๆ เขาก็รู้แล้ว เอามาขู่ให้กลัวซะเลย
“ แน่จริงก็ทำเลย อย่ามาดีแต่ขู่! ”
“ นายนี่!! ”
“ ชู่ว์วว..” เคเซนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก เป็นสัญญาณบอกให้เงียบ....ใช่!..เสียงควบม้า กำลังจะมาถึงตัวเราแล้ว
เรานอนหมอบราบ หลบพวกนั้นอย่างสุดชีวิต ตัวใกล้ชิดกันมาก เพราะก้อนหินที่บังเราสองคนมีที่จำกัด ฉันไม่ได้กลัวพวกมันหรอก แต่ถ้าไม่จำเป็น ฉันก็ไม่อยากฆ่าคนอีก
ความมืดเริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงแสงจันทร์ ที่โผล่ขึ้นมา ทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ ที่ลับขอบฟ้า
เราเดินไปด้วยกันเงียบๆ ใช้แสงจันทร์ส่องนำทาง คิดถึงเพลง แสงจันทร์ ของมาลีฮวนน่าจัง
ป่านนี้พวกเพื่อนๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง คงไม่คิดสินะ ว่าเวลานี้ ฉันกำลังเดิน..เดิน...เดิน...อยู่กับชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์
“ คิดถึงบ้านใช่ไหม ” เคเซนหยุดเดิน แล้วหันมาถาม ราวกับมานั่งอยู่กลางใจ
“ ฮื่อ ”
“ อยากกลับไหม ”
ฉันรู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน ตั้งแต่ก้าวลงมาเหยียบลงบนแผ่นดิน ความรู้สึกตอนนั้น ขนลุกซู่...เกิดภาพในหัวสลับซับซ้อนจนจับอะไรไม่ได้ ลำดับไม่ถูก ดีใจเหมือนได้กลับบ้านจนน้ำตาร่วง ก่อนจะรู้สึกมึน จนแทบจะเป็นลม เกือบหงายหลัง ถ้าเคเซนไม่ประคองไว้ก่อน
“ ที่นี่ก็คือบ้านเหมือนกัน ฉันรู้สึกเหมือนเคยอยู่ที่นี่ เคยหนีแบบนี้กับใครคนหนึ่ง แล้วเราก็หนีไม่พ้น คิดถึงเขาเหลือเกิน เราต้องพรากจากกันนานแสนนาน ”
ฉันปวดแปล๊บบริเวณหัวใจ เหมือนใครเอามีดแหลมๆทิ่มแทง ฉันหายใจไม่ออก ทรุดตัวล้มลง เคเซนรีบเข้ามาประคองไว้ ฉันกำลังคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ต้นไม้ที่เห็นเพียงเงาในความมืด เริ่มสั่นไหว เศษก้อนหินเริ่มรวมตัวลอยสูงขึ้นไป และหมุนตามแรงลม เพราะพลังในตัวฉัน
“ ซินเซีย เธอเป็นอะไร ” เคเซนนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้า ตกใจกับอาการงอตัวกุมหน้าอกของฉัน รู้สึกเจ็บปวดเจียนขาดใจ ทำไมฉันจึงเป็นแบบนี้ ตอนอยู่เมืองไทย ฉันไม่เคยเจ็บปวดขนาดนี้เมื่อคิดถึงมัน
“ เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหมราจีฟ ”
“ เธอพูดอะไรซิน ชักไปกันใหญ่แล้ว เธอคงหิวข้าวเลยเพ้อหรือไง ”
“ ฉันจะไม่ยอมให้ใครพรากเธอไปอีก ฉันจะฆ่ามันให้หมด ใครทำเธอเจ็บมันต้องเจ็บกว่า...พระองค์อย่านำตัวเขาไป...ได้โปรดเมตตาแอลล่า...นำแอลล่าไปด้วย...แอลล่าอยู่ไม่ได้ ถ้าปราศจากราจีฟ.. ”