(หลายวันต่อมา)
บ้านพักตากอากาศริมทะเลของคุณวันชัยดูครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะมีการจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีเพราะมีเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ แต่คนที่เงียบขรึมไม่ค่อยพูดจาคือราเชนทร์คนสำคัญของงานนี้
“ทุกคนครับ ผมขอตัวสักครู่นะครับ”
“คุณราเชนทร์จะไปไหนคะ”
“ไปสูบบุหรี่ครับ”
“งั้นฉันไปด้วย”
อิทธิลุกขึ้นตามเพื่อนออกมาที่ริมหาดเพราะตัวเองก็อยากสูบบุหรี่เช่นกัน
“ไงมึง ไหนว่าเจอคนที่เหมาะสมแล้วทำไมหน้าตาไม่เบิกบานเลยวะ”
อิทธิเอ่ยถามในขณะที่ราเชนทร์พ่นควันบุหรี่สีเทาคละคลุ้ง
“เอ้า... ทำไมไม่ตอบวะ”
“แกจะให้ฉันตอบว่าอะไร”
“ก็แกชวนฉันมาที่นี่เพื่อดูหน้าคนที่แกบอกว่าเหมาะสมจะเป็นแม่ของลูก แล้วทำไมหน้าตาแกดูไม่เบิกบานเลยวะ”
“ฉันต้องเป็นยังไง ต้องยิ้มตลอดเวลาเหมือนคนเมาก***าแบบนั้นเหรอ”
“ไม่ใช่โว้ย อย่างน้อย ๆ หน้าตาแกก็น่าจะสดชื่นเหมือนกับคนที่กำลังจะมีเมียเข้าใจไหม”
“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันกำลังจะมีเมีย สิ่งที่ฉันต้องการก็แค่แม่พันธุ์ที่จะให้ลูกดี ๆ กับฉันได้ก็เท่านั้นเอง”
ประโยคนั้นของราเชนทร์ทำให้มินตาที่แอบฟังโดยไม่ได้ตั้งใจรู้สึกขนลุกซู่
“แกก็พูดไปได้ แม่ของลูกก็คือเมียหรือเปล่าวะ”
“ไม่รู้สิ แกจะคิดยังไงก็คิดไปเถอะ”
“ว่าแต่ทำไมแกถึงเลือกคนนี้วะ”
“เพราะคล้ายเดือนพูดน้อยที่สุดในบรรดาผู้หญิงที่ฉันเจอมา หน้าตาดี การศึกษาดี ถ้าเธอมีลูกให้ฉัน ฉันก็คงจะได้ลูกที่ฉลาด ฉันสืบมาแล้วว่าผู้หญิงคนนี้เรียนจบเกียรตินิยมจากอเมริกา”
“โห นี่แกสืบถึงขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
“ใช่สิ ฉันจะสร้างเด็กขึ้นมาหนึ่งคน ฉันก็ต้องหาแม่พันธุ์ที่ดี ถ้าไม่มีแม่พันธุ์ที่ดีจะได้ลูกที่ดีได้ยังไงวะ”
“โอ๊ย! ฉันไม่อยากฟังแกแล้ว ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนแกอยากได้ลูกวัวลูกควายยังไงก็ไม่รู้”
“หึ หึ หึ”
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินคำเปรียบเปรยของเพื่อนสนิท
“แล้วแต่แกจะคิดเถอะ”
“แกคิดว่าสินสอดสักเท่าไหร่วะ”
“ก็... สักร้อยล้านมั้ง เครื่องเพชร โฉนดที่ดินอีกต่างหาก”
“ทำไมแกคิดว่าจะถูกขนาดนั้นล่ะ”
ถูกเหรอ!!!
