บทนำ
“...ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดเมตตาสดับรับฟังคำขอของข้า
ด้วยข้านี้อาภัพยิ่ง ชีวิตหาได้เป็นไปอย่างใจปรารถนา
ชีวิตข้า เหมือนไม่ใช่ของข้า
หากมีโอกาสหน้า ขอให้ข้าเกิดมาเป็นคนกล้าแกร่ง
แวดล้อมด้วยความรัก ไม่ต้องโดดเดี่ยว
ส่วนชีวิตนี้ ข้าขอสละสิ้น
หากแต่จะยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นผู้ใดได้บ้าง
ก็ขอให้เขาได้ใช้ชีวิตที่เหลือของข้านี้ เพื่อความสุขของเขา
ขอให้เป็นทานอันยิ่งใหญ่
เพื่อกุศลผลบุญสุดท้ายของข้านี้
จะส่งให้ข้าได้เดินทางไปสู่ภพภูมิหน้าได้โดยสวัสดี...”
สิ้นคำอธิษฐาน หญิงสาววางพวงมาลัยดอกพะยอมในมือลงกับพื้นแล้วเดินไปที่ท่าน้ำ อาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า สะท้อนกับผิวน้ำเกิดแสงระยิบระยับ นางก้าวลงเรือ ก่อนหันมาปลดเชือกคล้องหลัก แล้วพายออกไปเรื่อยๆ
สายลมหนึ่งที่ไม่อาจรู้ที่มาที่ไป หมุนวนเป็นพายุลูกย่อมๆ พัดเอาฝุ่นดินหมุนตาม ก่อนจะซัดพวงมาลัยร่วงตกน้ำ มาลัยดอกพะยอมจึงไหลไปตามกระแสธารา แล้วค่อยๆ จมหายลงไปในก้นนที...
เพชรพราวรู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ตอนนี้เธอสั่นไปทั้งตัว โดยเฉพาะมือที่ผลักประตูเข้าไปในห้องนอน เห็นชิ้นส่วนเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดไปทั้งห้อง ผ้าปูเตียงยับย่น ผ้าห่มถูกลากลงมากองที่พื้น ซองถุงยางที่ฉีกแล้ววางที่โต๊ะหัวนอน
ได้ยินเสียงมาจากในห้องน้ำ ประตูห้องน้ำเป็นกระจกแบบขุ่นที่มองทะลุไม่ได้ก็จริง แต่เงาวาบๆ ก็แสดงให้เห็นว่ามีคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
เพชรพราวกลั้นใจ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องไปให้สุด อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ให้มันเห็นคาตาไปเลยดีกว่าจะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น มือสั่นๆ จับลูกบิดประตูห้องน้ำก่อนจะออกแรงหมุน ผลักเข้าไปช้าๆ
ชานนท์แฟนหนุ่มของเธอกำลังจะเปิดประตูออกมาพอดี เมื่อมองไปด้านหลังก็พบกับรุจิราเพื่อนร่วมงานของเขา โดยที่ฝ่ายหญิงเปลือยกายอยู่ในอ่างอาบน้ำ ฝ่ายนั้นร้องกรี๊ด
“ใจเย็นๆ ก่อนเพชร มันไม่ใช่อย่างที่คิด” เขาคงไม่รู้จะพูดอะไร คำยอดฮิตเหมือนในละครจึงเป็นคำแรกที่ปรากฏ เพชรพราวตัวสั่นมากขึ้น อยากจะร้องกรี๊ดเหมือนที่รุจิราทำบ้าง แต่เธอกลับหมดเรี่ยวแรงไปเสียอย่างนั้น
“พอกันที ฉันเหนื่อยแล้ว ไปตายซะไอ้ผู้ชายเฮงซวย ชาตินี้อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ไอ้เวร!”
เพชรพราววิ่งออกจากห้องไปทันที จะเข้าลิฟท์แต่ดันไม่มีว่าง เธอเลยหันไปวิ่งลงทางบันไดหนีไฟแทน วิ่งไปร้องไห้ไปเหมือนคนบ้า จนอีกไม่กี่ก้าวก็จะลงไปถึงชั้นล่างสุด แต่เจ้ากรรมขาดันหมดแรง
“กรี๊ด...”
คนข้างล่างร้องหวีดร้องเมื่อเห็นร่างหญิงสาวกลิ้งลงมา แต่แล้วเสียงกรี๊ดของผู้คนก็ดังกว่าเดิม พุดพราวที่เพิ่งมาถึงพื้นหันไปทางต้นเสียง เห็นรถกระบะคันหนึ่งพุ่งชนไม้กั้นตรงป้อมรักษาความปลอดภัยของคอนโดฯ เข้ามาด้วยความเร็วสูง แต่ตรงหน้าเพชรพราวดันมีรถเข็นอยู่คันหนึ่ง ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงในช่วงเวลาสองสามวินาที
ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย สัญชาตญาณทำให้ร่างกายเพชรพราวขยับไปเอง ไม่รู้เอาแรงเฮือกสุดท้ายมาจากไหนทั้งที่สะบักสะบอมไปทั้งตัว เธอกระโดดทีเดียวก็เข้าไปถึงรถเข็นเด็ก หญิงสาวผลักรถเข็นไปทาง ก่อนตัวเองจะเป็นคนที่โดนกระบะคันนั้นเฉี่ยว ร่างปลิวขึ้นไปในอากาศ ลอยเคว้ง ก่อนจะตกลงไปในคูน้ำ แล้วทุกอย่างก็ดำมืด...
“ไอ้เวร!”
หญิงสาวหายใจเฮือกเข้าไปเต็มที่ ก่อนจะพ่นคำสุดท้ายที่ฝังอยู่ในสำนึก คือคำที่ด่าชานนท์แฟนหนุ่ม เธอไอสำลักน้ำออกมาไม่หยุด เสียงร้องไห้รอบตัววุ่นวายไปหมด พยายามลืมตาขึ้นมา แต่ทุกอย่างพร่าเลือน
“นั่นปะไร ฟื้นมาก็พ่นแต่คำสบถด่า มันน่าตายๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด” เป็นเสียงผู้หญิงที่ไม่รู้จักดังขึ้นใกล้ๆ แต่เพชรพราวยังมึนไปหมด เธอพยายามเค้นความคิด
“เงียบปากเสียเถิดเแม่ชมนาด ถ้าจะพูดแบบนี้ก็อยู่เฉยๆ เสียยังดีกว่า” เป็นเสียงผู้หญิงอีกคนดังขึ้น
“ก็ถ้ามันอยากตายไปเสียจริงๆ ละก็ ก็ไม่ควรมากระโดดน้ำให้คนอื่นเห็นสิเจ้าคะ จะได้ไม่มีใครไปช่วย มันจะได้ตายสมใจ”
“เฮ้อ... นี่อีผ่อง พาเจ้านายเอ็งขึ้นเรือนไปก่อนเถิด แล้วให้คนไปตามหมอมาดูเสีย ทุกคนในที่นี้ด้วย ห้ามใครพูดเรื่องนี้เด็ดขาด หากรู้ไปถึงท่านเจ้าคุณเมื่อใด ข้าจะลงหวายเสียให้หลังขาด” คนพูดฉุนเฉียว ก่อนจะทอดเสียงอ่อนลง “พักก่อนหนาแม่พวงพะยอม อย่าคิดสิ่งใดให้มากความ วันนี้ช่างมีแต่เรื่องวุ่นวาย”
เพชรพราวมึนงงไปหมด เธอถูกประคองให้ลุกขึ้นแล้วเดินไปสักแห่ง รู้ตัวอีกทีก็ได้เข้าไปนอนบนที่นอนนุ่มๆ มีมือไม้มาช่วยปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่เปียกชุ่ม แล้วเธอก็หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนโดยไม่รู้ตัว...
“เฮือก...”
หญิงสาวผุดลุกขึ้นมากลางดึกเพราะตกใจตื่น ในความฝันอันแจ่มชัด เธอเห็นรถกำลังจะพุ่งเข้าชนรถเข็นเด็ก เธอเลยพุ่งเข้าใส่เพื่อช่วยเหลือ แล้วเธอก็โดนรถกระบะชนกระเด็นตกคูน้ำ แล้วก็มาฟื้นอีกทีบนฝั่งริมคลอง กับภาพผู้คนที่ไม่คุ้นตา
“ฉันฝันไปแน่ๆ” คิดได้แบบนั้นแล้วก็ลุกจากที่นอนแบบเบลอๆ จะไปเข้าห้องน้ำด้วยความเคยชิน แต่แล้วดันเหยียบร่างใครที่พื้นเข้าเต็มรัก
“กรี๊ด!”
“กรี๊ด! คุณหนูเจ้าขา”
“กรี๊ด! เธอเป็นใครเนี่ยเข้ามาในห้องฉันได้ไง”
“คุณหนูฟื้นแล้ว อีผ่องดีใจจริงๆ” อีกฝ่ายกอดแข้งกอดขาเธอนัวเนียไปหมด เพชรพราวทั้งสะบัดสลัดร้องกรี๊ดๆ ด้วยความตกใจ จนอีกฝ่ายต้องไปจุดตะเกียง จนเมื่อความสว่างมาเยือน เพชรพราวก็กรี๊ดอีกครา เพราะเพิ่งเห็นว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แถมคนที่อยู่ด้วย ก็ตัวดำๆ ยิ้มยิงฟันเห็นแต่ฟันสีดำ
“เสียงดังเอะอะจะไปถึงเรือนใหญ่แล้วหนาพี่ผ่อง แม่นายเป็นอันใด” นอกประตูมีเสียงผู้ชายดังขึ้น อีผ่องถลาไปเปิดประตู เป็นร่างผู้ชายสันทัดนุ่งแต่ท่อนล่าง ตัวดำพอๆ กัน
“คุณหนูเป็นอันใดหารู้ไม่ไอ้พุ่น ฟื้นมาก็ร้องเหมือนผีบ้า”
“ฉันไม่ใช่บ้า แต่กำลังจะบ้าแล้วตอนนี้” เพชรพราวพูดสวน เธอตบหน้าตัวเองแรงๆ “โอ๊ย เจ็บ ไม่ได้ฝันแล้วใช่ไหมนี่”
อีผ่องรีบเข้ามารวบตัวด้วยความเร็วสูง
“ฮือๆๆ คุณหนูเจ้าขาอย่าทำเยี่ยงนี้ หากคุณหนูวิปลาสไปแล้วอีผ่องจะอยู่กับใคร เราก็เหลือกันแค่สองคน”
“ปล่อยนะ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย”
“โถคุณหนูของบ่าว คงตกใจมาก...”
