“ โอ๊ย!!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ”
เขานั่งลงกุมหน้าแข้งของตัวเอง หน้าแดงกล่ำ สงสัยกำลังมีความรัก
“ เธอกลับมาขอโทษฉันเดี๋ยวนี้นะ...ยัยเบ๊อะ!!! ” เสียงเขาตะโกนไล่หลังมาติดๆ
ฉันหันไปเท้าเอว ชี้หน้าเขา เพราะตัวเองอยู่ในจุดที่น่าจะหนีทัน
“ประเทศไทยมีตำรวจตุ๊ดแบบนาย ฉันละเสียดายภาษีของประชาชนจริงๆ”
“ฉันจะฆ่าเธอ!!!” เขาตะโกนเสียงเขียว ยืนขึ้นแล้วลากขาตัวเองเดินเข้ามาหาฉัน หน้าตาเหมือนผู้ร้ายชัดๆ
“ก่อนจะฆ่าใคร เดินให้ตรงก่อนไหม” ฉันยิ้มเยาะ รู้จักฉันน้อยไปแล้ว
“แน่จริงหยุด ยืนอยู่ตรงนั้น อย่าขยับไปไหนสิ” เขาพูดพร้อมกับเริ่มลากขาเร่งความเร็ว เข้ามาใกล้
“ ฉันไม่ได้โง่อย่างนายนี่” ฉันว่ากลับไปและหมุนตัว เร่งสปีดสุดฤทธิ์ เพื่อไม่ให้เขาตามมาทัน เรื่องอะไรจะหยุดให้โง่
ฮ่ะๆๆๆสนุกจัง
ผลั๊ก!!!
“ อุ๊ย!!!..นาย ”
ฉันไม่ทันระวังจนชนกับ ตาคนหวงชิงช้าเข้าอีก ฉันอยู่ในวงแขนของเขา รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้า แล่นอยู่ทั่วร่างกายเต็มไปหมด ฉันรีบดันตัวเองออกมาทันที
“ คุณป้าอยู่ไหน ”
ฉันละล่ำละลักถามเขา พร้อมกับหอบไปด้วย
“ ห้องรับแขก ”
ฉันไม่มีเวลาขอบคุณหรอกนะ ตอนนี้ไปให้ถึงคุณป้าก่อนดีกว่า
“ คุณป้า!”
ฉันเข้าไปนั่งฟุบลงข้างๆ ยกมือไหว้ไปที่หน้าอกของท่าน ตอนนี้ขอประจบไว้ก่อนนะ
“ อ้าว...หนูแฟร์...” ท่านลูบหัวฉัน ยิ้มให้อย่างใจดี “ เอ้า..ออกัส...ไปโดนอะไรมานะเป๋มาเชียว ”
ฉันหันไปตามสายตาของคุณป้า ก๊ากๆๆๆ ตำรวจหนุ่มอนาคตไกล เดินขาเป๋หมดสภาพ โดยมีเอพริลเดินตามหลังมาติดๆฉันพยายามกลั้นหัวเราะไว้อย่างสุดฤทธิ์ สองคนนี้สูงไล่เลี่ยกัน แต่เอพริลสูงกว่า หน่วยก้านก็พอๆ กัน ผิดกันตรงสีผิว ส่วนความหล่อ ฉันยกให้เอพริลล่ะ เพราะฉันเจอเขาก่อนนี่นะ
“ ยัยเด็กนี่...ใครฮะแม่...มายุ่งกับดอกไม้ของผม แถมยังทำร้ายผมอีก ”
ออกัสยืนเท้าสะเอวชี้หน้ามาที่ฉัน คนขี้ฟ้อง หยาบคาย ไม่สุภาพเลย แบบนี้รับไม่ได้
“ เปล่านะคะคุณป้า ”
ฉันกอดเอวคุณป้าแน่น ส่ายหน้าพร้อมกับคำปฏิเสธ ทำตาใสซื่อสุดๆ
“ แฟร์แค่ดมนิดๆ พี่เขาก็มาด่าๆๆๆ หัวฟัดหัวเหวี่ยง หาว่าแฟร์จะทำให้ดอกกุหลาบของเขาเสียหาย ทำเหมือนแฟร์ฆ่าคนตายยังนั้นแหละ แล้วแฟร์ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครนี่นา และเขาก็ทำท่า จะเข้ามาทำร้ายแฟร์ด้วยฮื่อๆๆๆ ”
ฉันเพิ่งรู้วันนี้เอง ว่าเวลาที่ตัวเองต้องการเอาตัวรอด พรสวรรค์ทางด้านการแสดงก็บังเกิด โดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว.....รางวัลดาราดาวรุ่งฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมปีนี้ ให้ฉันเถอะ
“ โธ่...หนูแฟร์...อย่าร้องนะลูก..”
คุณป้ากอดปลอบฉัน และหันไปตวาดใส่ลูกชายคนโต
“ นี่แกจะกร่างที่ไหนก็ไป...ห้ามมากร่างกับคนในบ้านนี้นะ ”
ฉันแอบแลบลิ้นใส่ ปากก็พูดว่าตุ๊ดๆๆๆๆ แบบไม่มีเสียงใส่เขา
อุ๊ย!!ลืมไปว่ายังมีใครอีกคน นั่งมองฉันอยู่ ฉันเหลือบตาไปมอง เห็นเขาอมยิ้มอยู่นะ
“ คุณแม่...เข้าข้างยัยตัวแสบนี่เหรอ ”
เขาชี้มาที่ฉันอีกแล้ว
“ ใช่...เพราะไอ้กุหลาบบ้าบอของแก ปลูกไว้ เพื่อจะเอาไปให้สาวๆ ของแกน่ะ แค่นี้ก็ทำเป็นหวงน้อง…ไม่เป็นไรนะหนูแฟร์ ที่เรามีเยอะแยะ เดี๋ยวป้าให้คนสวนปลูกให้อีกแปลงหนึ่งเลย เอาให้เยอะกว่าพี่เขาอีกนะ ”
ได้ยินอย่างนั้น ออกัสก็ทำตาขวาง สะบัดหน้าพรืดออกไปจากตรงนั้นทันที อย่างขัดใจ เป็นตุ๊ดอีกแล้ว เพราะคุณป้าเอาใจฉันอย่างน่าหมั่นไส้จริงๆ
“ แฟร์ไม่ชอบดอกกุหลาบแล้ว...แฟร์ชอบหิรัญญิกามากกว่า ”
ฉันตอบคุณป้าแต่เหลือบตามองไปที่เอพริล เขากำลังมองฉันอยู่เหมือนกัน
“ ที่บ้านของเอพริลมีนะ เดี๋ยวให้พาไปดูสิ..เอ้อ!!.ป้าลืมแนะนำให้หนูรู้จัก คนเมื่อกี้คือพี่ออกัส นี่เอพริล อยู่มหาลัยเดียวกับหนู คณะเดียวกันด้วยนะ ป้าไม่รู้ว่าจะอยู่ห้องเดียวกันด้วยหรือเปล่า ”
ฉันยักคิ้วให้เขานิดหนึ่ง ตามมารยาท ยังเคืองเรื่องหวงชิงช้าวันนั่นไม่หาย
“ เอพริล...รู้จักกันไว้สิ..นี่แฟรรี่..ลูกสาวของอาเนื่องเขา ”
เขาพยักหน้าให้ฉันนิดหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืน
“ แม่ครับ...ผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะ..”
