ฮีโร่สาวขวัญใจประชาชน
กรุงโซล,ประเทศเกาหลีใต้
ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันเทควันโดเยาวชนหญิงรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 52 กิโลกรัมในค่ำคืนนี้ช่างคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามาในฮอลล์จนเต็มทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็นแฟนกีฬาฝั่งเจ้าภาพหรือแฟนกีฬาชาวไทยที่บินมาให้กำลังใจน้องข้าว หรือ ขวัญข้าว เลิศรัตนกิจ นักเทควันโดเยาวชนสาวที่สามารถครองแชมป์ไปได้ถึง 2 ปีซ้อนในโปรแกรมการแข่งขันนี้ และในวันนี้เองก็เป็นนัดสำคัญรอบชิงชนะเลิศที่จะได้พบคู่ต่อสู้จากประเทศเจ้าภาพจัดการแข่งขัน
การแข่งขันในวันนี้จึงดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากเพราะเป็นการป้องกันแชมป์ปีที่ 3 ของนักเทควันโดสาว บรรยากาศการแข่งขันในตอนนี้กำลังเป็นไปอย่างดุเดือดสูสีกันอย่างมาก ทำให้ผู้ชมต่างก็ลุ้นไปตามๆกัน
ในขณะนี้ขวัญข้าวยังคงนำคู่ต่อสู้อยู่ 2 แต้มเพียงเท่านั้น และในตอนนี้เหลือเวลาอยู่ 30 วินาทีที่คู่ต่อสู้สามารถตีตื้นขึ้นมาได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงขณะที่ทุกคนในสนามและผู้ชมที่นั่งชมการถ่ายทอดสดจากทางบ้านกำลังดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้นและลุ้นอยู่นั้น ขวัญข้าวก็โชว์ฟอร์มหมุนตัวกระโดดถีบหน้าคู่ต่อสู้ได้อย่างสวยงามใน 5 วินาทีสุดท้ายของการแข่งขัน เรียกเสียงกรี๊ดและเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีไปทั่วทั้งฮอลล์
นักเทควันโดสาวจากประเทศไทยสามารถรักษาแชมป์ของตัวเองได้อีกหนึ่งปี เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่นำกลับมาให้คนไทยได้ชื่นชมกัน
สนามบินสุวรรณภูมิ
ในขณะนี้ทั่วทั้งบริเวณประตูทางออกผู้โดยสารขาเข้านั้นเนืองแน่นไปด้วยเหล่าแฟนคลับของขวัญข้าวที่ตั้งใจมาต้อนรับเธอกลับบ้าน นอกจากนี้ยังมีสื่ออีกมากมายที่ตั้งใจมาทำข่าว ‘ฮีโร่คนดัง’ ที่เพิ่งจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ
“พี่เอ นี่เรากลับบ้านกันเลยใช่ปะ” ขวัญข้าวเอ่ยถามพี่เลี้ยงของตัวเองในขณะที่กำลังเดินไปประตูทางออก
“ใช่จ้า คุณน้อง ตอนนี้มีคนมารอรับเราตรงทางออกเยอะเลยนะ ดังใหญ่แล้วนะเราน่ะ” พี่เลี้ยงใจสาวในร่างชายมาดแมนนามว่า ธนชาติ มือปั้นนักกีฬามือฉมังเอ่ยเหน็บเบาๆอย่างขำขัน
“แน่นอนอยู่แล้วก็คนมันทั้งสวยและมีความสามารถแบบนี้ ไม่แปลกหรอกที่ใครๆก็รักฮ่าๆ” ขวัญข้าวพูดจบก็หัวเราะอย่างสบายใจพลางทำท่าสะบัดผมสลวยเงางามของตัวเองอย่างมั่นใจ หลังจากที่การแข่งขันจบลง ความกดดันก่อนหน้านี้ก็หายไปจนหมด ให้เธอไปแข่งในโปรแกรมใหม่ๆยังจะง่ายเสียยิ่งกว่าการรักษาแชมป์เสียอีก
เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นหญิงสาวไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด เพราะนอกจากความสามารถด้านกีฬาที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคนแล้วความสวยของเธอก็ไม่แพ้ดาราซุปเปอร์สตาร์ชั้นนำของเมืองไทยกันเลยทีเดียว หญิงสาวมีผิวขาวอมชมพูรูปร่างดีอย่างคนที่ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ ใบหน้าเรียวยาวได้รูปโดยที่ไม่ต้องไปตัดกรามหรือเหลาโหนกแต่อย่างใด แม้ยามปกติจะไม่ได้แต่งหน้าแต่เธอก็ยังคงสวยอย่างธรรมชาติ นี่เธอไม่ได้โม้นะ แต่อีข้าวพูดเรื่องจริงจ้า อิอิ
“จ้า แม่คนสวย วันนี้กลับไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนแล้วกันนะ วันมะรืนเรามีปาร์ตี้ฉลองแชมป์นะอย่าลืม” พี่เลี้ยงเอ่ยต่ออีกไม่กี่ประโยคคนทั้งคู่ก็เดินมาถึงประตูทางออกพอดิบพอดี
กรี๊ดดดดดดดด
เสียงแฟนๆที่มารอรับขวัญข้าวกรี๊ดกร๊าดกันสนั่นสนามบินเมื่อเห็นว่าคนที่ตัวเองรอคอยมานานเดินทางมาถึงแล้ว แฟนๆทั้งชายและหญิงต่างก็รีบวิ่งเข้ามาใกล้ขวัญใจของตัวเองพลางเอ่ยแสดงความยินดีกันอย่างชื่นมื่น บางคนก็ยื่นตุ๊กตามาให้ บางคนก็ยื่นการ์ดที่ทำเองกับมือแสดงความยินดีกับเจ้าตัว ขวัญข้าวยิ้มแย้มพร้อมเอ่ยขอบคุณอย่างเป็นกันเอง เธอยื่นมือไปรับของเองบ้างและมีการ์ดที่คอยรักษาความปลอดภัยให้เธอคอยช่วยเธอถือของบ้าง
เหล่านักข่าวเองก็ไม่น้อยหน้าจ่อไมค์ขอสัมภาษณ์กันตรงนั้นกันเลยทีเดียว
“น้องข้าวรู้สึกยังไงบ้างคะที่ได้แชมป์ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน” นักข่าวสายกีฬาคนหนึ่งเอ่ยถาม
“ดีใจมากๆค่ะ ที่ผลจากการฝึกซ้อมอย่างหนักของหนูทำให้คนไทยทุกคนดีใจไปกับความสำเร็จในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณโค้ช สมาคม และชาวไทยทุกท่านที่คอยสนับสนุนหนูอยู่ตลอด” ขวัญข้าวเอ่ยจบก็พนมมือไหว้ขอบคุณอย่างสวยงาม เรียกคะแนนความประทับใจจากนักข่าวและแฟนๆกันถ้วนหน้ากับกิริยามารยาทน่ารักของเธอ
“การแข่งขันโปรแกรมหน้าที่จีนมีความมั่นใจมากแค่ไหนคะ” นักข่าวจากอีกสำนักหนึ่งเอ่ยถามบ้าง
“ถ้าถามว่ามั่นใจไหม ก็ขอตอบก่อนว่าต้องมั่นใจค่ะ เพราะถ้าเราไม่มั่นใจในตัวเองเราจะไปแข่งกับใครได้คะ จริงไหม” หญิงสาวเอ่ยตอบอย่างยิ้มๆแต่ในใจกำลังคิดว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เธอแอบส่งซิกไปให้พี่เอประมาณว่า ‘พอแล้วไหม หนูอยากกลับบ้าน’ ซึ่งพี่เลี้ยงคนสนิทก็เข้าใจความหมายทันทีโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรออกมา
“เอาล่ะครับ พี่ๆนักข่าวครับพอดีน้องเดินทางมาเหนื่อยๆ ขออนุญาตพาน้องขึ้นรถก่อนนะครับ ถ้ายังไงเรื่องสัมภาษณ์เดี๋ยวเราจะมีงานอาทิตย์หน้าที่สมาคม รบกวนพี่ๆมาสัมภาษณ์กับน้องเพิ่มเติมในวันนั้นนะครับ” พี่เลี้ยงหนุ่มเอ่ยจบก็ขออนุญาตแหวกทางออกมาจากกลุ่มนักข่าวและแฟนคลับ
“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ที่ตั้งใจมารับข้าว” ขวัญข้าวพูดขอบคุณพลางระบายยิ้มกว้างและโบกมือบ๊ายบายทุกคนและเดินตรงไปขึ้นรถที่จอดรอไว้อยู่แล้ว
เมื่อก้าวขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็เปิดกระจกโบกมือลาแฟนๆจนลับสายตาแฟนคลับไป แฟนคลับบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างปลื้มปิติดีใจที่ได้เจอคนที่ตัวเองชอบ อีกทั้งยังได้พูดคุยกันอีกด้วย แม้จะเป็นเวลาไม่นานแต่พวกเขาก็ดีใจเป็นอย่างมาก
