bc

พิพากษารัก

book_age18+
378
FOLLOW
1.9K
READ
second chance
office/work place
like
intro-logo
Blurb

“วันนี้ดอกกุหลาบของแม่เริ่มบานแล้วนะคะ สีชมพูสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ”

เสียงใสราวระฆังแก้วของหญิงสาววัยยี่สิบปีพูดกับมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน มือเธอจับกับมารดาพลางบีบเบา ๆ ให้ท่านรับรู้ว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ

“แล้วดอกบานชื่นล่ะ โรยหรือยัง”

“ยังเลยค่ะแม่ บานชื่นยังบานชื่นตาชื่นใจเหมือนเดิม”

“ฟังแล้วสดชื่นดีจริง ๆ ตอนนี้กี่โมงแล้วลูก”

“เกือบเก้าโมงเช้าค่ะ”

“อืม... ทำไมแม่ถึงรู้สึกง่วงก็ไม่รู้นะ”

“ง่วงแล้วเหรอคะ ยังเช้าอยู่เลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าจนอิ่มไปหน่อย”

“จะเช้าหรือค่ำสำหรับแม่ไม่มีผลหรอกลูก เพราะตอนนี้สำหรับแม่เหมือนมีแต่กลางคืน”

คุณบัวรินแย้มยิ้มในขณะที่ลูกสาวน้ำตาซึม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสงสารสุดหัวใจ ถึงแม้คนเป็นแม่จะไม่เคยพูดถึงความทุกข์ระทม แต่เธอเข้าใจดีว่าการที่จู่ ๆ ต้องกลายเป็นคนตาบอด ถูกขังอยู่ในความมืดนั้นรู้สึกเช่นไร

“งั้นแม่เข้าบ้านเอนหลังนะคะ หนูจะเปิดนิยายให้แม่ฟัง”

“เปิดนิยายให้ฟังงั้นเหรอ...”

“ค่ะ”

มินตา พาแม่เข้าบ้านแล้วจัดการเปิดนิยายเรื่องโปรดของมารดาให้ท่านฟัง ซึ่งเสียงของคนอ่านคือเสียงของเธอเองไม่ใช่ใครอื่น ทำเอาคุณบัวรินถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

“หนูเห็นว่าแม่ชอบอ่านเรื่องนี้ เลยอ่านแล้วอัดเสียงไว้ให้แม่ฟังค่ะ”

“ขอบใจนะลูก... ขอบใจ”

“แม่นอนเถอะค่ะ”

หญิงสาวนั่งปักลายผ้าซึ่งเป็นงานที่เธอถนัด พลางเหลือบมองมารดาเป็นระยะ ก่อนจะวางงานในมือลงหลังจากที่มารดาหลับสนิทไปแล้ว

“หนูขอโทษนะคะแม่”

เสียงสั่นเครือพึมพำเบา ๆ แล้วเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ มารดาของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้เส้นประสาทกระทบกระเทือนจนสูญเสียการมองเห็น และทางเดียวที่จะรักษาได้ก็คือการผ่าตัดซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก และถึงแม้เธอจะอ้อนวอนผู้เป็นบิดาหลายต่อหลายครั้งให้ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำปฏิเสธที่ไร้ซึ่งเยื่อใย

มินตาต้องทนเห็นมารดากลายเป็นคนตาบอดมาเป็นเวลาเกือบเดือน จนวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไปยังคฤหาสน์หลังงามเพื่อขอร้องบิดาอีกสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่มารดาห้ามปรามมาโดยตลอดแต่เธอก็ยังดึงดัน เพราะคาดหวังว่าบิดาจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ

 

“หนูมิน... ไปไหนล่ะ”

“คุณพ่ออยู่ไหมคะ”

“อยู่ค่ะ คุณท่านอยู่ในห้องทำงาน”

“ขอบคุณค่ะป้าแจ่ม”

หญิงสาวรวบรวมกำลังใจและหอบความหวังเต็มเปี่ยมไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่แล้วเสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังก็ทำให้เท้าบางหยุดอยู่กับที่

“คุณราเชนทร์ดูเหมือนจะพอใจยายอ้อนนะคะ”

“หึ หึ หึ ผมก็คิดแบบนั้น คุณราเชนทร์ต้องการแม่พันธุ์ที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ยายอ้อนสวยสง่าการศึกษาก็ระดับเกียรตินิยมต่างประเทศใครจะไม่สน ลูกสาวคนนี้ถูกใจผมจริง ๆ”

“แน่ล่ะค่ะ ยายอ้อนเป็นลูกของฉันก็ต้องเก่งต้องดีเหมือนฉัน”

