บทที่ 2 มาเฟียรุ่นที่ 4

1682 Words
“นายน้อยครับ พร้อมแล้วครับ” เสียงลูกน้องคนสนิทอย่างลู่ฟางฉี เดินเข้ามาบอกนายแพทย์คีตะวัน ผู้อำนวยการคนใหม่ของโรงพยาบาล ZHG ในเครือของตระกูลจาง คีตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเกือบสองเมตร หลังจากพยักหน้ารับคำบอกของลู่ฟางฉี ก่อนจะถอดชุดกาวน์ตัวนอกออกช้าๆ และส่งให้ลู่ฟางฉีดูแลต่อ ร่างสูงโปร่งในชุดสูทหรูที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดกาวน์เผยให้เห็นความเป็นผู้นำที่เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจและภูมิฐาน ค่ำคืนนี้เป็นงานเลี้ยงสำคัญที่สโมสรของตระกูลจางจัดขึ้น เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนมุมมองทางธุรกิจระหว่างกลุ่มหุ้นส่วนและนักธุรกิจชั้นนำ คีตะวันในฐานะผู้นำรุ่นใหม่ของตระกูลจาง ต้องเข้าร่วมเพื่อเป็นตัวแทนของตระกูลในงานนี้ ภายใต้ใบหน้าเงียบสงบ คีตะวันคือมาเฟียรุ่นที่ 4 ของตระกูลจาง เขาสืบทอดธุรกิจตามเจตนารมย์จากบิดาและไม่ละทิ้งความฝันของมารดาด้วยการเป็นศัลยแพทย์หัวใจ มือหนึ่งของรุ่นและคีตะวันก็ทำมันออกมาได้ดีทั้งคู่ "เชิญครับ นายน้อย" ลู่ฟางฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพ คอยติดตามอยู่ใกล้ๆ ขณะที่คีตะวันเตรียมตัวออกจากห้องทำงานเพื่อไปเข้าร่วมงาน บรรยากาศภายในงานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา โคมไฟระย้าส่องประกายสว่างตัดกับบรรยากาศสลัวในห้องโถงใหญ่ ทั่วทุกมุมถูกตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยดอกไม้สดและผ้ากำมะหยี่สีทองอร่าม สื่อถึงความมั่งคั่งและมีอิทธิพลของตระกูลจาง แขกเหรื่อในงานล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจ ทั้งชายหญิงที่แต่งกายอย่างหรูหราและมีความมั่นใจในสถานะของตน เหล่าบรรดาลูกคุณหญิงหลานคุณนายทั้งหลาย ต่างแต่งองค์จัดเต็มมาเพื่องานนี้เป็นพิเศษเพียงเพื่อหวังว่าตัวเองจะถูกตาถูกใจกับชายหนุ่มที่ตนหมายปอง สาวสวยในงานแต่ละกลุ่ม ต่างจ้องมองไปที่ประตูด้วยความคาดหวัง พวกเธอได้ยินชื่อเสียงของคีตะวันมานาน ทั้งในฐานะแพทย์ผู้เก่งกาจและทายาทมาเฟียรุ่นที่ 4 ของตระกูลผู้ทรงอิทธิพล ไม่ว่าใครก็อยากได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา เมื่อประตูบานใหญ่เปิดออก เสียงพูดคุยในงานก็เริ่มแผ่วลงเล็กน้อย ขณะที่สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงโปร่งของคีตะวันซึ่งปรากฏตัวพร้อมกับลู่ฟางฉี และเหล่าบรรดาบอดี้การ์ดที่เดินตามหลังเป็นขบวน รอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของเขาทำให้หัวใจของหญิงสาวหลายคนในงานเต้นแรงขึ้น “ดูนั่นสิ ตัวจริงหล่อมากกว่าที่คิดอีก!” หนึ่งในสาวสวยที่ยืนอยู่ใกล้กลุ่มเพื่อนหันไปกระซิบกับเพื่อนของเธอ ในขณะที่สาวสวยอีกคนเสริม “เขาดูสุขุมแล้วก็มีเสน่ห์มากเลยเนอะ… ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็พูดถึงเขา” ขณะที่คีตะวันเดินเข้ามาในงาน ใครบางคนที่อยู่ในกลุ่มนักธุรกิจชายก็พูดขึ้น "ตระกูลจางโชคดีจริงๆ ที่มีทายาทรุ่นใหม่ที่ทั้งฉลาดและน่าเกรงขามอย่างเขา งานนี้มีแต่อนาคตสดใสรออยู่แน่ๆ" คีตะวันเองได้ยินเสียงกระซิบกระซาบรอบตัว