บทนำ
ปริ๊น ๆ! เอี๊ยดดด!! โครม!!!
“เฮ้ย! เสียงรถชนกันรึเปล่าวะตามน แล้วมันชนกันตรงไหนวะน่ะ”
วิไลร้องอุทานถามผู้เป็นสามีที่กำลังขะมักเขม้นก้มมองหาเก็บของเก่า วันนี้ทั้งสองพากันขี่ซาเล้งมาหาเก็บของเก่าในซอยถัดมาจากซอยบ้านเช่าที่พวกเขาพักอาศัยอยู่
ทั้งคู่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปใครจ้างทำอะไรมนต์สิทธิ์รับทำหมด และที่มาเก็บของเก่าขายนี้ก็เพราะว่างเว้นจากงานจ้างที่ไม่มีใครจ้างแล้วจึงมาหาเก็บของเก่าไปขายเพื่อเป็นรายได้เสริม เพราะถึงแม้ว่าจะทำงานเยอะขนาดไหนรายได้ที่ได้รับมาก็ยังแทบจะไม่พอจุนเจือครอบครัว
มนต์สิทธิ์และวิไลเป็นรอบครัวชนชั้นระดับล่าง ๆ เลยก็ว่าได้ที่แม้แต่บ้านสักหลังก็ไม่มีเป็นของตัวเอง ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว พวกเขาอาศัยอยู่ในชุมชนที่ค่อนข้างจะแออัดในซอยหนึ่งที่หน่วยงานรัฐจัดที่จัดทางไว้ให้อยู่กัน
จริง ๆ แล้วพื้นเพเดิมของทั้งสองเป็นคนต่างจังหวัด แต่ด้วยความทะเยอทะยานของวิไลที่อยากเข้ามาอยู่ในเมืองกรุง เพราะคิดว่ามันน่าจะดีกว่าอยู่ต่างจังหวัด จึงชวนมนต์สิทธิ์ขายที่ทางขายบ้านที่มีอยู่แล้วพากันหอบหิ้วครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ แต่พอย้ายมาแล้วมันกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ไอ้จะย้ายกลับต่างจังหวัดก็ขายบ้านขายที่ไปเสียแล้ว ใจจริงแล้วมนต์สิทธิ์ไม่อยากจะจากบ้านเกิดเมืองนอนมาเลยด้วยซ้ำ แต่ก็ขัดใจวิไลไม่ได้จึงต้องจำใจพากันย้ายถิ่นฐานมา สี่ห้าปีก็จะมีกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดบ้าง เวลากลับไปก็จะไปขอพักอาศัยอยู่กับลูกพี่ลูกน้องของมนต์สิทธิ์ซึ่งเป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา มนต์สิทธิ์กับวิไลมีลูกด้วยกันสองคนเป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่
คนพี่คือเมณิษา ไพนาวรรณหรือเมษา อายุยี่สิบปี กำลังเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยชั้นปีที่สอง เธอเป็นพี่สาวคนโต หญิงสาวมีรูปร่างสูงโปร่งเพียวระหงราวกับนางแบบ อีกทั้งใบหน้าโฉบเฉี่ยวรูปไข่สวยเก๋มีเสน่ห์ชวนให้ผู้ที่พบเห็นต้องเหลียวหลังกลับมามอง เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูงรสนิยมเธอก็สูงตามไปด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวหรือการเลือกคบหาคนเธอก็จะเลือกคบแต่คนที่มีเงินและอยู่ระดับสูงกว่าเธอ ชอบใช้ข้าวของแพงเกินตัวถึงแม้ว่าบ้านจะยากจนแต่เธอก็ได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจากผู้เป็นแม่ ไม่ว่าจะทำอะไรเธอจะได้รับการสนับสนุนจากวิไลเสมอ หาเงินมาได้ก็เอามาจุนเจือให้เธอ ซึ่งพูดง่าย ๆ ว่าเมณิษามีนิสัยค่อนข้างจะทะเยอทะยานเหมือน ๆ กันกับวิไล