“ถ้าเขาเลือกยายอ้อนปัญหาการเงินของเราก็จะหมดไป”

“ฉันก็หวังจะให้มันเป็นอย่างนั้นค่ะ หรือว่าเราจะช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นดีคะ”

“ยังไงเหรอคุณ”

“จัดทริปเที่ยวทะเลสักทริป บางทีบรรยากาศสุดโรแมนติกอาจจะช่วยทำให้อะไร ๆ ชัดเจนขึ้นนะคะ”

“อืม... เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าคุณราเชนทร์น่ะคงไม่ว่างง่าย ๆ ยังไงผมจะลองชวนเขาดู”

“คุณจัดการเลยนะคะ ฉันเชื่อว่ายายอ้อนนี่แหละที่จะพาครอบครัวเราพ้นวิกฤตนี้ไปได้”

“ผมก็หวังอย่างนั้น ไม่งั้นเราล้มละลายแน่”

มินตายืนลังเลไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เธอได้ยินเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน แต่ที่จับใจความได้คือบิดาและแม่เลี้ยงของเธอกำลังอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย และเขาคนนั้นก็ร่ำรวยมากพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงฐานะที่คลอนแคลนของครอบครัวเธอได้

บิดาของเธอกำลังจะล้มละลาย!

นี่คือสิ่งที่มินตาเพิ่งรู้ เพราะถึงจะไปมาหาสู่อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกับบิดา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เธอตัดสินใจเคาะประตูหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงครู่หนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงของบิดาอนุญาตให้เข้าไปพบ โดยมีสายตามาดร้ายของคุณยุพาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจับจ้องอยู่ตลอด

“มีอะไรเหรอมิน”

“คือ...”

“ก็คงจะเรื่องแม่เธออีกแล้วสินะ”

คุณยุพาชิงพูดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ

“พูดมาสิมิน มาหาพ่อมีเรื่องอะไร”

“คือ... เรื่องแม่ค่ะ มินสงสารแม่ค่ะ อยากให้พ่อช่วย...”

“ครั้งก่อนเราก็พูดเรื่องนี้กันไปทีหนึ่งแล้วนะมิน พ่อพูดตรง ๆ เลยแล้วกันว่าพ่อกำลังมีปัญหาอยู่ไม่สามารถช่วยแม่ของหนูได้ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำเลย เพราะยิ่งพูดมันก็ยิ่งดูเหมือนพ่อเป็นคนใจร้าย”

คุณวันชัยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกเลยแม้แต่น้อย

“ค่ารักษาหลักล้านนะไม่ใช่บาทสองบาท แกคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างของแม่แกมันมีราคามากขนาดนั้นเลยหรอ ถ้าอยากรักษาแม่แกนักก็หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างเถอะ! อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขานักเลย หึ! พวกปลิง!”

คุณยุพาถากถางด้วยสายตาและคำพูดชนิดที่คนฟังทั้งจุกทั้งเจ็บ เพียงแต่การมาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าสาเหตุที่บิดาไม่ช่วยเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะไร้เยื่อใยกับมารดาอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก

 

มินตาหอบความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหลังจากบิดาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ คนตัวเล็กก้าวลงจากรถเมล์ที่มีผู้คนเบียดเสียดด้วยท่าทางอ่อนแรง เท้าบางแทบจะก้าวไม่ออกเพราะความรู้สึกสิ้นหวัง เธอเดินฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงในเวลาเที่ยงวันอย่างไม่อนาทร เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดกังวลอยู่ในใจ

เธอจะทำอย่างไร...

คำถามนี้ผุดขึ้นในใจซ้ำ ๆ แต่มินตาไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้

แต่ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านใบหน้าหมองเศร้าก็ถูกปรับให้สดชื่นขึ้น เพราะถึงแม้มารดาจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มินตาเชื่อว่าเมื่อใบหน้ามีรอยยิ้มน้ำเสียงก็จะสดใสตามไปด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้มารดาเธอจึงมีรอยยิ้มเสมอถึงแม้ในใจจะทุกข์ตรมเต็มที

“มิน...”

“แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ”

เธอรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือท่านไว้

“หนูไปไหนมา”

“มิน... ไปซื้อผลไม้มาค่ะ”

“มินอย่าโกหกแม่ มินไปหาพ่อมาใช่ไหม”

มินตาตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ มารดาก็ถามข

chap-preview
Free preview
พิพากษารัก...1
“วันนี้ดอกกุหลาบของแม่เริ่มบานแล้วนะคะ สีชมพูสวยมาก ๆ เลยล่ะค่ะ” เสียงใสราวระฆังแก้วของหญิงสาววัยยี่สิบปีพูดกับมารดาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวน มือเธอจับกับมารดาพลางบีบเบา ๆ ให้ท่านรับรู้ว่าเธอยังอยู่ข้าง ๆ “แล้วดอกบานชื่นล่ะ โรยหรือยัง” “ยังเลยค่ะแม่ บานชื่นยังบานชื่นตาชื่นใจเหมือนเดิม” “ฟังแล้วสดชื่นดีจริง ๆ ตอนนี้กี่โมงแล้วลูก” “เกือบเก้าโมงเช้าค่ะ” “อืม... ทำไมแม่ถึงรู้สึกง่วงก็ไม่รู้นะ” “ง่วงแล้วเหรอคะ ยังเช้าอยู่เลย หรือว่าจะกินมื้อเช้าจนอิ่มไปหน่อย” “จะเช้าหรือค่ำสำหรับแม่ไม่มีผลหรอกลูก เพราะตอนนี้สำหรับแม่เหมือนมีแต่กลางคืน” คุณบัวรินแย้มยิ้มในขณะที่ลูกสาวน้ำตาซึม หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความสงสารสุดหัวใจ ถึงแม้คนเป็นแม่จะไม่เคยพูดถึงความทุกข์ระทม แต่เธอเข้าใจดีว่าการที่จู่ ๆ ต้องกลายเป็นคนตาบอด ถูกขังอยู่ในความมืดนั้นรู้สึกเช่นไร “งั้นแม่เข้าบ้านเอนหลังนะคะ หนูจะเปิดนิยายให้แม่ฟัง” “เปิดนิยายให้ฟังงั้นเหรอ...” “ค่ะ” มินตา พาแม่เข้าบ้านแล้วจัดการเปิดนิยายเรื่องโปรดของมารดาให้ท่านฟัง ซึ่งเสียงของคนอ่านคือเสียงของเธอเองไม่ใช่ใครอื่น ทำเอาคุณบัวรินถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ “หนูเห็นว่าแม่ชอบอ่านเรื่องนี้ เลยอ่านแล้วอัดเสียงไว้ให้แม่ฟังค่ะ” “ขอบใจนะลูก... ขอบใจ” “แม่นอนเถอะค่ะ” หญิงสาวนั่งปักลายผ้าซึ่งเป็นงานที่เธอถนัด พลางเหลือบมองมารดาเป็นระยะ ก่อนจะวางงานในมือลงหลังจากที่มารดาหลับสนิทไปแล้ว “หนูขอโทษนะคะแม่” เสียงสั่นเครือพึมพำเบา ๆ แล้วเดินออกจากบ้านเงียบ ๆ มารดาของเธอเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มทำให้ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ส่งผลให้เส้นประสาทกระทบกระเทือนจนสูญเสียการมองเห็น และทางเดียวที่จะรักษาได้ก็คือการผ่าตัดซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก และถึงแม้เธอจะอ้อนวอนผู้เป็นบิดาหลายต่อหลายครั้งให้ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคำปฏิเสธที่ไร้ซึ่งเยื่อใย มินตาต้องทนเห็นมารดากลายเป็นคนตาบอดมาเป็นเวลาเกือบเดือน จนวันนี้เธอตัดสินใจที่จะไปยังคฤหาสน์หลังงามเพื่อขอร้องบิดาอีกสักครั้ง ทั้ง ๆ ที่มารดาห้ามปรามมาโดยตลอดแต่เธอก็ยังดึงดัน เพราะคาดหวังว่าบิดาจะยอมใจอ่อนช่วยเหลือ “หนูมิน... ไปไหนล่ะ” “คุณพ่ออยู่ไหมคะ” “อยู่ค่ะ คุณท่านอยู่ในห้องทำงาน” “ขอบคุณค่ะป้าแจ่ม” หญิงสาวรวบรวมกำลังใจและหอบความหวังเต็มเปี่ยมไปหาบิดาที่ห้องทำงาน แต่แล้วเสียงพูดคุยที่ค่อนข้างดังก็ทำให้เท้าบางหยุดอยู่กับที่ “คุณราเชนทร์ดูเหมือนจะพอใจยายอ้อนนะคะ” “หึ หึ หึ ผมก็คิดแบบนั้น