พูดจบเขาก็เดินออกไปเลย ไม่ล่ำลาฉันสักคำ เกลียดลูกผู้ชายบ้านนี้จริงๆ
“ คุณป้าขา พรุ่งนี้แฟร์ขอไปวัดด้วยได้ไหมคะ เห็นพ่อบอกว่าคุณป้าไปทำบุญที่วัดทุกวันอาทิตย์ ”
ฉันไม่อยากห่างบุญมากนัก ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เราก็สามารถทำได้ทุกที่
“ ได้สิ...ตาเอพริลเขาก็ชอบนะ...ไปกับป้าตั้งแต่เด็กไม่เคยขาด ”
“ งั้นแฟร์ขอตัว ไปเตรียมข้าวของก่อนนะคะ ”
เย็นนี้ฉันออกไปหาซื้อของ ที่จะไปทำบุญที่วัดพร้อมคุณป้าพรุ่งนี้ และซื้ออาหารสดและแห้ง มาไว้ทำอาหารถวายพระและทำให้พ่อทาน ฉันพอทำอาหารได้บ้าง เพราะเข้าครัวกับแม่บ่อยๆ ชีวิตฉันส่วนใหญ่ จะอยู่กับครอบครัว มากว่าเพื่อนๆ เสียอีก
เช้านี้ฉันต้องรีบตื่น เพราะต้องทำกับข้าว เพื่อไปถวายพระกับคุณป้าเอง ฉันถือของพะรุงพะรัง ทั้งปิ่นโตใส่อาหารคาวหวาน ทั้งสังฆทาน ทั้งดอกไม้ธูปเทียน เดินผ่านประตูที่เชื่อมต่อกันได้ ก็เจอกับเอพริลที่มาจากทางไหนไม่รู้ ยื่นมือมาดึงของที่ฉันถือมา ไปถือให้หน้าตาเฉย
“ มาฉันช่วย..”
“ ไม่ต้อง...เอามานี่ ”
ฉันพยายามดึงของๆ ฉันกลับมา ฉันยังเคืองนายเรื่องชิงช้านั่นอยู่นะ
“ รีบไปเถอะแม่รออยู่ ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น ไม่เหมือนครั้งแรกที่เราเจอกัน อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ หรือหลงเสน่ห์นางฟ้าคนนี้ขึ้นมาอีกคน..
“ ฉันจะถือของๆ ฉันเอง ”
ฉันมองหน้าเขา เขามองตาฉัน จ้องกันแบบนั้น จนตาจะถลนออกมาอยู่แล้ว
“ เธอยังโกรธเรื่องชิงช้านั่นอยู่ล่ะสิ ”
เฮ้ย!!!จ้องตาฉันแค่นี้ รู้ความคิดฉันแล้วหรือไง
“ เปล๊า...ไม่ได้โกรธ ”
ฉันพูดเสียงสูง ส่ายหน้าจนผมกระจาย
“ วันหน้า...ฉันอนุญาตให้เธอไปนั่งได้นะ ฉันเปลี่ยนชิงช้าแล้ว อันใหม่นี่นั่งได้สองคนพอดี ”
พูดจบเขาก็เดินไปโดยไม่รอฉันสักนิด
เราไปทำบุญที่วัดกันสามคน เอพริลเป็นคนขับรถ พอถวายอาหารเช้า และสังฆทานเรียบร้อย คุณป้าก็พาเรามาถวายของที่กุฏิของแม่ชีที่ท่านนับถือรูปหนึ่ง
แม่ชียิ้มให้เราอย่างอ่อนโยน ฉันเห็นแววตาท่านที่มองมา มีเมตตา ทำให้ฉันนึกถึงหลวงตาบุญขึ้นมาทันที แม่โทรมาบอกว่าตอนนี้ท่านเริ่มไม่ค่อยแข็งแรงนัก เนื่องจากความชรา ฉันคงได้กลับไปเยี่ยมท่านบ้าง คงไม่นานเกินรอนักหรอก...
“ ได้เจอกันสักทีสินะ ”
ท่านพูดขึ้นมา มองฉันทีมองเอพริลที ท่านหมายความว่าอะไร ใครที่ได้เจอกันสักที ฉันกับแม่ชี หรือฉันกับเอพริล หรือคุณป้ากับแม่ชี โอ๊ย!!ปวดหัว...ท่านไม่ยอมพูดให้กระจ่าง... เหมือนหลวงตาจริงๆ
“ ใครเจ้าคะแม่ชี ที่ได้เจอกันสักทีน่ะค่ะ”
ฉันอดสงสัยไม่ได้ เลยถามท่านกลับไป เพราะทุกวันนี้มีเครื่องหมายคำถาม อยู่เต็มหัวฉันไปหมดแล้ว
ท่านไม่ตอบได้แต่ยิ้ม...โธ่แม่ชีเจ้าขา แล้วจะพูดออกมาทำไมนะ
“ อย่าลืมนั่งสมาธิ อย่าลืมบุญ อย่าลืมทำความดี...จะช่วยเจ้าได้...แฟรี่..”
ท่านรู้จักชื่อฉันได้อย่างไรกัน นี่ชื่อฉันดังมาถึงกุฏิของท่านเชียวหรือ
“ เจ้าค่ะ...”
ฉันก้มลงกราบท่านอีกครั้ง มันสามารถทำอะไร ได้มากกว่านี้อีกไหมนี่
“ เจ้าก็เหมือนกันนะเอพริล...อย่าห่างบุญ ”
ท่านหันไปบอกเอพริลด้วย
“ ครับ ”
เขาก้มลงกราบเหมือนฉัน เหมือนรู้ว่าที่แม่ชีพูด มันหมายความว่าอย่างไร นี่มันอะไรกัน ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องของตัวเองเลย แต่ท่านทำเหมือนรู้ทุกอย่าง…อกฉันกำลังจะระเบิดอยู่แล้ว
“ อย่าสงสัย อย่ากังวลใดๆ เลยแฟรี่...มันจะทำให้เจ้าเป็นทุกข์...ทำในสิ่งที่เจ้าปรารถนาก็พอ.”
ท่านพูดเหมือนรู้ถึงความรู้สึกของฉัน บอกฉันว่า...ให้ทำในสิ่งที่ฉันปรารถนางั้นหรือ....แล้วฉันปรารถนาอะไร....
หลังจากกลับมาจากวัด ฉันขอตัวจากคุณป้า พาตัวเองเดินไปที่ซุ้มศาลาริมสระบัว วางปิ่นโตไว้ข้างๆ ตัว นั่งชันเข่า มองดูดอกบัวหลากสี ที่กำลังบานสะพรั่ง...
“ ท่านบอกว่า…อย่าสงสัย อย่ากังวลใดๆ ไม่ใช่เหรอ..มันจะทำให้เป็นทุกข์..”
ฉันเหลือบตามองคนพูดนิดหนึ่ง และหันกลับไปมองดูดอกบัว ตรงหน้าเหมือนเดิม
“ ฉัน...อยากอยู่คนเดียว ”
“ บางอย่าง...ฉันตอบเธอได้นะ ”
“ ตอนนี้...ฉันไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้น รวมทั้งเรื่องของนายด้วย...ฉันจะกลับบ้าน ”
ฉันลุกขึ้นยืน แล้วหันไปพูดกับเขาอีก
“ จริงอย่างที่แม่ชีพูด ทำในสิ่งที่ฉันปรารถนาก็พอ ”
ฉันเดินกลับบ้านที่อยู่ติดกัน คิดไปด้วยว่า ยิ่งอยากรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทุกข์ สู้ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่า การได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การเป็นผู้ให้ นี่คือสิ่งที่ตัวเองปรารถนาที่สุดแล้ว...
ฉันกลับมาทำงานบ้าน ปกติ รอพ่อกลับมากินข้าวพร้อมกัน โทรคุยกับแม่นิดหน่อย และเริ่มนั่งสมาธิ ก่อนที่ตัวเองจะผลอยหลับไป
“ นายต้องสัญญากับฉันนะ ว่านายจะต้องจำฉันได้ นายจะไม่ลืมเรื่องของเรา ”
ฉันกำลังพูดกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่ในม่านหมอก ทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นเขาได้ นอกจากมือของเขา ที่กุมมือฉันเอาไว้แน่น
“ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ลืมเธอ ”
ฉันลืมตาตื่น พร้อมกับเสียง ของผู้ชายปริศนาคนนั้น ที่ยังคงก้องอยู่ในหัว
“ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ลืมเธอ ”
ฉันไม่เคยฝันอะไรแบบนี้ ภาพความฝัน กับเสียงของผู้ชายที่รู้สึกคุ้นๆ หู หรือเพราะเมื่อวานฉันคิดมากไป..ช่างเถอะ!!!ใครก็ฝันแบบนี้ได้ทั้งนั้น วันนี้เปิดเรียนวันแรกเสียด้วย มัวแต่คิดโน่นคิดนี่ เดี๋ยวไปไม่ทันกันพอดี