“พูดเรื่องอะไรเนี่ย ปล่อยนะ แล้วนี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย โอ๊ะ...” อาการหน้ามืดเหมือนจะความดันต่ำ ทรงตัวแทบไม่อยู่ บ่าวตัวดำประคองให้ไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆ
“คุณหนูก็อยู่เรือนอย่างไรเล่าเจ้าคะ เรือนเล็ก...” นางบ่าวพูดคำหลังเบาลง “หาได้ใหญ่โตงดงามเท่าเรือนเดิมที่เคยอยู่ หาไม่เพราะสูญสิ้นเจ้าคุณพ่อของคุณหนูแล้วไซร้ คงมิต้องมาตกเป็นเมียเล็กเมียน้อยของเจ้าคุณให้ถูกใครรังแกอยู่เช่นนี้”
“พูดอะไรเนี่ยงงไปหมดแล้ว สรุปว่านี่ฉันอยู่ไหน โอย...” หญิงสาวครวญคราง เอามือกุมขมับ หันหน้าไปทางโต๊ะใกล้ๆ ถอนหายใจเหนื่อยล้าไปหมด ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ที่นี่ที่ไหน แล้วตอนนี้เธอมาทำอะไรอยู่นี่ นี่ความฝันหรือความจริง ถ้าความฝันแล้วทำไมตบหน้าตัวเองเมื่อกี้เจ็บได้ขนาดนั้น
เมื่อสองมือที่กุมขมับเลื่อนลง จึงเผยให้เห็นภาพสะท้อนในกระจกเงาของโต๊ะเครื่องแป้งตรงหน้า จากอากาศที่หนาวๆ อยู่แล้ว ก็ทำเอาเธอหนาวเยือกขึ้นมาแบบฉับพลันอีกครั้ง คราวนี้หนาวกว่าตอนเห็นชานนท์เริงรักกับผู้หญิงอื่นอีก เพราะตรงหน้าภาพในกระจก มันไม่ใช่ใบหน้าของเพชรพราว มันคือใบหน้าของใครที่ไหนก็ไม่รู้!
เป็นหญิงสาวที่หน้าตาแตกต่างจากเพชรพราวโดยสิ้นเชิง ดูอายุยังน้อยมากๆ ไม่น่าจะถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ ตัวเล็ก ผอมบาง ผิวเนียน ผมยาวสลวย ตากลมโต จมูกนิด ปากหน่อย ดูน่ารักเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง ที่สำคัญ สวยแค่ไหนก็ยังมีแววอมทุกช์อย่างเห็นได้ชัด
เพชรพราวยกมือขึ้นมาจับใบหน้านั้น บีบเบาๆ รู้สึกเจ็บจริงๆ ด้วย เธอไม่ได้ฝัน แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น หญิงสาววิ่งไปที่หน้าตา ผลักบานหน้าต่างออกไป ด้านนอกมีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง กับแสงไฟเล็กๆ จากเรือนที่ห่างออกไปช่วงหนึ่ง แต่นอกนั้นก็เห็นแต่เงาต้นไม้ดำทะมึน แข้งขาอ่อนขึ้นมาทันที เธอทรุดลงไปกองกับพื้น อยากจะกรี๊ดอีกรอบ แต่หมดเสียงแล้ว
“โถแม่คุณทูนหัวของบ่าว อีผ่องผิดไปแล้วเจ้าค่ะไม่น่ารื้อฟื้นความหลังเลย คุณหนูเคยสั่งไว้แล้วแท้ๆ ว่าอย่าพูดเรื่องเก่าก่อนอีก แต่อีผ่องคนนี้มันเสียใจจริงๆ เจ้าค่ะ คุณหนูพวงพะยอมผู้แสนดี หากไม่เพราะโดนโจรปล้นฆ่ายกครัวแล้วคงไม่ต้องมามีชะตากรรมเช่นนี้ หากบ่าวรู้ว่าการมาพึ่งใบบุญเจ้าคุณแล้วจะต้องพบเจอเรื่องน่าอดสู บ่าวจะไม่ยอมให้คุณหนูมาอ้อนวอนร้องขอจากท่านเจ้าคุณเลย”
เพชรพราวไม่ได้ยินเสียงไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว นอกจากถามตัวเองว่าเธอมาอยู่ในร่างผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร นี่เป็นความจริงใช่ไหม แล้วจากนี้ไปจะทำอย่างไรดี
คิดอะไรไม่ออก เป็นลมก่อนดีกว่า คร่อก...