มินตาอุทานในใจเมื่อได้ยินอิทธิบอกว่าสินสอดที่กล่าวมานั้นถูก
“ก็บ้านนี้กำลังจะล้มละลายอยู่รอมร่อ แค่นี้ก็รีบคว้าแล้วเชื่อเถอะ”
ใบหน้าหวานร้อนผ่าวเมื่อได้ยินคำพูดที่ราเชนทร์ดูแคลนครอบครัวบิดาเธอ
“อืม... ฉันจะบอกอยู่เหมือนกัน คิดว่าแกยังไม่รู้”
“แกคิดว่าคนอย่างฉันสะเพร่าขนาดนั้นเลยเหรอวะอิทธิ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจทำอะไรฉันสืบมาหมดแล้วเชื่อเถอะ”
“เออ ๆ”
“อีกเหตุผลที่ฉันเลือกคล้ายเดือนก็เพราะบ้านเขากำลังล้มละลายนี่แหละ”
“ทำไมวะ”
“ก็คนเราเวลาที่มีเงินหรือมีอำนาจทัดเทียมกันมันจะอยู่ด้วยกันได้ยาก ทำอะไรต้องคอยเกรงใจคอยระวัง แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอะไรที่ด้อยกว่ามันก็จะง่ายขึ้น ตอนนี้ทางโน้นกำลังจะล้มละลาย ฉันก็คือคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าใจหรือยัง”
“สิ่งที่แกกำลังจะบอกฉัน คือแกต้องการเมียที่มีฐานะด้อยกว่าเพื่อที่จะได้ทำทุกอย่างตามใจงั้นสิ”
“ก็ประมาณนั้น ฉันไม่ชอบคนที่จุกจิกน่ารำคาญ ฉันอยากได้แม่ของลูกที่พร้อมจะเชื่อฟังฉันทุกอย่างโดยไร้ข้อโต้แย้ง ฉันไม่ชอบให้ใครหรืออะไรอยู่เหนือการควบคุม การที่ครอบครัวคล้ายเดือนต้องการพึ่งพาเงินฉัน มันจะทำให้ฉันได้อย่างที่ฉันต้องการ”
“แกนี่มันร้ายกว่าที่ฉันคิดไว้นะไอ้ภู”
“ฉันว่าไม่ร้ายนะ เพราะฉันก็ให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ เงินจะช่วยให้ทุกอย่างสงบและผ่านไปได้อย่างสวยงาม”
มินตาเดินกลับเข้ามาประจำอยู่ในครัวด้วยความคิดสับสน หลังจากฟังบทสนทนาที่ได้ยินโดยบังเอิญความรู้สึกหลากหลายก็เกิดขึ้น
สิ่งที่เธอรับรู้คือราเชนทร์ไม่ใช่เทพบุตรอย่างที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่เขาคือซาตานที่มีใบหน้าหล่อเหลาจนคนมองแทบลืมหายใจ คำพูดที่หลุดออกจากริมฝีปากหยักมีแค่ความร้ายกาจจนเหลือจะรับ แต่เมื่อเธอทบทวนอีกทีกลับเห็นด้วยในความคิดบางอย่างของเขา
เงินจะช่วยให้ทุกอย่างสงบและผ่านไปอย่างสวยงาม...
ทุกอย่างบนโลกนี้คือการแลกเปลี่ยนไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ...
ใช่แล้ว... ประโยคนี้ไม่เกินจริง และการที่ราเชนทร์มีเงินก็ทำให้เขามีสิทธิ์ที่จะเลือก เธอจึงไม่ควรไปตัดสินว่าเขาเป็นคนเช่นไร
“นี่! เธอจะยืนเหม่ออีกนานไหม! ข้างนอกหิ้วท้องรอกันแล้วนะ!”
เสียงแหลมปรี๊ดของคุณยุพาทำเอามินตาที่กำลังใจลอยถึงกับสะดุ้ง
“ขอโทษค่ะ พอดีฉันไปเดินเล่นมา”
“เดินเล่นเหรอ ที่เธอมาวันนี้เธอไม่ได้มาเที่ยวนะ แต่เธอมาทำงาน”
“มินมาช่วยคุณพ่อค่ะ ไม่ได้เรียกว่ามาทำงาน เพราะถ้ามาทำงานมินจะต้องได้เงิน”
“ทุเรศ!”
“คุณออกไปรอข้างนอกเถอะค่ะ”
“แกอย่าจองหองใส่ฉันให้มากนะ! ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ ผู้ช่วยเชฟกระจอก ๆ อย่างแกฉันจะเหยียบให้จมดิน!”
มินตาเปลี่ยนความโกรธเป็นรอยยิ้มพร้อมกับคำอวยพร
“มินขอให้ความปรารถนาของคุณสำเร็จลุล่วงเร็ว ๆ แล้วกันนะคะ”
“เฮอะ! ทำไมจู่ ๆ ถึงจะอยากให้ฉันสมหวังล่ะ หรือว่ามองเห็นว่าอนาคตจะเป็นยังไงเลยอยากจะเปลี่ยนสี ฉันบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้ายายอ้อนพาครอบครัวพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ต่อให้ฉันมีเงินมากมายล้นมือฉันก็ไม่มีวันหยิบยื่นให้ปลิงอย่างพวกเธอแน่นอน แม่เธอมันสมควรแล้วที่ต้องอยู่ในความมืดไปตลอดชีวิต ฉันไม่มีวันช่วยเหลือพวกเธอเด็ดขาด!”
สองมือบางกำแน่นข้างลำตัว ดวงตาคู่หวานจับจ้องด้านหลังของคุณยุพาไปจนลับตา การที่เธอเป็นผู้รับทำให้เธอและมารดาถูกคุณยุพาเหยียดหยามมาตลอด มินตาจึงสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันขอความช่วยเหลือจากใครอีก
อาหารที่มินตาทำถูกปากคุณอิงอรจนถึงขนาดต้องเดินมาหาคนทำถึงในครัว เมื่อพบว่าเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ เธอก็ยิ่งรู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษ
“หนูจ๊ะ”
มินตาที่เพิ่งจะได้พักกินข้าววางช้อนแล้วลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้นเมื่อเห็นหญิงสูงวัยท่าทางใจดี
“คุณป้าต้องการอะไรเหรอคะ”
“เอ่อ... ไม่จ้ะ หนูกินข้าวเถอะ ฉันแค่เเวะมาคุยด้วย”
“คุยกับหนูเหรอคะ”
หญิงสาวเลิกคิ้ว ดวงตากลมโตมีแต่ความสงสัย
“จ้ะ ฉันสนใจอาหารที่หนูทำเลยอยากคุยด้วย”
“อ๋อ... งั้นคุณป้านั่งก่อนสิคะ”
เธอเชื้อเชิญพร้อมเลื่อนเก้าอี้ให้อย่างสุภาพจนคุณอิงอรยิ้มเอ็นดู
“ขอบใจจ้ะ”
“คุณป้าอยากถามสูตรหนูเหรอคะ ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ได้นะคะ เพราะหนูไม่บอกฟรีแต่หนูจะขาย”
มินตาถามกระเซ้าพร้อมรอยยิ้มซุกซน ที่เธอกล้าทำอย่างนั้นก็เพราะรู้สึกว่าหญิงสูงวัยตรงหน้ามีบางอย่างคล้ายมารดาของเธอ ความใจดีและความอบอุ่นที่เธอรับรู้ได้ทำให้กล้าที่จะพูดคุย
“หึ หึ หึ ขายป้าก็จะซื้อ”
“หนูล้อเล่นค่ะ คุณป้าชอบจานไหนล่ะคะ หนูจะจดสูตรให้เลย”
“ป้าชอบทุกอย่างที่หนูทำเลยจ้ะ”
“งั้นเดี๋ยวหนูจะจดให้ทุกอย่างเลยนะคะ ปกติคุณป้าทำอาหารบ่อยไหมคะ”
คุณอิงอรส่งยิ้มให้มินตาที่กินไปพูดไปโดยที่ไม่ถือว่าอีกฝ่ายเสียมารยาท แต่กลับชอบในความเป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งของเธอคนนี้
“ไม่บ่อยจ้ะ ป้าไม่ได้ทำมาเป็นสิบปีแล้ว”
“คุณป้าเป็นแม่บ้านทำไมไม่ทำอาหารล่ะคะ หรือมีหน้าที่ทำงานบ้านอย่างอื่น”
คำถามนั้นทำเอาคุณอิงอรถึงกับอึ้ง แต่แล้วความขบขันก็ตามมาติด ๆ
“เดี๋ยวนะ นี่หนูคิดว่าป้าเป็นใคร”
“ก็... เป็นแม่บ้านที่ติดตามรับใช้ครอบครัวคุณราเชนทร์ไงคะ”
“นี่ป้าดูไม่มีราศีขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย”
“ตายจริง! หนูหิวจนเสียมายาท ขอโทษด้วยนะคะ!”