แต่เขาเพียงส่งยิ้มบางๆ และพยักหน้าให้แขกที่เข้ามาทักทาย โดยไม่ปล่อยให้สายตาที่จ้องมองเขามีอิทธิพลเหนือความเยือกเย็นของเขา คีตะวันเดินเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงด้วยท่าทางสง่างาม ร่างสูงในชุดสูทสั่งตัดพอดีตัวขับให้เขาดูโดดเด่นท่ามกลางแขกเหรื่ออันทรงเกียรติ แม้ว่าบรรยากาศรอบข้างจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย และเสียงดนตรีคลอเบาๆ แต่คีตะวันยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นบนใบหน้า รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยแต่ทรงเสน่ห์ของเขาดึงดูดความสนใจจากทุกคนในห้อง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของคีตะวันสะท้อนแสงไฟในห้องโถงเลี้ยงอย่างลึกล้ำ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยพลังและความลึกซึ้งที่ไม่อาจอ่านออกง่ายๆ แฝงไว้ด้วยอำนาจที่น่าหวาดกลัวและชวนให้ผู้คนต้องหยุดมองอย่างไม่อาจละสายตาได้ ความเข้มแข็งในแววตาของเขาทำให้ใครก็ตามที่สบตาเกิดความรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าใครสักคนที่ทรงอิทธิพล แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบางสิ่งในดวงตาคู่นั้นที่ชวนให้ค้นหา เหมือนกับว่าเบื้องหลังความน่าเกรงขามยังมีเรื่องราวที่อ่อนโยนแอบซ่อนอยู่ “สวัสดีค่ะ คุณซัน” หญิงสาวในเดรสสีดำที่ปักเลื่อมระยิบระยับยิ้มหวาน ขณะที่เธอเดินเข้ามาขวางทางเขา แก้วแชมเปญในมือของเธอส่องประกายสะท้อนแสงไฟในงาน แต่รอยยิ้มของเธอกลับไม่ทำให้เขาเปลี่ยนท่าที น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ สื่อถึงความตั้งใจที่จะสร้างความประทับใจให้กับเขา “ครับ!” คีตะวันตอบเพียงสั้นๆ น้ำเสียงนิ่งและสงบ พร้อมกับสายตาที่มองตรงไปด้านหน้า ไม่แม้แต่จะหันมามองหญิงสาวที่กล้ามาขวางทางเขาไว้ ความไม่สนใจในดวงตาของเขาเหมือนบอกว่าเขาไม่ต้องการให้มีอุปสรรคในเส้นทางของเขา หญิงสาวเริ่มรู้สึกถึงความเย็นชาของเขา แต่ความต้องการที่จะสร้างความประทับใจให้ยังคงอยู่ เธอพยายามแสดงความมั่นใจออกมาอีกครั้ง “เอ่อ .....วันนี้คุณดูดีมากนะคะ เอ่อ ....ไม่ทราบว่าคุณพอจะให้เกียรติดื่มเป็นเพื่อนดิฉันได้ไหม” คีตะวันยังคงนิ่งเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจในคำพูดของหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งทำให้บรรยากาศรอบข้างเริ่มตึงเครียดเล็กน้อย “ประทานโทษนะครับคุณผู้หญิง รบกวนหลีกทางให้พวกเราด้วย” เป็นลู่ฟางฉีที่เอ่ยขัดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และหวังว่าหญิงสาวจะถอยออกไป “นี่ ฉันไม่ได้พูดกับลูกน้องอย่างแก เจ้านายเขาจะคุยกันอย่ามาสะเออะ” ร่างบางเชิดหน้าสะบัดใส่ลู่ฟางฉี “น่ารำคาญ!” คีตะวันก็ก้าวขายาวๆ เดินหลีกออกไปทันทีพร้อมสบถคำบางคำออกมาด้วยน้ำเสียงกระด้าง “เดี๋ยวก่อนสิค่ะ....โอ๊ย!” ร่างอ้อนแอ้นที่รีบเดินตามเขาไป แต่ไม่ทันระวังตัวเมื่อเธอคิดจับแขนของชายหนุ่มแต่ดันถูกเขาสะบัดออกตามสัญชาติญาณ พรึ่บ! ..... คีตะวันสะบัดแขนตัวเองออกจากหล่อนอย่างรวดเร็ว จนหญิงสาวถึงกับสะดุ้งโหยง ร่างบางถึงกับเซด้วยแรงที่เขาใช้สะบัดเธอให้ออกจากการเกาะกุม สายตาของเธอกวาดมองไปทั่วงาน พยายามไม่ให้ตัวเองรู้สึกอับอาย และพยายามยิ้มอย่างมั่นใจอีกครั้ง “อะ เอ่อ...