bc

วิวาห์ลวงรัก

book_age18+
1.3K
FOLLOW
6.1K
READ
others
love after marriage
sweet
bxg
affair
like
intro-logo
Blurb

คนสองคนที่ไม่ได้รักกัน รู้จักกันแค่เพียงผิวเผิน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ต้องมาแต่งงานกัน แล้วต่อไปชีวิตต่อจากนี้จะเป็นยังไง เพียงแค่คิดเมษาก็แทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว แถมยังต้องมาแต่งงานกับผู้ชายปากจัดคนนั้นอีก!

chap-preview
Free preview
ตอนที่ ๑ ข่าวร้าย
                                                                            ตอนที่ ๑ ข่าวร้าย             เมษา ศิริเมธากุล ในวัยอายุยี่สิบปี รูปร่างดีหุ่นเพรียวสมส่วน ส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดเซนติเมตร ผิวขาวอมเหลือง เหมือนผิวชาวเอเชียทั่วไป ใบหน้าสวยรูปไข่ ดวงตากลมโต ปากบางเล็กเป็นกระจับได้รูปสวย จมูกโด่งเชิดทำให้ดูเป็นคนดื้อรั้นนิดๆ เมษามีเส้นผมสีน้ำตาลทองยาวสยายจนถึงกลางแผ่นหลัง ใบหน้าเชิดๆ นั้นทำให้เธอดูหยิ่งและถือตัวในสายตาของคนอื่นๆ หากแต่ว่าในสายตาเพื่อนๆ แล้ว เมษาดูร่าเริง สดใส อีกทั้งยังเป็นกันเองแบบสุดๆ           เมษากำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอกการออกแบบภายใน ปีสอง เธอมีความใฝ่ฝัน ว่าอยากเป็นนักออกแบบและรับช่วงธุรกิจต่อจากเมธาผู้เป็นบิดา แถมเธอยังเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของเมธาและมัทวรรณ ศิริเมธากุล เป็นลูกสาวที่พ่อและแม่ทั้งรักทั้งหวงมากอีกต่างหาก           ฐานะทางบ้านค่อนข้างดี เพราะที่ผ่านมาธุรกิจรับออกแบบและรับตกแต่งภายในของบิดาไปได้ดี ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเธอก็กำลังไปได้สวย แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าสิ่งที่เธอไม่คาดฝันนั้น มันกำลังจะเกิดขึ้นกับเธอภายในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้แล้ว           “นี่ พวกแก เลิกเรียนแล้วไปไหนกันอะ ไปกินชาบูกันไหม” เมษาเอ่ยขึ้นมา ทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะไม้ใต้ตึกเรียน ที่เธอกับกลุ่มเพื่อนใช้เป็นที่นั่งประจำ           “ฉันไม่มีแพลนไปไหนหรอก วันนี้ว่าจะตรงกลับบ้านเลยน่ะ” ปาลิดาสาวแว่นที่สุดแสนจะเรียบร้อยที่สุดในกลุ่ม ได้เอ่ยขึ้นมาเป็นคนแรก           “ฉันก็ไม่มีเหมือนกันจ้ะ” นัชชารีสาวผมสั้นสุดแนว แถมด้วยผมม้าเต่อซึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเล่นมือถืออยู่ตอบ โดยที่ไม่ได้ละสายตาจากหน้าจอเล็กๆ ตรงหน้าเลยสักวินาทีเดียว           “แล้วแกอะ ศิริ” เมษาพยักหน้าพลางยิ้มพอใจ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนอีกคน ซึ่งตอนนี้กำลังเหม่อมองผู้ชายที่เดินผ่านไปผ่านมา ราวกับนายแบบเดินอยู่บนแคทวอร์คจนน้ำลายเกือบหกเรี่ยราด ทั้งยังมองตาละห้อยตามราวกับว่าถ้าเดินตามผู้ชายพวกนั้นไปได้คงไปนานแล้ว           “...”           “ศิริ”           “...”           “นังหริ! นายศิริโชค!!” เสียงตะคอกจากเมษาทำให้เพื่อนๆ ในกลุ่ม พร้อมกับคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ต่างพากันหันมามองเธอเป็นตาเดียวกัน แต่ทว่าเมษาก็ไม่นึกสนใจ           “อะไรของแกเมษา ตกอกตกใจหมด!!!” เสียงแว้ดๆ จีบปากจีบคอจากเจ้าของชื่อ ซึ่งหันมาบ่นให้กับคนที่ปลุกตัวเองขึ้นจากภวังค์ฝันอย่างนึกเคือง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายนั้นเรียกสรรพนามเต็มของตัวเองก็เอ็ดตะโรเสียยกใหญ่           “เดี๋ยวๆ เมื่อกี้แกเรียกฉันว่าอะไรนะ ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าเรียกชื่อเต็มๆ ของฉัน ดูปากดิฉันนะคะ ดูให้ชัดๆ แล้วก็จำเอาไว้ด้วยนะคะ กรุณาเรียกดิฉันสั้นๆ ว่า ศิริ! ก็พอ เข้าใจไหมคะ คุณเมษา”           เมษาเบ้หน้ากลอกตาหมั่นไส้เพื่อนตัวเอง “ก็ฉันเรียกแกแล้ว แต่แกมัวแต่เหม่อมองผู้ชายน่ะสิ จริงไหมลิดา” พูดจบก็หันไปหาพวก ซึ่งปาลิดาเองก็พยักหน้าหงึกๆ ตอบรับอย่างเห็นด้วย           เมื่อมีคนช่วยยืนยัน ศิริโชคเลยปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงหันไปถามเพื่อนว่าเรียกตนทำไม           “อ้าว เหรอ...แล้วเมื่อกี้ แกถามอะไรฉันนะ”           “เลิกเรียนแล้ว ไปกินชาบูกัน” เมษาจ้องหน้าเพื่อนๆ อย่างมีความหวัง เพราะชาบูถือว่าเป็นอาหารโปรดอีกอย่างหนึ่งของเธอเลย โดยเฉพาะไขมันอย่างเบคอนนั้นเธอชื่นชอบมันเอามากๆ ถึงแม้ว่าใครต่อใครจะบอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพก็เถอะ แต่ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่เธอก็พร้อมที่จะซัดมันให้เกลี้ยงจานได้ทันที           ครืน! ครืนน!!           “แป๊บนึงนะ แม่ฉันโทรมา” หลักจากก้มดูหมายเลขที่โทรเข้ามา เมษาก็เงยหน้าขึ้นมาบอกเพื่อน ก่อนจะกดรับสาย “ค่ะแม่...เมกำลังจะไปกินข้าวกับเพื่อน...มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ...อ่าา ได้ค่าา เดี๋ยวเมรีบกลับ...ค่าาา”           “เป็นไรแก หน้าหงิกเชียว” นัชชารีเอ่ยถามเพื่อน เมื่อละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเจอสีหน้าเซ็งๆ ของเมษาเข้า           “แม่โทรมาบอกให้รีบกลับบ้านอะ วันนี้คงไปกินชาบูไม่ได้แล้ว” เมษาบอกเพื่อนเสียงอ่อยพร้อมกับทำหน้าเซ็งยิ่งกว่าเดิม           “เอาไว้ไปกินพรุ่งนี้ก็ได้แก” ปาลิดาตบไหล่เพื่อนเบาๆ เพื่อปลอบใจ           “เออ นั่นดิเมษา แกทำหน้าอย่างกับว่า ถ้าวันนี้ไม่ได้กิน แล้วแกจะชักตายงั้นแหละ” เสียงเหน็บแนมที่พยายามจีบปากจีบคอ ดัดให้เล็กลงแล้วจากเสียงเดิมของศิริโชค ทำให้เมษาหน้าคว่ำกว่าที่เป็นอยู่           “ก็ฉันอยากกินวันนี้ พวกแกไม่เข้าใจหรอก งั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน” บ่นเสร็จก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นบอกลาเพื่อนๆ เพื่อรีบกลับบ้าน ตามคำสั่งของผู้เป็นมารดา             บ้านศิริเมธากุล           บ้านปูนสองชั้น สไตล์อินดัสเทรียลลอร์ฟตั้งอยู่บนเนินดินที่ไม่สูงมากนัก ที่สนามหญ้าทำทางขึ้นแบบขั้นบันได ด้านหน้ายังทำม้านั่งไว้ตรงเฉลียง