คุณอิงอรงุนงงที่จู่ ๆ มินตาก็ลุกพรวดขึ้นแล้วยกมือไหว้ขอโทษขอโพยเธอ แต่เพียงครู่เดียวก็สิ้นสงสัยเมื่อจานข้าวสวยร้อน ๆ ถูกวางตรงหน้า
“หนูหิวมากจนลืมชวนเลยค่ะ นี่ป้าก็คงมัวแต่ดูแลเจ้านายยังไม่ได้กินเหมือนกันใช่ไหมคะ เอ... แต่ก็ต้องได้ชิมบ้างแล้วใช่ไหมคะถึงบอกได้ว่าถูกใจอาหารที่หนูทำ”
“จ้ะ ป้ากินไปนิดหน่อย”
“งั้นกินกับหนูได้เลยค่ะ กินให้อิ่มเลย”
มินตาตักกับข้าวเพียงอย่างเดียวใส่จานให้คุณอิงอรจนเกือบหมดทั้ง ๆ ที่ตัวเธอเองก็ยังหิว สร้างความประทับใจให้กับคุณอิงอรจนอดยิ้มไม่ได้
“ตักให้ป้าเยอะแบบนี้หนูจะอิ่มไหมล่ะเนี่ย”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ หนูตัวเล็กกินไม่เยอะ”
คุณอิงอรหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารใส่ปากตามคำเชื้อเชิญเพราะไม่อาจปฏิเสธคนที่มองตาแป๋วได้
“ทำอะไรน่ะมิน!”
คุณวันชัยที่เพิ่งตามเข้ามาในครัวเรียกลูกสาวเสียงดัง
“ก็กินข้าวไงคะพ่อ”
“ผมเพิ่งรู้นะครับว่าคุณวันชัยมีลูกสาวถึงสามคน”
ราเชนทร์ที่ยืนอยู่ด้านหลังพูดขึ้นอย่างจับสังเกต
“เชิญด้านนอกดีกว่าครับคุณอิงอร”
คุณอิงอรลุกยืนพร้อมส่งยิ้มให้กับมินตาที่นั่งหน้าเหวออยู่ตรงข้าม
“ป้าไปก่อนนะ ภูช่วยหยิบจานข้าวของแม่ตามมาด้วย”
มินตาแทบอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินเมื่อรู้ว่าคุณอิงอรคือมารดาของราเชนทร์ และใบหน้าที่ชาอยู่แล้วก็ชามากขึ้นเมื่อราเชนทร์เดินเข้ามาใกล้ ไม่รู้ว่าเป็นที่ครัวคับแคบหรือเหตุผลอื่นแต่เธอรู้สึกว่าอึดอัดเหลือเกิน
เขาเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟจากตัวเขา และมันก็ทำให้เธอรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
“ฉันขอโทษค่ะ”
ดวงตาคมกริบตวัดมองใบหน้าหวานเมื่อได้ยินเธอบอกขอโทษ แต่มินตาที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“เรื่องอะไร”
“เรื่อง... เอ่อ... ที่ชวนแม่คุณกินข้าวด้วย”
“เธอไม่ได้ทำอะไรผิด”
พูดจบเขาก็หยิบจานข้าวแล้วเดินออกไปเงียบ ๆ
ฟู่!!
มินตาถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อราเชนทร์เดินพ้นไปจากห้องครัว ถึงเขาจะไม่ได้มีท่าทีดุดันแต่เธอรู้สึกได้ถึงความอันตรายของผู้ชายคนนี้ อย่างน้อย ๆ เขาก็ทำให้เธอรู้สึกใจสั่นเหมือนจะเป็นลมได้เพียงแค่เข้าใกล้
ชายหาดยามค่ำคืนมืดมิดไร้แสงไฟ มีเพียงดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับเท่านั้น ลมทะเลพัดแรงจนเย็นวาบไปทั้งตัว แต่สองหนุ่มสาวที่ยืนเคียงกันกลับไม่รู้สึกเหน็บหนาว
“นี่แหละค่ะเป็นความอัดอั้นที่อ้อนต้องเจอ อ้อนสงสารคุณแม่... ฮึก... แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”
“คนพวกนี้มันน่ารังเกียจ ทำตัวเหมือนปลิงดูดเลือด!”
ราเชนทร์เค้นเสียงลอดไรฟันเพราะความเคียดแค้น
“บางครั้งอ้อนรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรคุณแม่ไม่ได้เลย... ฮึก... เวลาอ้อนเห็นคุณแม่ร้องไห้แล้วอ้อน... ฮือ ๆ”
ชายหนุ่มมองคนที่กำลังหลั่งน้ำตาด้วยความรู้สึกเห็นใจ เขาซักถามถึงลูกสาวอีกคนของคุณวันชัยจึงได้รู้ว่ามินตาคือลูกของภรรยาน้อย ซึ่งมันทำให้ความสนใจที่เขามีแปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจทันที
เขาเกลียดที่สุดคือพวกเมียน้อย เพราะครั้งหนึ่งชีวิตครอบครัวที่แสนสงบและอบอุ่นของเขาถูกทำลาย ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ต้องทนเห็นมารดาฟูมฟาย ก่อนที่หัวใจของท่านจะแหลกละเอียดเมื่อบิดาเลือกที่จะไปอยู่กับมือที่สาม ราเชนทร์ยังจำวันที่มารดากอดขาอ้อนวอนผู้เป็นสามีได้ติดตา จนถึงวันนี้เขาก็ยังรู้สึกเจ็บเท่าเดิมเมื่อนึกถึงและเชื่อเหลือเกินว่าความเจ็บนั้นมันฝังอยู่ในใจมารดาไม่ต่างกัน
“คนพวกนี้มันน่ารังเกียจอย่างที่คุณว่าจริง ๆ ค่ะ... ฮึก... ยิ่งมินตาก็ยิ่งร้ายกว่าแม่เสียอีก เรียกร้องเอานู่นนี่ไม่หยุดหย่อนจนคุณพ่อหนักใจ ถ้าขอแล้วไม่ได้ก็จะเข้ามาอาละวาดโวยวายที่บ้าน และทุกครั้งคุณแม่ก็จะต้องยอมให้ไปเพื่อตัดปัญหา”
“คนพวกนี้มันหน้าด้านไม่รู้จักคำว่าพอหรอก!”