ซูซี่ขอโทษค่ะ” คีตะวันเลือกที่จะไม่ตอบสนองและไม่ให้ความสำคัญกับหล่อน “.....อาฉีจัดการต่อด้วย” คีตะวันเอ่ยกับลู่ฟางฉีอย่างเคร่งขรึม สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงสแลคเดินผ่านหน้าไปอย่างไร้อารมณ์ ซูซี่ถูกลู่ฟางฉีเชิญให้ออกจากงานไปทันที ทำให้หญิงสาวรู้สึกอับอายและไม่พอใจเป็นอย่างมาก ท่ามกลางเสียงซุบซิบของแขกเหรื่อภายในงาน “ไงหลานรัก! ไม่เจอกันนานโตมาหล่อเหมือนเฮียเฉินเป๊ะ” “สวัสดีครับคุณอากู้” คีตะวันยกมือไหว้ทักทายญาติผู้สูงวัยกว่าตามมารยาท ตระกูลจางนั้นปลูกฝังให้เคารพเครือญาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายในครอบครัวและคอยสนับสนุนซึ่งกันและกันมายาวนาน “แล้วนี่พ่อหลานพาอาซ้อกับเจ้าแฝดไปเที่ยว ยังไม่กลับกันอีกเหรอ” “ยังเลยครับ คุณแม่กับเจ้าแฝด อยากให้คุณพ่อได้พักนานๆ” “ดี เฮียเฉินบ้างานมาทั้งชีวิต ถ้าไม่มีอาซ้อป่านนี้คงแต่งกับงานไปแล้ว” “ครับ” คีตะวันโค้งศีรษะเบาๆ “อ่อ อามีเรื่องจะปรึกษากับหลาน” กู้จื่อเฉิงขยับเข้ามาใกล้ เสียงกระซิบพอให้ได้ยินกันเพียงลำพัง “เรื่องของแก๊งฟีนิกซ์ที่มันฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกใช่ไหมครับ” “ใช่ พวกมันเริ่มสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ แต่อายังไม่รู้จุดประสงค์ของพวกมัน เอาไว้วันหลังอาจะไปคุยด้วยแล้วกันนะ ตอนนี้หลานไปต้อนรับแขกเถอะ อาไม่กวนแล้ว” “ครับ ผมจะรอคุณอา” กู้จื่อเฉิง ตบที่บ่าของคีตะวันเบาๆแล้ววเดินจากไป กว่าที่คีตะวันจะปลีกตัวออกมาจากงานเลี้ยงได้ก็กินเวลาไปร่วมสองชั่วโมง เมื่อทุกอย่างในค่ำคืนนี้เสร็จสิ้นเขาก็สั่งให้ลู่ฟางฉีไปยังสถานที่ที่หนึ่งทันที ภาพในอดีตเริ่มลอยเข้ามาในหัว เสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงที่ชอบกินไอศกรีมรสสตรอเบอรี่ราดช็อคโกแลตจนเลอะปาก เสียงร้องไห้เมื่อครั้งที่เธอวิ่งแล้วหกล้มจนได้แผล ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นเขาจดจำได้ดี และภาพข่าวสองสามีภรรยา ตระกูลนิชิโมโตะนักธุรกิจส่งออกจิวเวอรี่ชื่อดังถูกพบเป็นศพอยู่ในซากรถที่ถูกทิ้งลงทะเล ในเวลาต่อมาทายาทตระกูลนิชิโมโตะก็มาหายสาบสูญพร้อมกับคนใกล้ชิดทั้งหมดต่างหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คีตะวันซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กชายในวัย 4 ขวบยังไม่ค่อยเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ครั้งหนึ่งเมื่อเขานั้นจบมัธยมตอนปลาย เขาเคยขอให้จางอี้เฉินผู้เป็นพ่อช่วยออกตามตามหายูริ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์พักพิง หรือสถานสงเคราะห์เด็ก หรือตามโรงพยาบาลต่างๆ “ยูริ... เธอไปอยู่ไหนกันแน่?” คีตะวันพึมพำออกมาเบาๆ ใบหน้าและดวงตาของเขาแสดงถึงความเศร้า เมื่อคิดถึงเด็กหญิงที่เคยมีความสำคัญในชีวิตเขา ‘ซัน ถ้าวันหนึ่งเราหากันไม่เจอ ยูริจะมารอซันที่นี่นะ’ ‘อื้ม ได้สิ เราจะมาหายูริที่นี่?’
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD