ชีวิตหลังเดินออกมา (1)
งานเปิดตัวโรงแรม La Maison @ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
"ทำไมมึงถึงได้ตั้งชื่อวะ" ดีมานี่เอ่ยถามเจ้าของโรงแรมที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่มองแขกที่เข้ามาในงานเรื่อยๆ
"ชื่อนี้มันแปลว่า บ้าน กูอยากให้คนที่มาพักที่นี่รู้สึกเหมือนว่าได้กลับบ้าน ได้อยู่บ้านของตัวเอง" อานนท์ตอบกลับเพื่อนรักไปพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มของการเข้าสังคมที่อานนท์มักใช้เป็นประจำ
ตั้งแต่ที่ไอริณเดินออกไปจากชีวิตของอานนท์ ชีวิตของชายหนุ่มก็เหมือนหุ่นยนต์ที่ทำงานตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ คือตื่นนอนตอนเช้าก็ทำงานเย็นกลับบ้านนอน
อาจจะมีบ้างในบางครั้งที่ชายหนุ่มจะต้องมีการเอนเตอร์เทรนลูกค้าด้วยตัวเองหรือต้องเป็นประธานในการเปิดงานต่างๆ ภายใต้การบริหารงานของเขา เพราะนักธุรกิจหนุ่มอายุน้อยอย่าง อานนท์ นั้น เป็นที่จับตาและถูกจับจ้องเป็นอย่างมาก รวมถึงสถานภาพทางสังคมที่คนในแวดวงธุรกิจบอกว่า ยังโสด จึงเป็นที่หมายปองของสาวๆ หลายคนไปด้วย ทั้งที่หัวใจของเขาไม่สามารถที่จะรับใครเข้ามาได้อีกแล้วตั้งแต่วันที่ไอริณเดินเข้ามาในชีวิตของเขา ชายหนุ่มก็คิดว่าชาตินี้คงไม่สามารถรักใครได้อีก
ไอริณ คือ รักแรกและรักสุดท้ายของเขา
นั่นคือสิ่งที่อานนท์คิดและทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ถึงแม้ชายหนุ่มไม่ได้ติดต่อกับหญิงสาวเลยตั้งแต่เดินออกมาจากชีวิตคู่ของคนทั้งคู่ แต่เขาก็ให้ลูกน้องคอยเฝ้าดูความเป็นไปของเธอพร้อมกับรายงานให้เขารู้เป็นระยะๆ ทำให้ตอนนี้เขาไม่ต้องคอยให้ลูกน้องตามเฝ้าและรายงานเรื่องเธออีกแล้วเพราะเขาวางใจแล้วว่าผู้ชายอีกคนที่เธอเลือกนั้นสามารถดูแลให้ทำให้หญิงสาวมีความสุขได้โดยเขาไม่ต้องห่วงกังวลใดๆ ทั้งสิ้น
"ชื่อเก๋และความหมายดี เหมือนกำลังหมายความว่าเจ้าของโรงแรมอยากกลับบ้านซะเอง" ไบรอันเอ่ยแซวเพื่อนรักอย่างที่รู้กันว่าสิ่งที่ชายหนุ่มลูกครึ่งเอ่ยนั้นหมายถึงอะไร ซึ่งนั่นไม่ใช่บ้านอย่างที่คนอื่นเข้ามาได้ยินแต่อย่างใด แต่มันเป็นความหมายถึงใครบางคนที่ประเทศไทยที่ทำให้เพื่อนรักของเขาไม่ยอมกลับไปที่นั่นเลยตั้งแต่วันนั้นเพราะคนคนนั้น ชายหนุ่มอีกสองคนและหนึ่งหญิงคนเดียวในกลุ่มต่างหันมามองหน้าไบรอันเป็นตาเดียวกันเหมือนกับกำลังตำหนิเพื่อนอยู่ว่าเล่นไม่เป็นเวลาเมื่อเห็นสีหน้าของอานนท์เปลี่ยนไป
"เฮ้ย ฉันขอโทษว่ะ" ไบรอันรีบเอ่ยขอโทษทันทีที่เห็นสีหน้าของอานนท์เปลี่ยนไป