พร้อมผนังคอนกรีตที่ติดตั้งไว้คอยช่วยบังแดดและเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับเจ้าของบ้าน           การตกแต่งภายในตัวบ้านใช้การตกแต่งที่ได้กลิ่นอายแบบอินดัสเทรียล ด้วยโต๊ะไม้แบบลายธรรมชาติ ผนังลวดลายอิฐโชว์แนวสวยเด่นลงตัว ตรงบันไดขึ้นชั้นบนเป็นบันไดไม้ อีกทั้งยังติดตั้งกระจกใสบานใหญ่แทนกำแพงอิฐและปูน อีกทั้งยังมีหน้าต่างบานใหญ่เอาไว้รับแสงโดยรอบ เพื่อเพิ่มความสว่างให้กับบ้านและยังเป็นการระบายอากาศไปในตัว           แม้บ้านจะดูหลังไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ประดับตกแต่งได้อย่างลงตัว ด้วยฝีมือการออกแบบของเมธาและการก่อสร้างของลูกน้องของเขาเอง           “แม่จ๋า เมกลับมาแล้ว” หลังจากจอดรถคู่ใจเข้าที่เสร็จ เมษาก็เดินเข้ามาข้างในบ้าน พร้อมตะโกนเรียกหาผู้เป็นแม่ด้วยเสียงหวานหยด           “กลับมาแล้วก็ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า แล้วลงมากินข้าวเย็นกัน แม่ทำกับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว วันนี้แม่ทำของโปรดของลูกด้วยนะ” มัทวรรณโผล่หน้าออกมาบอกกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ทว่าใบหน้ามีแววเป็นกังวลอยู่มากแต่เพียงเสี้ยวนาทีก็หายไป จนเมษาไม่ทันได้สังเกตเห็นก่อนที่แม่จะเดินหายกลับเข้าไปในครัวอีกครั้ง           หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่บ้าน ด้วยกางเกงขาสั้นสีชมพูกับเสื้อยืดตัวหลวมสีขาวแล้ว เมษาก็เดินฮัมเพลงลงมาข้างล่างอย่างคนอารมณ์ดี จากนั้นก็เดินเลี้ยวไปหาผู้เป็นแม่ในห้องครัว           “อื้อหือ…หอมจังเลยจ้ะแม่” เดินไปกอดผู้เป็นแม่พร้อมกับยื่นหน้าไปดูอาหาร ที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อ จมูกโด่งรั้นนั้นสูดดมกลิ่นหอมของอาหารฟุดฟิด จนมัทวรรณอดไม่ได้ที่จะเอามือบีบจมูกเล็กๆ ของลูกสาวเบาๆ อย่างนึกเอ็นดูในความทะเล้น           “ของโปรดของลูกไงจ๊ะ แกงส้มผักรวมใส่กุ้ง กับไข่เจียว แล้วยังมีผัดคะน้าหมูกรอบด้วย อ้อ ไข่ตุ๋น เน้นผักของโปรดของลูกเม” มัทวรรณบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นปนเอ็นดู สองมือก็ยังคงวุ่นอยู่กับการปรุงอาหารเมนูสุดท้าย           “แม่จ๋า น่ารักที่สุดเลย” พูดจบเมษาก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มผู้เป็นแม่ฟอดใหญ่ “นี่ใกล้เสร็จแล้วใช่ไหมจ๊ะ งั้นเมยกข้าวกับจานออกไปเลยนะ” บอกเสร็จก็เดินไปยกโถข้าวที่มัทวรรณคดใส่โถไว้ก่อนหน้านี้ แล้วเดินออกมาจากห้องครัวด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ เพราะของโปรดที่แม่ทำเมษาจะกินให้หนำใจเลย           “จัดจานเสร็จแล้วไปเรียกพ่อมากินข้าวด้วยนะเม” มัทวรรณตะโกนบอกตามหลังลูกสาวที่ก้าวเดินฉับๆ ไปที่โต๊ะอาหาร ภายในโซนสำหรับรับทานอาหารที่อยู่ข้างหน้าต่างกระจกบานใหญ่           “จ้า แม่”           หลังจากตั้งโต๊ะจัดจานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมษาก็เดินไปหาผู้เป็นพ่อที่ห้องทำงานเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้านก่อนที่ริมฝีปากสวยจะยกยิ้มบางๆ เมื่อมองเข้าไปเห็นผู้เป็นบิดากำลังก้มหน้าก้มตาคร่ำเคร่งอยู่กับที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน           “พ่อจ๋า แม่ให้มาตามไปกินข้าวจ้ะ”           เสียงเรียกใสๆ ของลูกสาวสุดที่รักทำให้เมธาซึ่งมีใบหน้าเรียบขรึมคลายหัวคิ้วออกจากกัน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นก็เจือกระแสความหนักใจและความเสียใจอยู่ไม่น้อย           “พ่อทำอะไรอยู่คะ” เมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆ ของผู้เป็นพ่อ น้ำเสียงของเมษาก็ฟังดูซีเรียสขึ้น จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหยุดมองแฟ้มงานกับเอกสารบางอย่างบนโต๊ะอย่างนึกสงสัย           “พ่อกำลังตรวจงานนิดหน่อยน่ะลูกเม” พูดจบเมธาก็ลุกจากเก้าอี้ แล้วเดินตรงมาโอบไหล่ลูกสาว เพื่อพาเดินออกไปจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าเมษาจะเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้เห็นเข้า           “ว่าแต่ วันนี้มีเรื่องอะไรเหรอคะ ทำไมแม่ถึงโทรบอกให้เมกลับบ้านไว เมกับเพื่อนกำลังชวนกันไปกินชาบูเลย” เมษาทั้งถามทั้งบ่น จนผู้เป็นพ่ออดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่จะบอกลูกต่อจากนี้ ก็ทำให้ต้องถอนหายใจออกมายาวๆ ด้วยความหนักใจ           “เอาไว้กินข้าวกันเสร็จ พ่อกับแม่มีเรื่องจะบอกหนูนะ” เมธาบีบไหล่ลูกสาวเบาๆ ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ตัวประจำหัวโต๊ะ           “บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอคะพ่อ เมชักจะอยากรู้แล้วเนี่ย”           “เมษา ตักข้าวให้พ่อลูก” เสียงดุๆ จากมัทวรรณทำให้เมษาทำหน้ามุ่ย แต่ก็ถือโถข้าวเดินไปตักข้าวใส่จานให้พ่อกับแม่อย่างว่านอนสอนง่าย ก่อนจะเดินกลับมาตักข้าวให้ตัวเองและนั่งลงตรงข้ามผู้เป็นแม่เหมือนทุกวัน ก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากอย่างช้าๆ เพราะรู้สึกไม่ดีที่ถูกแม่ดุ ก็แค่ถามเองทำไมต้องดุด้วยแม่เนี่ย           วันนี้บนโต๊ะอาหารดูเงียบผิดปกติจนเมษานึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย พ่อกับแม่ไม่คุยอะไรกันเลย แถมพ่อยังกินข้าวไปถอนหายใจไปด้วย ส่วนแม่ก็เอาแต่มองหน้าเธอด้วยสายตาแปลกๆ ทำให้ตอนนี้ ในหัวของเมษามีคำถามมากมายผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมด แม้อยากจะรู้มากเพียงใดแต่ก็ไม่กล้าพูดไม่กล้าถามอะไรออกไปเพราะกลัวว่าแม่จะดุอีก           หลังจากกินข้าวเสร็จเมธาก็เดินไปนั่งที่มุมรับแขก ส่วนเมษากับมัทวรรณช่วยกันเก็บโต๊ะอาหารจนเรียบร้อย แล้วตามไปสมทบที่ห้องรับแขกตามคำสั่งของเมธาก่อนหน้านี้           “ลูกเม พ่อกับแม่มีเรื่องจะบอกลูก” เสียงเรียบๆ ของมัทวรรณเอ่ยขึ้น ขณะนั่งลงข้างสามีแล้ว           “เรื่องอะไรคะ รีบบอกมาเร็วๆ เมอยากรู้จะแย่” เมษาผู้ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง เอ่ยออกมาด้วยอาการสงสัยใคร่รู้สุดขีด เพราะทนอึดอัดมาตั้งนานด้วยความอยากรู้ ทีนี้จะได้รู้กันเสียทีว่าพ่อกับแม่มีเรื่องอะไรกันแน่ถึงต้องรอมาพูดหลังกินข้าวเสร็จ ทำไมไม่พูดตอนอยู่บนโต๊ะอาหารทีเดียวเลย           “...