ราเชนทร์ต่อว่าเสียงขุ่นเพราะรับไม่ได้กับเรื่องแบบนี้ เขาจงเกลียดจงชังบรรดาบ้านเล็กบ้านน้อยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เขาก็รู้สึกรังเกียจชิงชัง ไม่ว่าจะได้ยินเรื่องราวทำนองนี้จากใครแผลในใจก็เหมือนจะอักเสบขึ้นมา
“ใช่ค่ะ แล้วอ้อนกับแม่ก็ยังต้องทนอยู่กับความรู้สึกแย่ ๆ มาตลอด”
เมื่อรู้ว่าราเชนทร์ต่อต้านในเรื่องนี้คล้ายเดือนก็ยิ่งใส่สีตีไข่เพื่อเรียกคะแนนสงสารให้ตัวเอง โดยที่ไม่นึกละอายว่าสิ่งที่พูดนั้นสวนทางกับความเป็นจริง
“เอาจริง ๆ ผมรู้สึกผิดหวังกับคุณวันชัยไม่น้อยเลยนะ”
“อย่าว่าคุณพ่อเลยค่ะ คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณพ่อถูกแม่ของมินตาวางแผนจับ แล้วที่ท่านสลัดไม่หลุดก็เพราะความเป็นพ่อค้ำคอ”
“จะยังไงก็เถอะ ผู้ชายที่มีเมียแล้วแต่ยังยุ่งกับผู้หญิงคนอื่นผมถือว่าใช้ไม่ได้”
คล้ายเดือนลอบยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะความหมายคือหากเขาเลือกที่จะแต่งงานกับเธอ เขาก็จะมีเธอเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียว
“อ้อนล่ะอิจฉาคนที่จะมาเป็นภรรยาของคุณจริง ๆ ค่ะ ไม่รู้เลยว่าชาตินี้อ้อนจะโชคดีถึงขนาดนั้นไหม”
หญิงสาวบอกพร้อมกับหลบตาเขาอย่างเอียงอาย แต่ราเชนทร์รู้ดีว่านั่นคือจริตที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา
“นี่ก็ดึกมากแล้ว กลับเข้าข้างในกันเถอะ”
“เอ่อ... ค่ะ”
คล้ายเดือนรู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่เขาไม่ตอบรับคำพูดของเธอ แต่ก็เลือกที่จะไม่เซ้าซี้เพราะศึกษามาอย่างดีว่าราเชนทร์ชอบหรือไม่ชอบอะไร
มินตาที่ยืนรับลมอยู่หน้าบ้านถึงกับงงเมื่อจู่ ๆ ราเชนทร์ก็หยุดเดินแล้วมองดูด้วยแววตาที่แสดงถึงความเกลียดชังชัดเจน ในขณะที่พี่สาวต่างมารดาอย่างคล้ายเดือนยิ้มเยาะราวกับกำลังสะใจ
“คุณเข้าบ้านไปก่อนเถอะค่ะ อ้อนขอคุยกับมินหน่อย”
ชายหนุ่มปรายตามองมินตาอีกครั้งแต่ครั้งนี้คนถูกมองถึงกับหน้าร้อนผ่าว เพราะเขามองเธอเหมือนกับเศษขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น
“ไง! ยืนรอเรียกลูกค้าเหรอ แถวนี้ไม่มีหรอกนะ ถ้าอยากขายต้องไปที่อื่น!”
“คุณอ้อนหรือมินกันแน่คะที่กำลังหาลูกค้า”
มินตาไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เธอโต้ตอบอย่างเผ็ดร้อนจนคล้ายเดือนเต้นผาง
“นี่แกว่าฉันเป็นกะหรี่เหรออีมิน!”
“มินก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่าคำพูดนั้นมันหมายความว่ายังไง ถ้าคุณอ้อนหมายความแบบไหนมินก็หมายความว่าแบบนั้นล่ะค่ะ”
“อีลูกเมียน้อย! แกไม่มีสิทธิ์มาพูดกับฉันแบบนี้!”
“คุณอ้อนก็ไม่มีสิทธิ์มาว่ามินเหมือนกัน!”
“หึ! ทำไมฉันจะว่าแกไม่ได้ สะใจจริง ๆ ที่แม่แกกลายเป็นอีบอด คอยดูเถอะว่าฉันจะไม่ยอมให้คุณพ่อช่วยอะไรแกสองแม่ลูกทั้งนั้น แม่แกจะกลายเป็นอีบอดตลอดชีวิต!”