คุณราเชนทร์ต้องการแม่พันธุ์ที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ยายอ้อนสวยสง่าการศึกษาก็ระดับเกียรตินิยมต่างประเทศใครจะไม่สน ลูกสาวคนนี้ถูกใจผมจริง ๆ” “แน่ล่ะค่ะ ยายอ้อนเป็นลูกของฉันก็ต้องเก่งต้องดีเหมือนฉัน” “ถ้าเขาเลือกยายอ้อนปัญหาการเงินของเราก็จะหมดไป” “ฉันก็หวังจะให้มันเป็นอย่างนั้นค่ะ หรือว่าเราจะช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นดีคะ” “ยังไงเหรอคุณ” “จัดทริปเที่ยวทะเลสักทริป บางทีบรรยากาศสุดโรแมนติกอาจจะช่วยทำให้อะไร ๆ ชัดเจนขึ้นนะคะ” “อืม... เป็นความคิดที่ดี แต่ว่าคุณราเชนทร์น่ะคงไม่ว่างง่าย ๆ ยังไงผมจะลองชวนเขาดู” “คุณจัดการเลยนะคะ ฉันเชื่อว่ายายอ้อนนี่แหละที่จะพาครอบครัวเราพ้นวิกฤตนี้ไปได้” “ผมก็หวังอย่างนั้น ไม่งั้นเราล้มละลายแน่” มินตายืนลังเลไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นเคาะประตู เพราะไม่รู้เลยว่าเรื่องที่เธอได้ยินเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน แต่ที่จับใจความได้คือบิดาและแม่เลี้ยงของเธอกำลังอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งมาเป็นลูกเขย และเขาคนนั้นก็ร่ำรวยมากพอที่จะเข้ามาช่วยพยุงฐานะที่คลอนแคลนของครอบครัวเธอได้ บิดาของเธอกำลังจะล้มละลาย! นี่คือสิ่งที่มินตาเพิ่งรู้ เพราะถึงจะไปมาหาสู่อยู่บ้างแต่เธอก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกับบิดา ก๊อก ก๊อก ก๊อก เธอตัดสินใจเคาะประตูหลังจากเสียงสนทนาเงียบลงครู่หนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงของบิดาอนุญาตให้เข้าไปพบ โดยมีสายตามาดร้ายของคุณยุพาซึ่งเป็นแม่เลี้ยงจับจ้องอยู่ตลอด “มีอะไรเหรอมิน” “คือ...” “ก็คงจะเรื่องแม่เธออีกแล้วสินะ” คุณยุพาชิงพูดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ตอบคำถามใด ๆ “พูดมาสิมิน มาหาพ่อมีเรื่องอะไร” “คือ... เรื่องแม่ค่ะ มินสงสารแม่ค่ะ อยากให้พ่อช่วย...” “ครั้งก่อนเราก็พูดเรื่องนี้กันไปทีหนึ่งแล้วนะมิน พ่อพูดตรง ๆ เลยแล้วกันว่าพ่อกำลังมีปัญหาอยู่ไม่สามารถช่วยแม่ของหนูได้ อย่าให้พ่อต้องพูดซ้ำเลย เพราะยิ่งพูดมันก็ยิ่งดูเหมือนพ่อเป็นคนใจร้าย” คุณวันชัยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานโดยไม่สนใจใบหน้าที่ซีดเผือดของลูกเลยแม้แต่น้อย “ค่ารักษาหลักล้านนะไม่ใช่บาทสองบาท แกคิดว่าดวงตาทั้งสองข้างของแม่แกมันมีราคามากขนาดนั้นเลยหรอ ถ้าอยากรักษาแม่แกนักก็หัดช่วยเหลือตัวเองบ้างเถอะ! อย่าทำตัวเป็นภาระคนอื่นเขานักเลย หึ! พวกปลิง!” คุณยุพาถากถางด้วยสายตาและคำพูดชนิดที่คนฟังทั้งจุกทั้งเจ็บ เพียงแต่การมาครั้งนี้ทำให้เธอเข้าใจว่าสาเหตุที่บิดาไม่ช่วยเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะไร้เยื่อใยกับมารดาอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก มินตาหอบความผิดหวังกลับบ้านอีกครั้งหลังจากบิดาปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ คนตัวเล็กก้าวลงจากรถเมล์ที่มีผู้คนเบียดเสียดด้วยท่าทางอ่อนแรง เท้าบางแทบจะก้าวไม่ออกเพราะความรู้สึกสิ้นหวัง เธอเดินฝ่าเปลวแดดที่ร้อนเปรี้ยงในเวลาเที่ยงวันอย่างไม่อนาทร เพราะมีเรื่องอื่นให้คิดกังวลอยู่ในใจ เธอจะทำอย่างไร... คำถามนี้ผุดขึ้นในใจซ้ำ ๆ แต่มินตาไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ แต่ทันทีที่เหยียบย่างเข้าบ้านใบหน้าหมองเศร้าก็ถูกปรับให้สดชื่นขึ้น เพราะถึงแม้มารดาจะมองไม่เห็นแต่ก็ยังได้ยินชัดเจน มินตาเชื่อว่าเมื่อใบหน้ามีรอยยิ้มน้ำเสียงก็จะสดใสตามไปด้วย ทุกครั้งที่อยู่ใกล้มารดาเธอจึงมีรอยยิ้มเสมอถึงแม้ในใจจะทุกข์ตรมเต็มที “มิน...” “แม่ตื่นนานแล้วเหรอคะ” เธอรีบเข้าไปนั่งข้าง ๆ มารดาแล้วจับมือท่านไว้ “หนูไปไหนมา” “มิน... ไปซื้อผลไม้มาค่ะ” “มินอย่าโกหกแม่ มินไปหาพ่อมาใช่ไหม” มินตาตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ มารดาก็ถามขึ้น “คือ...” “คุณยุพาโทรมาที่บ้าน เธอต่อว่าเรื่องที่หนูไปที่นั่น...” ปลายเสียงของคุณบัวรินสั่นเครือเพราะความสะเทือนใจจนคนเป็นลูกเจ็บในอก “มินขอโทษค่ะแม่ มิน...” “แม่บอกมินแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปรบกวนเขา แม่อยู่ได้ลูก... แม่ไม่อยากรักษา เข้าใจไหม” “แม่... ฮึก... ถ้าแม่หมดทางรักษามินจะไม่ดิ้นรนไม่ดื้อดึงเลย แต่นี่แม่ยังมีโอกาสหาย จะให้มินนิ่งเฉยได้ยังไงกัน” หญิงสาวพูดทั้งน้ำตาพลางโอบกอดมารดาไว้แน่น “...ฮึก... พอเถอะนะลูก แม่ไม่อยากให้หนูลำบาก และก็ไม่อยากให้หนูไปขอความช่วยเหลือจากใครอีก อย่าให้ใครดูถูกเรามากกว่าที่เป็นอยู่เลยนะลูก” มือบางเช็ดน้ำตาให้มารดาแล้วพยักหน้ารับ “จ้ะ... ฮึก... มินจะไม่ขอความช่วยเหลือจากใครอีก” สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ต้องเผชิญมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่า เหตุผลที่มีกันแค่สองแม่ลูกก็เพราะคุณบัวรินรู้ว่าคนที่รักและอยากฝากชีวิตด้วยมีลูกเมียอยู่แล้ว เธอจึงขอเลิกทันทีโดยไม่มีความลังเลใด ๆ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังตั้งครรภ์ เหตุผลก็คือเธอไม่อาจทำร้ายลูกผู้หญิงด้วยกันได้ แรก ๆ คุณวันชัยก็เทียวไล้เทียวขื่อหวังจะมีสองบ้าน แต่คุณบัวรินใจเด็ดเกินกว่าจะยอมเป็นเมียน้อยใคร จึงต้องเลี้ยงลูกสาวมาตามลำพังในบ้านหลังกะทัดรัดที่พ่อแม่ของคุณวันชัยเมตตาให้อาศัยอยู่ โดยที่คุณวันชัยคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ และคุณบัวรินก็รับความช่วยเหลือนั้นไว้ เพราะคิดว่าถึงตัวเองจะไม่เกี่ยวข้องแต่มินตาก็ยังคนเป็นลูกสาวของเขา … (วันต่อมา) ในตอนเช้าตรู่ของทุกวันมินตาพามารดาออกมานั่งเล่นในสวนเล็ก ๆ ที่หน้าบ้านหวังจะให้บรรยากาศดี ๆ ปลอบประโลมใจมารดา ซึ่งภายนอกคุณบัวรินยิ้มแย้มและเหมือนจะยอมรับสภาพคนตาบอดได้ แต่มินตาเชื่อเหลือเกินว่ามารดากำลังทรมานอยู่ในโลกมืด “เดี๋ยวหนูจะตัดเอาดอกไม้ไปปักแจกันเอาไว้นะคะ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จะช่วยให้แม่สดชื่นขึ้น” “ขอบใจจ้ะ” กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง! “สงสัยจะเป็นคนส่งของหนูไปดูก่อนนะคะ” มินตาก้าวเร็ว ๆ ไปที่ประตูรั้วแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าเป็นบิดาและคุณยุพาที่กดกริ่งเรียก “สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณยุพา เชิญด้านในก่อนค่ะ” “ฉันไม่เข้าไปหรอก