คืออย่างนี้นะลูกเม” เมธาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้ม เมื่อเห็นสีหน้าและรอยยิ้มสดใสของลูกสาวก็ยิ่งลำบากใจที่จะเอ่ยออกมา “คือว่า ตอนนี้บริษัทของพ่อกำลังลำบาก…”           พูดมาถึงตรงนี้เมธาก็ต้องหยุดพูดเพื่อรวบรวมความกล้า เพราะเขารู้ดีว่านิสัยของลูกสาวที่เขาเลี้ยงดูมาอย่างเอาอกเอาใจตั้งแต่เด็กนั้นเป็นอย่างไร ดื้อรั้นแค่ไหน แล้วยิ่งเรื่องที่เขาจะบอกต่อจากนี้อาจทำให้ลูกสาวอาละวาดขึ้นมาได้ง่ายๆ เลยด้วย           เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อเงียบไป เมษาจึงหันไปมองแม่ด้วยสายตาคาดหวังและตั้งคำถาม           “คุณเมธ บอกลูกไปตามตรงเถอะค่ะ เราปิดลูกไม่ได้แล้วนะ” มัทวรรณเอื้อมมือไปบีบมือสามีแน่น เหมือนอยากถ่ายทอดกำลังใจ           “ผมขอโทษนะมัท” เมธาตบหลังมือภรรยาเบาๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเอง           “ลูกเม ตอนนี้บริษัทของพ่อกำลังแย่ เพราะพ่อเอาเงินทุนทั้งหมดไปลงทุนกับบริษัทของเพื่อนพ่อ พ่อ…ไม่รู้ว่าบริษัทมันเป็นบริษัทปลอม แล้วตอนนี้ มัน…มันหอบเงินหนีไปหมดแล้ว” เมธาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาเริ่มมีน้ำใสๆ ขึ้นมากบดวงตาทั้งสองข้างเพราะเสียใจที่ถูกคนที่ไว้ใจเชื่อใจหลอก           “หะ!! พ่อ พ่อว่ายังไงนะคะ เงินทั้งหมดที่บ้านเรามีน่ะเหรอคะ” เมษาตื่นตระหนกตกใจ จนถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าซีดเผือด “แล้วพ่อจะทำยังไงต่อไป แจ้งตำรวจหรือยังคะ”            เมษาพูดด้วยน้ำเสียงแตกตื่นลนลาน เธอรู้สึกสงสารพ่อกับแม่ใจแทบขาด           “แจ้งแล้ว พ่อไปแจ้งความแล้ว แต่เราไม่มีหลักฐานเพียงพอ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก” มัทวรรณเอ่ยบอกหลังจากนิ่งเงียบไปนาน “แต่ตอนนี้งานที่รับไว้ เราไม่มีเงินไปซื้อวัสดุมาทำให้เขาต่อได้ เพราะพ่อเอาเงินส่วนนั้นไปลงทุนกับบริษัทปลอมนั่นหมดแล้ว และตอนนี้บ้านเรากำลังจะถูกฟ้องร้อง พ่อเลยต้องไปขอยืมเงินจากคุณลุงเกียรติเพื่อมาประคองบ้านเราไว้” ยังคงเป็นมัทวรรณที่เอ่ยประโยคยืดยาวนี้ ก่อนจะนิ่งเงียบไปและจ้องมองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของลูกสาวด้วยแววตาสั่นระริก           เมื่อผู้เป็นแม่หยุดพูดยิ่งทำให้เมษาอยากรู้มากขึ้นไปอีก จึงต้องเป็นฝ่ายถามขึ้นมาเอง พร้อมกับนั่งลงบนโซฟาตัวเล็กนั่นอีกครั้ง           “คุณลุงเกียรติ เพื่อนเก่าพ่อที่ทำบริษัทรับเหมาก่อสร้างน่ะเหรอคะ”           มัทวรรณพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อมองเห็นแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยของลูกสาวยิ่งเกิดความรู้สึกอัดแน่นในอก ทำให้พูดอะไรไม่ออกอีก           “แล้วเขาว่ายังไงบ้างคะ ลุงเกียรติเขาให้พ่อยืมหรือเปล่า แล้วพ่อ พ่อเอาเงินไปลุงทุนกับบริษัทปลอมนั่นเท่าไหร่” เมษารัวคำถามมากมายออกมาใส่ผู้เป็นพ่อ พลางจ้องหน้าตาไม่กะพริบเพื่อรอฟังคำตอบ           “สะ สาม สามสิบล้าน…” เมธาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นอ่อน พร้อมกับก้มหน้าหลบสายตาของลูกสาว ตอนนี้เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองต้องมาทำผิดพลาดเอาตอนอายุปูนนี้           “สามสิบล้าน!! พ่อ เงินเยอะขนาดนั้น พ่อเอาไปทำแบบนั้นได้ยังไง” เมษาลุกขึ้นพูดจาโวยวายใส่ผู้เป็นพ่ออย่างขาดสติยั้งคิด           “เมษา!! หยุดนะ นี่แกกล้าขึ้นเสียงใส่พ่อได้ยังไงกัน ขอโทษพ่อเดี๋ยวนี้นะ” มัทวรรณลุกขึ้นยืนต่อว่าลูกสาวด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เธอไม่เคยสอนให้ลูกเป็นคนก้าวร้าว แต่ดูสิ่งที่เมษาทำกับพ่อของตัวเองสิ           “เม ขอโทษค่ะพ่อ ขอโทษค่ะแม่” เมษาเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงเบาบาง พร้อมกับน้ำใสๆ ที่ไหลลงมาอาบสองแก้มนวลเพราะรู้สึกช็อกและสับสน           “ขึ้นห้องไปได้แล้ว แม่ว่าเรื่องนี้เราคุยกันรู้เรื่องแล้วล่ะ อาทิตย์หน้าเมเตรียมตัวแต่งงานกับลูกชายคุณเกียรติได้เลย” มัทวรรณพูดบอกด้วยน้ำเสียงโมโหกับการกระทำของลูกสาว เป็นเพราะสามีของเธอเลี้ยงลูกตามใจมากเกินไป เมษาถึงได้กล้ามาขึ้นเสียงใส่พ่อแม่แบบนี้           “แต่งงาน! แม่!! เมื่อกี้แม่ว่าอะไรนะ แต่งงาน…ทำไมเมต้องแต่งด้วย แม่คะ เมยังเรียนไม่จบเลยนะ” คราวนี้น้ำตายิ่งไหลลงมาเป็นสาย เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่บอกว่าเธอจะต้องแต่งงาน           “คุณลุงเกียรติเขาให้พ่อยืมเงิน ไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ต้องคืน แต่มีข้อแม้ว่าให้ลูกแต่งงานกับลูกชายของเขา”           คำตอบจากผู้เป็นแม่ทำให้เมษาถึงกับเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงโซฟาตัวเล็กอีกครั้ง นี่เธอต้องแต่งงานแทนการใช้หนี้อย่างนั้นเหรอ ต้องเอาตัวเข้าไปแลกกับเงินอย่างนั้นเหรอ แล้วนี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน ทำไมเธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย แล้วทำไมถึงต้องแต่งงานกะทันหันแบบนี้ หนังสือยังเรียนไม่จบปริญญาตรีเลยด้วยซ้ำ          และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ เวลานี้ เมษาถึงข่มตาให้หลับไม่ลง          เธอนอนฟุบหน้าลงกับหมอนนุ่มที่ใช้หนุนรองศีรษะนอนทุกคืนเพื่อร้องไห้ เพื่อกักเก็บไม่ให้เสียงร้องไห้และเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาให้ใครได้ยิน ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงบนหมอนจนเปียกชุ่มเป็นดวงๆ เพื่อระบายความคับข้องหมองใจและความน้อยใจกับปัญหาที่เธอไม่ได้ก่อแต่เธอต้องเป็นคนชดใช้แบบนี้

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

นางสาวอินทุอรณ์

read
12.3K
bc

วิวาห์(ไม่)ไร้รัก

read
9.4K
bc

ปราบพยศรักยัยรุ่นพี่

read
1.2K
bc

อ้อนรักพ่อผัว

read
8.2K
bc

ไฟรักซาตาน

read
54.1K
bc

ยังเก็บดวงใจไว้ให้เธอNC25+++

read
9.4K
bc

Warning baby เมียห้ามเลิกรัก

read
3.6K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook