“อังจ๋า เอานี่ไปเสิร์ฟโต๊ะ 5 หน่อย” สุจิตราเจ้าของร้านไอศกรีม ICEZY เรียกเธอให้รับออเดอร์ไปส่งที่โต๊ะลูกค้า ร้านไอศกรีมร้านนี้เปิดมานานเทียบเท่ากับอายุของสุจิตรา หรือ เจี๊ยบก็ว่าได้ และตอนนี้สุจิตราที่เพิ่งเข้ามาบริหารร้านไอศกรีมแห่งนี้เมตัวแทนผู้เป็นแม่ที่เสียชีวินไปได้ไม่นาน
สุจิตรารู้จักและสนิทกับอังศุมาลินเป็นอย่างดีเพราะว่าเธอนั้นเป็นพี่รหัสสายตรงของอังศุมาลิน แถมยังชวนเธอมาทำงานพิเศษที่นี่ตั้งแต่สุจิตราเข้ามายริหารร้านนนี้
“ได้ค่ะ พี่เจี๊ยบ”
“อ่อ อย่าลืมบอกเขาด้วยนะว่าร้านปิด 3 ทุ่มถ้าจะยังเพิ่มก็รีบสั่งมาเลย”
“ได้ค่ะ” อังศุมาลินรับถาดที่มีไอศกรีมรสสตรอเบอรี่ราดช็อคโกแลตไว้ในมือพร้อมเดินไปเสิร์ฟยังโต๊ะลูกค้าทันที
“นี่ค่ะ เมนูที่สั่ง อ่อ....คุณคะ อีกประเดี๋ยวร้านจะปิดแล้ว ถ้าคุณจะสั่งเพิ่มรบกวนสั่งได้เลยนะคะ” น้ำเสียงอ่อนนุ่มอย่างมีมารยาท จนคนฟังต้องเงยหน้ามอง เป็นคีตะวันที่สะดุดเข้ากับสายตาสีน้ำตาลเข้มของเธอ นัยน์ตากลมโตแต่ซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้น่าค้นหา
“....อะ เอ่อ ครับ” เขารีบดึงสติก่อนจะรีบเบนสายตาตัวเองหันหนีไปทางอื่น
“ยินดีค่ะ” อังศุมาลินโค้งรับก่อนจะเดินแยกออกไปทำงานของตัวเองต่อ
“เหมือนมาก....” สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง ใบหน้าคมกำลังใช้ความคิดกับสายตาที่เขาเจอเมื่อครู่ “ไม่น่าจะใช่หรอก นายตาฝาดไปแล้ว คีตะวัน”
คีตะวันรีบปัดความคิดของตัวเองทิ้งไป แต่สายตายังคงวนเวียนอยู่ร่างบางที่เดินวุ่นไปทั่วร้าน ผู้หญิงร่างบอบบาง ตัวนิดเดียวทำไมทำอะไรคล่องแคล่วไปหมด
“คุณคะ พอดีทางร้านจะปิดแล้ว ไม่ทราบว่าคุณสะดวกจะเช็คบิลเลยไหมคะ?” อังศุมาลินเดินเข้ามายืนตรงหน้าคีตะวัน ในมือถือถาดเช็คบิลเอาไว้
“ดะ ได้สิ”
“ถ้างั้น ทั้งหมด 200 บาทค่ะ” มือเรียวบางยื่นถาดที่มีใบเสร็จค่าอาหารส่งให้
“นี่ครับ ไม่ต้องทอน!” แบงค์สีเทาถูกวางลงบนถาดอย่างเบามือ สายตาจ้องมองไปยังดวงหน้าสวยหวานที่ตอนนี้ยืนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ตะ แต่ว่ามัน....มันเยอะเกินไปค่ะ”
“ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้คุณกลับช้าแล้วกัน” คีตะวันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“...ค่ะ ถ้างั้นก็ขอบพระคุณมากนะคะ” อังศุมาลินเผลอยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คีตะวันสะดุดในความคิดทันที
‘รอยยิ้มดูคุ้นตาแบบนี้เขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ’
“ครับ” คีตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำเอาอังศุมาลินต้องแหงนมองเขาก่อนจะก้าวขายาวๆ ออกจากร้านไปยังรถหรูของเขาที่จอดรออยู่หน้าร้าน
“ว้าว...โขคดีจังเลยได้ทิปเยอะกว่าค่าแรงอีก” อังศุมาลินเดินไปยังเคาเตอร์แคชเชียร์พร้อมทั้งเก็บกวาดพื้นทำความสะอาดโต๊ะ กว่าจะออกจากร้านก็เกือบสี่ทุ่ม
“อังกลับแล้วนะคะ พี่เจี๊ยบ ถ้ามีงานอีกอย่าลืมโทรบอกอังนะคะ”