“มินก็ไม่ได้คิดพึ่งพาใครแล้วล่ะค่ะ มินจะรักษาแม่ด้วยตัวของมินเอง!”
“ฮะ ฮะ ฮะ แกไม่มีปัญญาที่จะทำอย่างนั้นหรอก เพราะตลอดชีวิตของแกมันก็แค่พวกปลิง พวกปรสิตที่คอยเกาะกินชาวบ้านเขาเท่านั้นแหละ อ้อ... แต่ถ้าจะให้แนะนำก็มีวิธีอยู่บ้างนะ...”
คล้ายเดือนกวาดตามองทั่วร่างอ้อนแอ้นของน้องสาวต่างมารดาด้วยแววตารังเกียจปนริษยา
“ใช้ของที่มีหากินเหมือนแม่แกดูสิ เผื่อจะได้เป็นกอบเป็นกำ!”
มินตาสาวเท้าเข้าหาคนพูดด้วยความโกรธพร้อมกับมือบางที่ยกขึ้นหมายจะฟาดหน้าของคล้ายเดือน ที่ผ่านมามารดาสอนให้เธอยอมและอดทน และเธอก็เชื่อฟังมาโดยตลอด แต่คำว่ายอมของเธอมีให้เพียงแค่คุณยุพาคนเดียวก็เกินพอ
“อย่านะมิน!”
คุณวันชัยก้าวเร็ว ๆ เข้ามายืนข้างลูกสาวคนโตพร้อมมองมินตาอย่างตำหนิ
“อย่าทำอะไรแบบนี้ให้พ่อเห็นอีกนะมิน!”
“แต่คุณอ้อนเขาว่าแม่มิน เขาพูด...”
“พอ! นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะกันนะ อ้อนเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวเรื่องนี้พ่อจัดการเอง”
“ค่ะคุณพ่อ”
หลังจากที่คล้ายเดือนเดินเข้าบ้านคุณวันชัยก็หันกลับมาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม
“อย่าทำให้มีปัญหาเลยนะเชื่อพ่อเถอะ ตอนนี้ครอบครัวของเราต้องพึ่งพี่เขานะมิน”
“ครอบครัวเรานี่รวมมินกับแม่ด้วยเหรอคะ”
เธอเอ่ยถามเสียงเครือเพราะความน้อยใจ
“รวมสิมิน ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนครอบครัวเราจะเฟื่องฟูอีกครั้ง แม่ของหนูก็อาจจะได้รับการรักษา”
“อาจเหรอคะ แค่อาจเหรอคะพ่อ”
คุณวันชัยหลบตาลูกเพราะลึก ๆ ก็รู้สึกละอายใจไม่น้อยที่ปล่อยให้สองแม่ลูกเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายลำพัง
“เอาเป็นว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปในทางที่ดี พ่อจะช่วยพูดกับยายอ้อนให้นะลูก พ่อจะทำให้ดีที่สุด”
คำพูดของบิดาทำให้เธอรู้ได้ว่าคนที่เธอจะพึ่งพิงได้มีแค่ตัวเองเท่านั้น หญิงสาวเงยหน้าขึ้นแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แต่พอลืมตากลับพบว่ามีบางคนกำลังมองมาที่เธอ
ราเชนทร์ยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนและจ้องเธอเขม็ง มินตาไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไรบ้าง เธอรู้เพียงแค่ว่าความรู้สึกที่เขาส่งมาเหมือนคนที่โกรธเกลียดกันนับสิบชาติ
“ประสาท!”
เธอบอกเสียงหนักแล้วเมินหน้าหนีจากเขา ที่พูดออกไปไม่ใช่ว่าเธอกล้าแต่เป็นเพราะยืนห่างกันเกินกว่าที่เขาจะได้ยิน