เสนียด ขี้เกียจไปรดน้ำมนต์ล้างซวย!” คุณยุพากระแทกแดกดันด้วยถ้อยคำรุนแรงโดยที่คนฟังได้แต่อดทน เพราะคำสอนของมารดาที่บอกให้เธอทำอย่างนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก “ที่พ่อมาวันนี้มีเรื่องสำคัญจะพูดกับแม่หนู” “พูดกับตัวลูกนี่แหละค่ะ! ตอนนี้มันพิกลพิการ พูดไปก็เท่านั้น!” มินตาถึงกับเลือดขึ้นหน้าเมื่อคุณยุพากล่าวถึงมารดาของเธออย่างนั้น และดูเหมือนคุณวันชัยก็จะรู้ดีว่าลูกสาวเริ่มทนไม่ไหว “เอาล่ะ ๆ คือ... พ่อพูดกับหนูเลยแล้วกัน” สีหน้าของคุณวันชัยดูจริงจังขึ้นจนมินตาเลิกใส่ใจคุณยุพาแล้วตั้งใจฟัง “ตอนนี้พ่อลำบาก พ่อต้องขายบ้านหลังนี้” “อะไรนะคะ” ในความรู้สึกของเธอเหมือนกับว่าตัวเองตะโกนสุดเสียง แต่ความจริงแล้วมันเบาแสนเบาจนแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ “พ่อขอโทษนะลูก แต่มันจำเป็นจริง ๆ” “ทำไมคะพ่อ... ที่นี่คือที่ที่คุณปู่คุณย่าให้มินกับแม่อยู่นะคะ คุณพ่อจะขายมันไม่ได้” “ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณชัย! ส่วนคุณปู่คุณย่าที่แกอ้างถึงก็กลับบ้านเก่าไปนานละ อีกอย่างแกสองแม่ลูกก็อาศัยอยู่ฟรีมาตั้งยี่สิบปี มันคงถึงเวลาแล้วล่ะที่จะคืนให้เจ้าของเขาได้ใช้ประโยชน์!” ขาสองข้างของเธอแทบยืนต่อไม่ไหวเมื่อเห็นแววตาของคนเป็นพ่อ ถึงแม้จะไม่ใช้คำพูดแต่เธอก็รับรู้ได้ว่าเธอจะไม่ได้รับความเมตตาใด ๆ จากบิดา สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการส่งแววตาตัดพ้อให้เท่านั้น เพราะทั้งเจ็บทั้งจุกจนพูดอะไรไม่ออก “ทำไมคะพ่อ... ทำไมต้องเป็นบ้านหลังนี้” “เพราะพ่อไม่เหลืออะไรนอกจากโฉนดบ้านหลังนี้แล้วลูก พ่อรู้ว่าทุกอย่างมันกะทันหัน ถ้าหนูยังหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้ ย้ายไปอยู่บ้านพ่อ...” “ไม่มีทาง!” คุณยุพาแทรกขึ้นทั้ง ๆ ที่สามียังพูดไม่จบประโยค แต่ครั้งนี้คุณวันชัยไม่ได้ยอมหรือเงียบเหมือนที่ผ่านมา “เรื่องนี้ผมจะตัดสินใจเอง! และคุณขัดผมไม่ได้ด้วย!” “เมื่อไหร่คะ หนูต้องย้ายออกเมื่อไหร่” “มีเวลาอีกเดือนหนึ่งลูก เจ้าของใหม่เขาจะย้ายเข้ามาอยู่” มินตาอึ้งเป็นครั้งที่สองเมื่อรู้ว่าบิดาขายบ้านหลังนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าจะขายอย่างที่เธอเข้าใจในตอนแรก “พ่อขายบ้านที่มินกับแม่อยู่มายี่สิบปีไม่คิดจะบอกพวกเราสักคำเลยเหรอคะ” หญิงสาวตั้งคำถามตัดพ้อด้วยความน้อยใจสุดขีด น้ำตาแห่งความอัดอั้นเอ่อขังขอบตาจวนเจียนจะหยด แต่ก็ยังไม่ได้รับความเห็นใจใด ๆ “จะรู้ตอนไหนมันก็เหมือนกัน อย่าเรื่องมากนักเลย!” “ค่ะ ก็จริง งั้นขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็ดึงประตูปิดโดยไม่สนใจที่จะรักษามารยาท และเดินเข้าบ้านโดยที่มีเสียงต่อมาของคุณยุพาไล่ตามหลังอย่างไม่ลดละ “ใครมาน่ะมิน” มินตาไม่ตอบคำถามมารดาโดยทันที เพราะกำลังชั่งใจว่าเธอควรที่จะบอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบหรือไม่ เรื่องที่มารดาสูญเสียการมองเห็นเพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงเดือนก็จะต้องมารับรู้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่จะถูกขาย เธอกลัวเหลือเกิน