“เฮ้ออออ กว่าจะได้กลับบ้าน หนูโคตรหิวอ่ะพี่เอ ไปร้านปิ้งย่างกันก่อนได้ปะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างเกียจคร้านพร้อมหลับตาเอนหลัง
“งั้นเอาร้านเดิมไหม” พี่เลี้ยงคนสนิทก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจ เขารู้ดีว่าชีวิตของน้องรักเมื่อก่อนไม่ได้สวยหรูอย่างทุกวันนี้ กว่าขวัญข้าวจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย
“จัดไป ถึงแล้วปลุกหนูด้วยนะ” หญิงสาวพูดทั้งๆที่ยังหลับตาอยู่
“นอนไปเถอะ ลุงแดงเดี๋ยวไปร้านประจำเลยนะครับ” พี่เลี้ยงหนุ่มพูดจบก็หันไปสนใจกับหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองต่อ
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงกับอีกครึ่งชั่วโมง
“ข้าว ตื่น ถึงแล้วโว้ยยย ตื่น” พี่เลี้ยงหนุ่มทั้งตะโกนและเขย่าตัวหญิงสาว เพราะรู้ดีว่ายัยคนนี้ขี้เซาขนาดไหน
“อืมมมม ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว เขย่าซะแรง มันเจ็บนะเนี่ย” ขวัญข้าวเอ่ยตอบเสียงงัวเงียและลงจากรถอย่างมึนๆ
เมื่อขวัญข้าวเดินเข้ามาในร้านแล้ว เธอก็เป็นจุดเด่นของร้านกันเลยทีเดียว ลูกค้าหลายคนที่จำเธอได้ต่างก็มองมาที่เธออย่างยิ้มๆและซุบซิบกันเบาๆพลางสะกิดเรียกเพื่อนให้หันมาดู บางคนใจกล้าหน่อยก็เดินเข้ามาขอถ่ายรูปและขอลายเซ็น
“อร่อยเหมือนเดิมเลยเนอะพี่” ขวัญข้าวพูดพร้อมกับมีหมูสามชั้นย่างอยู่ในปาก
“ใช่ ร้านไหนก็ไม่ดีเท่าร้านนี้” ชายหนุ่มใจสาวเอ่ยตอบ
“แล้วนี่ ปาร์ตี้จัดที่บ้านใช่ปะ”
“ใช่ พี่สั่งอาหารเตรียมทีมงานไปจัดงานเรียบร้อยแล้ว น่าจะเข้าไปเตรียมงานประมาณเที่ยง”
“อ่อ โอเค” ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตากิน ส่วนมากเธอจะเป็นฝ่ายกินเสียมากกว่า เพราะพี่เอของเธอทำหน้าที่ย่างให้กินอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่อิ่มแล้วก็ได้เวลากลับบ้าน เธอก้าวขึ้นรถนั่งคิดอะไรเพลินๆไปเรื่อยเปื่อย ต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง
พี่เอหรือธนชาติเป็นทั้งพี่ชายและพี่สาวของเธอในเวลาเดียวกันหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคนใกล้ชิดเพียงไม่กี่คนที่เธอมีอยู่ ในอดีตขวัญข้าวมีครอบครัวที่อบอุ่น เมื่อเธออายุครบ 7 ปี เป็นตอนนั้นเองที่เธอได้รู้จักพี่เอ เพราะพี่เอเป็นครูสอนพละที่โรงเรียน นอกจากวิชาวิทยาศาสตร์แล้วเธอก็ชอบวิชาพละมากเพราะเป็นเด็กที่แอ็คทีฟ อยู่นิ่งไม่เป็น บวกกับความดื้อทโมนเป็นลูกลิง ทำให้คุณครูพละหนุ่มที่ตอนนั้นยังคงเป็นครูฝึกสอนเอ็นดูเธอเป็นพิเศษ
อีกทั้งก็เป็นเขาเองที่สอนเทควันโดให้เธอเอง โดยครอบครัวของเธอจ่ายเงินค่าเรียนพิเศษเพื่อให้ลูกสาวได้เรียนในสิ่งที่ชอบ ฟังดูแล้วเหมือนชีวิตของเธอจะจบลงด้วยดี แต่ใครจะไปคาดคิดว่า 3 ปีต่อมา ธุรกิจที่บ้านของเธอล้มละลาย ทั้งยังติดหนี้มากมาย พวกท่านทนความสิ้นหวังในชีวิตไม่ไหว จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายในบ้าน