“ได้จ้า กลับดีๆ นะ แล้วพี่จะโทรไป”
อังศุมาลินไหว้ลาแล้วเดินออกจากร้าน แต่ที่สะดุดตาของเธอก็คือรถหรูของชายใจดีหน้าหล่อคนนั้นยังอยู่ที่เดิม
“เอ๊ะ รถคันนี้ยังไม่ไปไหนอีกเหรอ?” ร่างบอบบางของอังศุมาลินเดินผ่านรถหรูคันนั้นไปอย่างไม่คิดอะไร เธอแวะซื้อน้ำเต้าหู้และปลาท่องโก๋ให้ยายพร ก่อนที่เธอจะล้วงไปยังกระเป๋าผ้าสีดำปักดอกเดซี่ดอกใหญ่ไว้ตรงกลาง หยิบถุงกระเป๋าเงินออกมาถือไว้ในมือ
เธอยื่นแบงค์สีแดงให้แม่ค้าและยืนรอเงินทอน จู่ๆ ชายรูปร่างผอมแห้งวิ่งเข้ามาวิ่งราวเอากระเป๋าของเธอไปต่อหน้าต่อตา เสียงเอะอะดังขึ้นเมื่อชายคนนั้นวิ่งชนฝ่าฝูงชนหนีไป อังศุมาลินร้องเรียกส่งเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเธอเลยสักคน
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เอากระเป๋าฉันคืนมา....” แฮ่ก ๆ เสียงหายใจถี่ๆ ของอังศุมาลิน แทบขาดใจเมื่อเธอพยายามวิ่งตามชายคนที่วิ่งราวชิงกระเป๋าของเธอไป “ฉันบอกให้แกหยุดไง”
อ๊าก!!!! โอ๊ย!! เสียงของชายที่วิ่งนำเธออยู่ไม่ไกลล้มลง พร้อมด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำอีกสองสามคนตรงหน้า
“อย่าทำผมเลย ผมคืนกระเป๋าให้ เอานี่!”
“มันง่ายไปไหม จับมันลุกขึ้นมา!” ด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังของชายร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาสมทบพร้อมกับใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆจนดูน่ากลัว
“คะ คุณ ....เอ่อ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้” อังศุมาลินหันไปมองชายที่มีน้ำเสียงมีอำนาจด้วยความตื่นตัว พร้อมสีหน้าตกตะลึงไม่คิดว่าจะเป็นเขา
“นี่กระเป๋าของคุณ! ตรวจดูทรัพย์สินของคุณด้านในด้วยว่ามีอะไรหายไปหรือเปล่า” คีตะวันยื่นกระเป๋าผ้าสีดำให้เธอ
“ไม่มีอะไรหายหรอกค่ะ เพราะว่า....ในนี้มีแค่บิลค่าน้ำค่าไฟเท่านั้น” อังศุมาลินแค่กวาดตามองๆ ดูก็ยิ้มออกมา
“หา!...” คีตะวันขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินว่าทรัพย์สินที่เขาอุตส่าห์วิ่งตามให้เธอนั้นมีแค่เศษกระดาษเท่านั้น “แต่คุณอุตส่าห์วิ่งตามมาตั้งไกลขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่มีทรัพย์สินมีค่าอะไรเลย!”
“มีสิ กระเป๋าใบนี้ไงค่ะทรัพย์สินมีค่าของดิฉัน ถ้ากระเป๋าใบนี้หายไปฉันต้องเสียดายและเสียใจแน่ๆ” น้ำเสียงของอังศุมาลินดูจริงจังมาก จนคีตะวันได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปบอกลูกน้องของเขา ให้จับชายวิ่งราวส่งตำรวจก็พอแล้ว จากนั้นเขาก็หันมาสนใจอังศุมาลินอีกครั้ง
“คุณอยู่แถวนี้หรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ ดิฉันแค่มาทำงานพิเศษให้พี่เจี๊ยบ เอ่อ เจ้าของร้านไอศกรีม ICEZY นั่นแหละค่ะ”
“บ้านคุณอยู่แถวไหน เดี๋ยวผมไปส่ง”
“อ่อ ไม่เป็นไรค่ะ บ้านฉันอยู่ไกลจากที่นี่มาก รบกวนคุณเปล่า ๆ”
“เอางี้ ผมจะให้คนของผมไปส่งที่บ้านคุณแทนก็แล้วกัน ห้ามปฏิเสธ!”
“....” ใบหน้าหวานได้แต่ตะลึงในสิ่งที่คีตะวันบอกแกมสั่งโดยที่เธอไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธอะไร จนกระทั่งเธอก้าวขึ้นรถโดยมีเพียง ลู่ฟางฉีเป็นคนขับรถให้เธอ รถเบนซ์สีดำขับเคลื่อนเข้าไปตามตรอกซอกซอยที่แออัดไปด้วยบ้านเรือน ลู่ฟางฉีมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง
“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะให้ผมไปส่งตรงไหนดีครับ”
“อย่าเรียกดิฉันแบบนั้นเลยค่ะ อ่อ...ที่จริงจอดให้ดิฉันลงตรงนี้ก็ได้นะคะ”
“ไม่ได้ครับ นายให้ผมไปส่งคุณที่หน้าบ้านอย่างปลอดภัย”
“แต่ว่าซอยเข้าบ้านดิฉันรถเข้าไม่ได้ค่ะ ไม่งั้นก็รบกวนคุณจอดให้ฉันลงที่ซอยด้านหน้า เดี๋ยวดิฉันเดินเข้าบ้านเองจะดีกว่าค่ะ”
“ผมจอดรถทิ้งไว้ตรงนี้ได้ใช่ไหมครับ”
“ดะ ได้มั้งคะ?”
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมจอดรถไว้ตรงนี้ แล้วจะเดินเข้าไปส่งถึงหน้าบ้านครับ”
“เอ่อ.....ตามใจค่ะ” อังศุมาลินไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาชี้แจงให้กับลูกน้องของชายใจดีคนนั้น จึงได้แต่ปล่อยให้เขาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไปแล้วกัน
ซอยเข้าบ้านที่คับแคบอย่างที่อังศุมาลินได้บอกเอาไว้ตั้งแต่แรก ลู่ฟางฉียกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้ ทำเอาอังศุมาลินรู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับ
“ถึงแล้วค่ะ” เมื่อทั้งสองเดินมาจนถึงหน้าบ้านที่ล้อมรั้วกั้นอาณาเขตของตัวบ้านด้วยสังกะสีผุๆเก่าๆ เอาไว้ ก่อนที่อังศุมาลินจะก้มลงหยิบก้อนหินก้อนใหญ่ที่วางทับประตูเอาไว้ออก ประตูที่ถูกทำขึ้นด้วยเศษไม้เก่าๆ ถูกเปิดออก สภาพภายในตัวบ้านถูกสร้างขึ้นเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ภายในบ้านน่าจะมีแค่ห้องเดียว ที่เหลือเป็นลานโล่งๆ ข้าวของถูกจัดเรียงไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เกะกะอะไร
“เอ่อ ผมขออนุญาตถามได้ไหม”
“ถาม... ถามอะไรเหรอคะ?”
“คุณพักอยู่กับใครครับ”
“อ่อ ดิฉันอยู่กับคุณยายสองคนค่ะ”
“แล้ว เอ่อ ครอบครัวคนอื่นๆ ละคะ”
“คุณอยากจะรู้ไปทำไมคะ?”
“ผมแค่คิดว่าคุณกับคุณยายไม่น่าจะอยู่ในที่แบบนี้นะครับ มันดูอันตราย ไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงและคนแก่”
“ฉันอยู่จนชินแล้วละค่ะ อีกอย่างหนึ่งเราไม่มีเงินมากพอที่จะหาที่อยู่ที่ดีกว่านี้ได้หรอกค่ะ แต่ก็คงอีกไม่นาน พอดิฉันเรียนจบก็อาจจะหางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ มาจุนเจือครอบครัวได้” น้ำเสียงของอังศุมาลินดูมีความหวังเมื่อพูดถึงในอนาคตถ้าเธอเรียนจบและได้งานทำดีๆ
“ถ้างั้น ขอให้คุณสมปรารถนานะครับ” ลู่ฟางฉีอวยพรให้เธออย่างจริงใจ
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณที่มาส่งดิฉันถึงบ้านด้วยนะคะ” อังศุมาลินไม่ลืมยกมือไหว้อย่างมีมารยาท เธอยืนส่งลู่ฟางฉีเดินจากไปจนลับตา จึงปิดประตูรั้วบ้านลงเดินเข้าบ้านไป
“แย่ละ! ลืมหยิบกระเป๋าลงมาด้วย” อังศุมาลินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่ได้ถือกระเป๋าผ้าของเธอลงจากรถมาด้วย “ช่างเหอะ!..... ฮืออออ แต่มันก็น่าเสียดายนะเจ้ากระเป๋าเพื่อนยาก” เสียงคร่ำครวญด้วยความเสียดายของกระเป๋าผ้าที่เธอได้มาจากการไปค่ายจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุเมื่อปีที่แล้ว