ว่าหัวใจของแม่จะบอบช้ำจนเกินรับไหว “มิน...” “ค่ะแม่” “แม่ถามว่าใครมา” “พ่อค่ะ” “หืม...” คุณบัวรินทำเสียงแปลกใจ เพราะนานมากแล้วที่คุณวันชัยไม่มาที่นี่ หรือเท่าที่จำได้ก็คือตั้งแต่มินตารู้จักขึ้นรถไปหาพ่อด้วยตัวเอง “แม่คะ...” เธอคุกเข่าตรงหน้ามารดาแล้วจับมือของท่านมาแนบเอาไว้ที่แก้ม “ตอนนี้พ่อกำลังมีปัญหาค่ะ” “ปัญหาอะไรเหรอลูก” “ปัญหาทางการเงินค่ะ ดูเหมือนพ่อกำลังจะล้มละลาย” “ขนาดนั้นเชียวเหรอมิน” คุณบัวรินตกใจไม่น้อย ถึงแม้จะไม่ได้มีความรัก แต่ความห่วงใยในฐานะพ่อของลูกยังคงอยู่ “ใช่ค่ะ พ่อไม่มีเงินแล้วต้องการขายบ้านหลังนี้” หลังจากพูดจบมินตาก็แทบจะกลั้นหายใจ กลัวเหลือเกินว่ามารดาจะร้องไห้ออกมา “บอกพ่อเขาไปว่าเรายินดีย้ายออก” การที่มารดายอมรับโดยง่ายทำให้มินตารู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งใจด้วย “แม่น้อยใจพ่อหรือเปล่าคะ” “ไม่เลยลูก ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงพ่อไม่ได้ทำหน้าที่สามี แต่ก็ทำหน้าที่พ่อได้ดีในระดับหนึ่ง บ้านหลังนี้คุณปู่คุณย่าก็ให้เราอาศัยจนถึงวันนี้ ตอนนี้พ่อลำบากแม่คิดว่าเราไม่ควรไปทำให้เขาหนักใจเพิ่มขึ้น แม่ห่วงก็แต่หนูว่าจะรับภาระไหวหรือเปล่า” “แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่ทำงานเข้าใจหนูดี และหนูสามารถกลับไปทำงานได้ทันทีที่ทุกอย่างลงตัว” มินตาพูดถึงงานผู้ช่วยเชฟที่เธอทำอยู่ ซึ่งตอนนี้ขอลาชั่วคราวเพื่อดูแลมารดาที่ตาบอดให้ช่วยเหลือตัวเองได้ในขณะที่เธอไม่อยู่ “ถ้าหนูว่าอย่างนั้น แม่ก็ไม่ห่วงอะไรแล้วลูก” “ค่ะแม่ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนเราก็ยังรู้สึกอบอุ่น เพราะเรามีกันใช่ไหมคะ” “ใช่แล้วลูก” หญิงสาวซบใบหน้ากับอกนุ่มของมารดาเหมือนกับที่เธอชอบทำเวลาต้องการกำลังใจ ในขณะเดียวกันคุณวันชัยและคุณยุพาก็กำลังวางแผนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่เมื่อราเชนทร์รับปากจะไปพักร้อนด้วย “ยังดีนะคะที่เรายังมีบ้านพักตากอากาศ คุณราเชนทร์เขาจะได้เห็นว่าเราเองก็มีอะไร ๆ ของเราเหมือนกัน” “ถ้าเขาจะต้องรู้ว่าบ้านเรากำลังจะล้มละลาย ผมก็อยากให้เขารู้หลังจากที่แต่งงานกับยายอ้อนแล้ว” “ฉันก็เหมือนกันนั่นแหละค่ะ งานนี้เราต้องทำทุกอย่างให้ดีเลยนะคะ ทำให้เขาประทับใจทั้งคนทั้งทุกอย่าง” “ผมว่าจะจ้างเชฟสำหรับไปทำอาหารโดยเฉพาะ ได้ข่าวมาว่าแม่ของคุณราเชนทร์แต่ก่อนเคยเป็นเชฟ ทริปนี้เขาจะไปกับเราด้วย” “ตอนนี้เราถังแตกนะคะคุณ จ้างเชฟมันไม่ใช่ราคาถูก อย่างน้อย ๆ ก็ครึ่งแสน” “งั้นคุณช่วยลดทิฐิลงหน่อยได้ไหมล่ะ” “ทำไมคะ” “ผมจะให้ยายมินไปทำอาหารให้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้างใคร คุณเองก็เคยชิมแล้วนี่ว่าอาหารฝีมือยายมินยอดเยี่ยมไม่แพ้เชฟดัง ๆ เลย” คุณยุพาเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งเมื่อได้ยินชื่อของลูกเลี้ยง ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานถึงยี่สิบกว่าปี และทางบัวรินก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้องการแย่งสามีของเธอไป แต่ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของผู้หญิงก็ไม่อาจที่จะเลือนหายไปง่าย ๆ ถึงขนาดบางครั้งเธอมองหน้าสามีก็ยังอยากตบตีเขาโดยไม่มีสาเหตุด้วยซ้ำไป “เอาน่าคุณ ประหยัดไปเยอะเลยนะ” “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่คะ คุณก็ตกลงกันเองแล้วกัน แต่ขอเลยนะคะ อย่าให้มันพ่วงแม่มันไปด้วยเด็ดขาด!” “แต่ตอนนี้บัวตาบอดนะคุณ” “ตอนที่นังมินมันไม่อยู่ก็ให้เด็กที่บ้านสักคนไปอยู่เป็นเพื่อนแม่มันสิคะ” คุณวันชัยพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของภรรยา รู้ดีว่าคุณยุพาไม่ชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมเพราะสถานการณ์ทางการเงินบีบบังคับ “คุยอะไรกันอยู่คะคุณพ่อคุณแม่ ทำไมดูจริงจังขนาดนั้น” คล้ายเดือนเอ่ยถามพลางนั่งลงร่วมวงสนทนา “ก็คุยเรื่องคุณราเชนทร์น่ะสิลูก เขารับนัดไปเที่ยวพักร้อนกับเราที่บ้านตากอากาศ แถมเขายังพาแม่เขาไปด้วยนะ แม่คิดว่าเขาคงอยากให้แม่เขาไปดูตัวหนูแน่เลยยายอ้อน” คล้ายเดือนยิ้มมุมปากอย่างมีจริตตามนิสัยของเธอ “หนูต้องแต่งตัวแล้วก็ทำทุกอย่างให้เนี้ยบเลยนะลูก ทำให้คุณราเชนทร์เขาประทับใจในตัวหนูแล้วก็เลือกหนูไปเป็นเจ้าสาวของเขา” “คุณแม่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกค่ะ เพราะยังไงเขาก็ต้องเลือกหนูอยู่แล้ว” หญิงสาวพูดอย่างคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง “หนูรู้ค่ะว่าจะต้องทำยังไง ถ้าเขาไม่เลือกหนูก็ถือว่าเขาเป็นผู้ชายที่โง่มากค่ะ” ด้วยความที่เติบโตมากับมารดาที่คอยให้ท้ายและเยินยออยู่เสมอ จึงทำให้คล้ายเดือนกลายเป็นหญิงสาวที่เย่อหยิ่งและมีความมั่นใจในตัวเองสูง สูงจนบางครั้งค่อนไปทางหลงตัวเองโดยที่เธอไม่รู้ตัว “แต่ยายอุ้มไม่ไปนะคะ เห็นว่ามีนัดกับเพื่อน” เธอกล่าวถึงเหมือนดาวผู้เป็นน้องสาว “ยายอุ้มนี่จริง ๆ เลย เรื่องสำคัญแบบนี้ก็ไม่รู้จักทำตัวให้ว่าง” “ช่างยายอุ้มเถอะค่ะแม่ มีหนูทั้งคนแม่จะต้องการอะไรอีก หนูไม่ทำให้แม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ” คล้ายเดือนพูดอย่างหนักแน่น ดวงตาฉายแววมาดหมายชัดเจน เธอมั่นใจเหลือเกินว่าราเชนทร์เลือกเธอแล้ว เพราะรู้ข่าวมาว่าสิ่งที่เขาต้องการคือแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงกับเธอทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตาการศึกษาหรือชาติตระกูลเธอล้วนแล้วแต่มีพร้อมถึงแม้ตอนนี้จะเหลือแต่เปลือกก็ตามที และที่เธอมั่นใจว่าราเชนทร์ต้องเลือกเธอก็เพราะว่าที่ผ่านมาเขานัดเดตกับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมานับไม่ถ้วน แต่ก็ไม่มีใครที่จะได้พัฒนาไปถึงขั้นพาให้ทั้งสองครอบครัวมารู้จักกันเช่นเดียวกับเธอ คล้ายเดือนจึงมั่นใจเกินร้อยว่าเธอคือคนที่ถูกเลือก

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

หัวใจที่โหยหา

read
1.1K
bc

วิศวะร้ายปกป้องยัยตัวเล็ก

read
1.3K
bc

กลับมาเกิดเป็นฮูหยินวิปลาส

read
3.5K
bc

หัวใจซ่อนรัก(เฮียเดย์)

read
48.6K
bc

ร่านรัก จักรพรรดินี

read
2.0K
bc

เมื่อฉันแอบรักซุปตาร์นายเอกซีรีส์วาย

read
18.8K
bc

ทะลุมิติสยบสามีจอมเย็นชา

read
2.7K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook