1 สมรสพระราชทานมิอาจฝืน
ขณะที่หิมะสีขาวโพลนโปรยปรายมีสายลมเหมันต์ฤดูพัดผ่านหอบอากาศเหน็บหนาวไปทั่วทุกพื้นที่ อากาศในยามค่ำคืนนี้จึงหนาวเย็นจนสะท้าน ภายในห้องหอที่ถูกตกแต่งด้วยสีแดงมงคลจึงสว่างไสวเต็มไปด้วยเตาผิงหลายเตาที่ถูกจัดวางไปรอบห้องอีกหนึ่งคงรวมทั้งเทียนมงคลที่สาดส่องแสง
ทว่าเขากลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงไฟทั้งหลายแล้วยิ่งไม่รู้สึกถึงบรรยากาศของความเป็นมงคลแม้แต่น้อย ทว่ายิ่งนึกแล้วยิ่งน่าขำนัก
ซ้ำคืนนี้เป็นคืนเข้าห้องหอของเขากับเจ้าสาวที่ไม่ได้ต้องการจะแต่ง ทว่าแต่แล้วอย่างไรในเมื่อเป็นสมรสพระราชทานเขามิอาจฝ่าฝืน
เจียงอวี่หยางหันไปมองเจ้าที่ยังคงนั่งแน่นิ่งอยู่บนเตียงอย่างไม่เต็มใจนัก ใบหน้าหล่อเหลาเหยียดยิ้มขึ้นอย่างโง่งมเริ่มฉายแววรำคาญใจคับแน่นเต็มอกแล้ว ทำได้เพียงแต่ถอนหายใจเงียบ ๆ
สตรีนางนั้นนาม ซูเมิ่ง คุณหนูสามแห่งจวนเสนาบดีกรมโยธา ทว่านางถือกำเนิดจากอนุภรรยากระนั้นมีอะไรเหมาะสมกับเขาผู้มีฐานะเป็นถึงท่านราชครูขององค์รัชทายาทหรือ? ฮ่องเต้ทรงนึกคิดอะไรอยู่ถึงกับพระราชสมรสให้หรือนึกอยากจะกลั่นแกล้งทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขามีสตรีในดวงใจแม้ไม่อาจครอบครองได้ก็ตามงั้นรึ
ในค่ำคืนมงคลอันเงียบสงบหลังจากผ่านพิธีการประเพณีเคี่ยวกรำอย่างหนักมาตลอดทั้งวัน แม้วันนี้คือวันแต่งงานของนางเป็นวันสำคัญและสมควรจะมีความสุขมากที่สุดในชีวิต
ภายนอกดูแล้วได้ตบแต่งเป็นฮูหยินเอกเข้าจวนตระกูลขุนนางใหญ่แต่แล้วอย่างไรแม้แต่หน้ายังไม่เคยพบเจอไม่เคยพูดคุยยิ่งยากจะครองคู่ดั่งนกยวนยาง
นางนั่งอยู่หลังม่านแดงใบหน้าถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องประทิมโฉมรอคอยอย่างใจจดใจจ่อภายในห้องหอหวังให้เจ้าบ่าวเข้ามาเลิกผ้าคลุมหน้าออกเสียที นางเหนื่อยเหลือเกินถ้าเป็นอย่างเมื่อครั้นอดีตสมควรจะหลับสนิทนิทราไปนานแล้ว
"เจ้าเลิกผ้าคลุมหน้าออกเถิด"
พลันอากาศรอบด้านหยุดนิ่ง ซูเมิ่งซูดลมหายใจเข้า ซูดลมหายใจออก นิ้วมือสั่นระริกประสานเข้าหากันอย่างประหม่า
นางกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบดุจสายน้ำเมื่อครู่คือเจ้าบ่าวผู้เป็นสามีของนางใช่หรือไม่
เจียงอวี่หยาง?
ผ่านไปครู่ใหญ่เจ้าสาวผ้าสวมคลุมสีแดงสดเบื้องหน้าไร้การเคลื่อนไหว เจียงอวี่หยางตัดสินใจเดินมาหาใช้มือเลิกผ้าคลุมเจ้าสาวแทนการใช้ไม้เลิกผ้าตามธรรมเนียม
ซูเมิ่งมองเจ้าบ่าวเบื้องหน้าในอาภรณ์สีแดงสดดวงตาสีดำขลับลึกล้ำคล้ายสีน้ำหมึก คิ้วเรียวดุจกิ่งหยก บุรุษผู้นี้ช่างสง่างามดั่งภาพวาดเทพเซียนก็ไม่ปาน ยิ่งมองผิวขาวผิวเนียนตัดกับอาภรณ์ที่สวมใส่ยิ่งดูสะอาดสะอ้านไม่แปดเปี้อนธุลี เขาช่างดูสูงส่งจนนางไม่อาจกล้ามอง
"ใบหน้าข้ามีอะไรติดอยู่รึ"
เจียงอวี่หยางไม่เคยถูกผู้ใดมองหน้าตรง ๆ ไม่กระพริบตาเยี่ยงนี้แม้แต่ผู้เป็นนางในดวงใจยิ่งห่างเหินอดไม่ได้จึงเอ่ยออกไปอย่างสงสัย
ศีรษะเล็ก ๆ ของซูเมิ่งส่ายไปมาเล็กน้อยแทนการตอบเป็นคำพูด “ไม่มีเจ้าค่ะ”
นางลุกลี้ลุกลนรีบหนีเดินไปยังโต๊ะกลมกลางห้องรินสุรามงคลใส่จอกทั้งสองเสร็จแล้วหันกลับยื่นให้เขาหนึ่งจอกของนางหนึ่งจอก
"ท่านพี่จากนี้ไปข้า ซูเมิ่ง ขอฝากตัวด้วย"
‘ถือว่านางเริ่มต้นได้ดี’
เจียงหวี่หยางหรี่ตามองการกระทำของเจ้าสาวตรงด้วยด้วยอารมณ์นิ่งเฉยในใจกำลังขบคิดพินิจมอง แม้จะเป็นดรุณีวัยแรกแย้มแต่บานสะพรั่งด้วยความงามที่หาชมได้ทั่วไปตามงานเลี้ยงไม่โด่ดเด่นมากเท่าที่ครวแต่งดงามตามคุณหนูในห้องหอทั่วไป
‘พระองค์ทรงคิดอะไรอยู่ถึงพระราชสมรสเขาให้แต่งกับนาง?’
"เจ้าหิวหรือไม่ ถ้าไม่ข้าจะเรียกคนมาเติมน้ำอุ่นให้อาบแล้วรีบนอนเสียเถิดเหน็ดเหนื่อยมาทังวันแล้ว”
เสียงกระแทกจอกสุราลงโต๊ะอย่างรุนแรง นางหันสายตามองตามเขาไปอย่างงุนงง นี่ข้าทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ? แล้วคล้องแขนดื่มสุรามงคลเขาไม่ทำหรอกหรือ?
"ท่านพี่ไม่ดื่มหรือเจ้าคะ"
เจียงอวี่หยางหยุดชะงักหน้าบานประตู "ข้าดื่มมาทั้งวันแล้ว"
ปัง!
สวรรค์! นางเพียงแค่พูดดีด้วยแต่กับทั้งกระแทกจอกสุราทั้งปิดประตูเสียงดังใส่ข้านี่สามีท่านคบคนยากไม่น้อย
ซูเมิ่งถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยครั้นหันหลังกลับมาพึ่งสังเกตุเห็นเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ถูกปูทับด้วยผ้าหน้าคลุมเตียงลวดลายนกนวยางเคียงคู่ด้านใต้เป็นผ้าปูเตียงคงลวดลายเช่นเดียวกัน ม่านเตียงแขวนเหนือหัวสีแดงสดปักหงษ์เคียงมังกรครองคู่อีกทั้งเทียนมงคลถูกประดับไว้ทั่วห้องชวนให้บรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยความมงคลอย่างยิ่ง
บรรยากาศมงคลปานนี้แต่น่าเสียแม้แต่สุรามงคลเขาไม่คิดดื่มแล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร
นางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้ากัดริมฝีปากถอนหายใจออกมาพรู่หนึ่ง ในหัวเต็มไปด้วยคำพูดคำถามมากมายยากจะพูดกับผู้ใด
ข้าคุณหนูสามนาม เฉินซูเมิ่ง บิดาคือขุนนางสังกัดกรมโยธา มารดาคืออนุภรรยาอดีตนางโลมแห่งหอชิวเทียน ช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงล่วงเลยวัยปักปิ่นจึงเป็นที่รังเกียจของคนทั่งจวนถูกหัวเราะเยาะเย้ยจากพี่น้องทั้งหลายส่วนมารดามัวเมาแก่นแย่งชิงดีจนพลัดตกน้ำไปเมื่อข้าสิบขวบจวบจนกระทั่งเจ็ดปีที่ผ่านมาหลังมารดาสิ้นบิดาหาสนใจปล่อยให้ฮูหยินเอกของจวนจับข้าให้ไปชีวิตโดดเดี่ยวในเรือนเล็กหลังจวนห่างจากผู้คนคล้ายนกน้อยที่ถูกขังในกรง
อิสระเสรีเป็นสิ่งที่ข้าถวิลหา
ภายใต้จวนแห่งนี้
ข้ายิ่งไม่สามารถออกไปไหนได้
ยิ่งไม่สามารถมีชีวิตดั่งต้องการได้
หากไม่เป็นเพราะสมรสพระราชทานข้าก็มิอาจหลีกนี้จากจวนแห่งนั้นได้และไม่ว่าจะด้วยเหตุอันใดถึงพระราชทานให้ ข้าก็จะยืนหยัดให้ถึงที่สุดต่อให้จะเดินไม่ได้ข้าก็จะต้องคลานไปให้ได้ไม่กลับมายังที่แห่งนั้นอีก
ขอเพียงเขาผู้นั้นให้อิสระเสรีแก่ข้า ให้เกียรติข้าเพียงเท่านี้ข้าจะแบกความจงรักภักดีไว้ในใจอย่างหนักแน่นมอบชีวิตที่เหลืออยู่ให้เขาแด่เพียงผู้เดียว
นางเรียกเขาว่าผู้มีพระคุณ