ขวัญข้าวจำได้ว่าวันนั้นเธอกลับบ้านดึกเพราะพี่เอพาไปเลี้ยงไอติมหลังสอบเสร็จ เมื่อเข้ามาในบ้านก็พบว่าบ้านเงียบผิดปกติ เธอตะโกนเรียกหาพ่อกับแม่อยู่นานแต่ก็ไร้เสียงตอบรับ พี่เอเห็นว่าสถานการณ์ผิดปกติจึงยังไม่ได้กลับบ้านไปแต่ยังคงอยู่เป็นเพื่อนเธอ เธอตัดสินใจเดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน และเมื่อเดินไปถึงก็พบว่าประตูห้องนอนของพ่อกับแม่เปิดอยู่ เธอเดินเข้าไปพร้อมกับพี่เอและเปิดสวิตช์ไฟข้างประตู เมื่อแสงจากหลอดไฟสาดส่องไปทั่วห้อง เธอที่ตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยอายุเพียง 10 ปี ก็พบกับเหตุการณ์สุดสะพรึง ภาพสองสามีภรรยานอนกอดกันอยู่ที่พื้นและมีเลือดมากมายเจิ่งนองเต็มพื้น หากสังเกตดูจากร่องรอยของเลือด ทั้งคู่น่าจะเสียชีวิตนานแล้ว เพราะมีเลือดที่พื้นบางส่วนเริ่มจับตัวแข็งแห้งติดพื้นบ้างแล้ว ตอนนั้นเธอช็อคยืนนิ่งอยู่กับที่แบบนั้นโดยที่ไม่รู้เลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทั้งๆที่จริงแล้วเวลาผ่านไปเพียงช่วงหนึ่งนาทีเพียงเท่านั้น
จนกระทั่งพี่เอเดินเข้ามากอดและปลอบใจเธอ เธอถึงรู้ตัวว่าตัวเองกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาแบบไม่มีเสียง เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเธอผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร อาจเพราะมีพี่เอที่คอยดูแลเธอ คอยให้กำลังใจเธอ และใช้กีฬาเยียวยาจิตใจที่ย่ำแย่ของเธอจนเธอกลับมาเป็นปกติ
หลังจากเกิดเรื่องก็ไม่มีญาติคนไหนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มีเพียงพี่เอที่รักและเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวอีกคน เขาพาเธอไปอยู่กับคุณแม่ของเขาย่านชานเมือง ครอบครัวพี่เอดีกับเธอมาก พวกท่านเป็นบ้านหลังที่สองของเธอ ตอนนั้นถ้าไม่มีพี่เอเธอจะไปเร่ร่อนอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
จะว่าไปพี่เอก็ทำตัวคล้ายๆพ่อของเธอนี่เอง เขาช่วยเหลือเธอทุกอย่าง แม้กระทั่งชักชวนเข้าวงการกีฬา เธอเองก็รู้สึกว่าชอบเทควันโดมากจึงตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก เราสองคนพี่น้องต่างสายเลือดต่างก็ตระเวนไปทุกโปรแกรมการแข่งขันทั่วประเทศ มีแพ้บ้างมีชนะบ้างปะปนกันไป จนกระทั่งเธอเข้าร่วมการแข่งระดับยุวชนครั้งหนึ่งที่ต่างจังหวัดและได้รับรางวัลชนะเลิศ ไม่รู้ว่าหน่วยก้านของเธอไปเตะตาคนในสมาคมเข้าหรือย่างไร พวกเขาจึงชักชวนให้เธอเข้าสมาคมและได้รับการฝึกอบรมจากโค้ชมากประสบการณ์ จนในที่สุดเธอก็ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ และตั้งแต่นั้นมาจึงมี ขวัญข้าว ขวัญใจชาวไทยดั่งในวันนี้
“ข้าว ยัยข้าว นั่งเหม่ออะไรอยู่ห๊า ถึงบ้านแล้วเนี่ยจะเข้ามาไหม” ธนชาติบ่นเบาๆพลางโบกมือไปมาที่หน้าของน้องสาวต่างสายเลือด
“อ้าว ถึงแล้วเหรอ พอดีหนูคิดอะไรเพลินๆ” ขวัญข้าวได้สติจากน้ำเสียงสิบแปดหลอดจากพี่ชายคนเก่งก็ตื่นจากภวังค์และออกจากความทรงจำเก่าๆ
หญิงสาวสะบัดความทรงจำเก่าๆออกจากหัวและรีบเดินตามชายหนุ่มเข้าบ้าน บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังใหม่ที่เธอเก็บเงินซื้อเองจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ เมื่อเดินเข้ามาในบ้านก็พบกับคุณแม่ของพี่เอกำลังนั่งถักโครเชต์อยู่บนเก้าอี้โยกที่มุมโปรดของบ้าน
“ป้านงค์ขา ข้าวคิดถึงป้านงค์มากๆเลยค่ะ” ขวัญข้าวไม่รอช้ารีบเดินไปคุกเข่าและกอดเอวผู้สูงอายุโดยใช้ใบหน้างามถูไถที่ตักไปมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ้อนสุดฤทธิ์
“คิดถึงป้าหรือว่าคิดถึงกับข้าวฝีมือป้ากันแน่จ๊ะ แม่ตัวดี” อรอนงค์คุณแม่ของธนชาติกล่าวอย่างรู้ทัน
“โถ่ คุณป้าขา ข้าวก็ต้องคิดถึงคุณป้าสิคะ” หญิงสาวยิ้มกว้างทำหน้าระรื่น
“จ้า คิดถึงป้า ก็คิดถึงป้า ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไปลูก กลิ่นควันร้านหมูย่างติดผมเหม็นไปหมด”
“แหะๆ ข้าวก็เหม็นกลิ่นตัวเองเหมือนกัน งั้นเดี๋ยวข้าวลงมานะคะ” เธอลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินจากไปก็มีเสียงเหน็บแนมดังขึ้นเสียก่อน
“โตเป็นสาวแล้วยังทำตัวเป็นเด็กอยู่ได้” ธนชาติเดินออกมาจากครัวพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่หญิงสาวออดอ้อนแม่ของเขาราวกับเด็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะพูดแขวะหญิงสาวเบาๆ
“ไปว่าน้องเขา เรานี่ก็” อรอนงค์บ่นลูกชายใจสาวของนางเบาๆแล้วส่ายหัว สองคนนี้ชอบจิกกัดกันจนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
“เชอะ ก็ข้าวยังเด็กอยู่จริงๆนี่นา ไปดีกว่า...เหม็นขี้หน้าคนแถวนี้” หญิงสาวเดินลอยหน้าลอยตาผ่านเขาไป และรีบวิ่งขึ้นห้องตัวเองเมื่อพูดจบ
“ยัยข้าว!!”
“เฮ้อ พอกันเลยทั้งคู่” หญิงสูงวัยส่ายหน้าระอากับนิสัยเด็กๆของทั้งคู่
“แม่ก็ดูน้องสิครับ เป็นเด็กเป็นเล็กเถียงผู้ใหญ่เก่งจริงๆ”
“เท่าที่แม่เห็นก็มีแต่เรานั่นแหละที่เถียงกันอยู่สองคน”
“แม่ก็เข้าข้างน้องตลอดจนเสียคนแล้วเนี่ย” ธนชาติบ่นอย่างเซ็งๆไม่รู้ตอนนี้ใครเป็นลูกที่แท้จริงก็ไม่รู้ เข้าข้างกันเก่งจริง
“เอาน่า เราเองก็ตามใจน้องเหมือนกันแหละ อย่ามาทำเป็นบ่นกับแม่” หญิงสูงวัยพูดแทงใจดำ
“เฮ้อ ผมไปอาบน้ำก่อนดีกว่า” เมื่อเห็นว่าเถียงไม่ได้แล้วจึงเอ่ยขอตัวบ้าง
ตั้งแต่ที่น้องน้อยของเขารู้ว่าเขามีใจเป็นหญิงและชอบผู้ชาย เราสองคนก็เริ่มพูดจาจิกกัดกันเหมือนเด็กๆ แต่ความจริงแล้วเราสองคนรักกันมากจนแทบจะเหมือนพี่น้องที่คลานออกมาจากท้องแม่คนเดียวกันเลยก็ว่าได้ เขารู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร เราสองคนแค่มองตาก็รู้แล้วว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อย่างเช่นเมื่อตอนลงรถ เขารู้ดีว่าอาการเหม่อลอยแบบนั้นของเธอคืออะไร เธอคงจะกลับไปคิดเรื่องเลวร้ายในอดีตอีกแน่นอน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจหาเรื่องกัดกับเธอเพื่อให้เธอคลายเครียดและลืมเรื่องที่เพิ่งเผลอนึกถึงไป ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ไหมแต่เขาก็พยายามที่สุดแล้ว