"เออ พวกแกตามสบายเลยนะ ขอตัวไปดูแขกทางนั้นก่อน" อานนท์เอ่ยบอกกับเพื่อนรักทั้งสี่ก่อนจะเดินไปยังกลุ่มแขกที่มาร่วมงานอีกกลุ่มที่อาวุโสระดับหนึ่งที่เขาควรต้องเข้าไปทักทายอย่างเลี่ยงไม่ได้
"แกไม่น่าไปพูดแบบนั้น ก็รู้อยู่ว่ามันยังตัดใจไม่ได้" เชวาเอ่ยตำหนิเพื่อนที่พูดออกมาอย่างสนุกปากอย่างลืมคิด จนคนที่ถูกตำหนิมีสีหน้ารู้สึกผิดขึ้นมา
"เวลาก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ก็นึกว่าจะลืมได้แล้ว ไม่คิดนี่หว่าจะรักฝังใจขนาดนั้น" คำพูดของไบรอันทำให้หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปจนชายหนุ่มอีกคนสังเกตเห็นอย่างห่วงใยแต่ไม่พูดอะไรออกมา
"เฟียสอยากทานอะไรมั้ย เดี๋ยวเชนไปหยิบมาให้" เชวาเอ่ยถามหญิงสาวข้างกายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างเอาใจ
"เอาให้ฉันด้วยสิ" ดีมานี่พูดแทรกขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักกำลังจะไปตักอาหารมาให้เพื่อนสาวคนเดียวในกลุ่ม
"อืมม จะเอาอะไร" เชวาหันหน้ามาถามเพื่อนที่ยกไวน์ดื่มอย่างสบายใจ
"เอาเหมือน...เฟียส!" ประโยคที่เน้นน้ำหนักคำสุดท้ายทำให้เชวารู้ว่าเพื่อนของเขากำลังเริ่มกวนประสาทเขาแล้ว
ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่มีกันห้าคนนั้น ทุกคนรู้ว่าเชวารู้สึกกับเฟียต้าอย่างไร มีเพียงหญิงสาวเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายรู้สึกกับเธอเกินกว่าเพื่อนสนิท เพราะเธอมัวแต่สนใจอานนท์เพื่อนสนิทที่เธอแอบรักและคิดเกินเพื่อนมาตลอด แต่หญิงสาวไม่กล้าแสดงออกให้อีกฝ่ายได้รู้มากเพราะกลัวว่าจะทำให้อานนท์ทำตัวห่างเหินและตัดความสัมพันธ์ของความเป็นเพื่อนกับตนไป
"อืมม เฟียสอยากทานอะไร" เชวาหันไปมองหน้าดีมานี่ด้วยแววตาแข็งกร้าวเล็กน้อยก่อนจะปรับสีหน้าเป็นนุ่มนวลเมื่อหันไปเอ่ยถามเพื่อนสาวคนสนิท
"อะไรก็ได้แล้วแต่เชนเลย" เฟียต้าตอบกลับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่สายตาพยายามเหลือบมองหาอานนท์จนเชวาอดที่จะน้อยใจในการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่กล้าที่จะแสดงอาการเหล่านั้นออกมาให้หญิงสาวได้เห็นเพราะเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้แคร์ความรู้สึกของตัวเองเกินกว่าความเป็นเพื่อนเลย
"รอตรงนี้นะ เดี๋ยวเชนมา" เชวาบอกกับหญิงสาวก่อนจะเดินไปยังโซนอาหารที่ทางโรงแรมจัดไว้สำหรับแขกที่มาร่วมงานซึ่งจัดเป็นแบบคอกเทลนานาชาติ