ส่วนลูกสาวอีกคนก็คือน้องสาวที่คลานตามกันมาของเมณิษา แต่นิสัยของพวกเธอมันช่างต่างกันลิบลับ
เวณิกา ไพนาวรรณหรือเวลา อายุสิบห้าปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ตัวเล็กกระทัดรัดดวงตากลมโต จมูกจิ้มลิ้มที่แลดูเชิดรั้นหน่อย ๆ อีกทั้งปากอวบอิ่มได้รูปจึงประกอบกันออกมาให้เธอมีใบหน้าสวยหวานที่ราวกับตุ๊กตาเดินได้ เด็กสาวมีนิสัยอ่อนโยน(แต่ไม่อ่อนแอ)เรียบร้อยน่ารัก เชื่อฟังพ่อแม่และพี่สาว เธอรักห่วงใยเมณิษามาก ชอบช่วยเหลือพ่อกับแม่ไม่ว่าจะงานบ้านหรืองานนอกบ้านงานไหนเธอทำได้เธอช่วยหมด
ซึ่งจะต่างจากเมณิษาที่กรีดกรายไปวัน ๆ ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างเธอก็ไม่เคยนำพาตัวเองลงมาช่วยพ่อแม่ของเธอเลย แต่วิไลก็ไม่เคยต่อว่าหรือตำหนิติติงซึ่งจะต่างกับเวณิกา
วิไลปฏิบัติตัวกับลูกสาวทั้งสองคนแบบสองมาตรฐาน ไม่เหมือนกับมนต์สิทธิ์ที่รักและเอ็นดูลูกสาวทั้งสองคนเท่า ๆ กัน แยกแยะผิดถูกใครทำดีก็ชื่นชมใครทำผิดก็ว่ากล่าวตักเตือนและสั่งสอน
ที่วิไลเหมือนจะรักเมณิษาและสนับสนุนเมณิษามากกว่าก็เพราะในตอนแรกเธอคิดว่าจะมีลูกเพียงคนเดียวแต่สุดท้ายแล้วก็เกิดพลาดมีเวณิกาเพิ่มขึ้นมาอีกคน เธอจึงพานคิดไปว่าเวณิกานั้นเกิดมาเพิ่มภาระให้กับเธอและมนต์สิทธิ์แต่กลับไม่คิดโทษตัวเองที่ไม่รู้จักป้องกัน
และไม่ว่าเมณิษาจะทำอะไรอยากได้อะไร ถึงไม่มีเงินเธอก็จะพยายามดิ้นรนสรรหามาให้ ด้วยเพราะเธอมองว่าเมณิษานั้นสวยโดดเด่นกว่าเวณิกาที่ยังเด็กอยู่ และสักวันหนึ่งเมณิษาอาจจะไปถูกตาต้องใจลูกผู้ลากมากดีเศรษฐีคนมีเงินก็จะได้พลอยพาให้ครอบครัวนั้นได้สุขสบายไปด้วย เธอจึงส่งเสริมและสั่งสอนเมณิษาแบบนั้นมาตั้งแต่ผู้เป็นลูกก้าวเข้าสู่วัยสาว และก็ดูเหมือนว่าเมณิษาเธอจะเห็นดีเห็นงามไปกับทุก ๆ คำสั่งสอนที่วิไลชอบพูดให้เธอฟังอยู่บ่อย ๆ
ส่วนด้านความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างเมณิษากับเวณิกาก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ อาจจะเพราะซึมซับการกระทำมาจากผู้เป็นแม่ด้วยส่วนหนึ่ง เธอจึงไม่ค่อยรักและสนใจเวณิกามากนัก เหมือนแค่มีสถานะคำว่าพี่น้องกันติดตัวไว้เฉย ๆ เพียงแค่นั้น แต่ไม่ได้มีความรู้สึกลึกซึ้งห่วงหาอาทรกันเหมือนดั่งพี่น้องทั่ว ๆ ไป
ซึ่งจะต่างกันกับเวณิกาเธอทั้งรักและห่วงใยผู้เป็นพี่สาวมาก ไม่ว่าแม่และพี่สาวพูดหรือให้เธอทำอะไรเธอก็จะเชื่อฟังและทำตาม ทำให้ทุกอย่างไม่มีเกี่ยงงอน อาจมีบางครั้งที่เธอรู้สึกน้อยใจและมองออกว่าผู้เป็นแม่นั้นรักและสนับสนุนเมณิษามากกว่า แต่เธอก็ไม่เคยพูดหรือบ่นมันออกมา คิดเพียงแค่ว่าเป็นพี่น้องกันก็ต้องรักและเสียสละให้กัน แต่เด็กสาวไม่เคยรับรู้เลยว่าผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่สาวของตนนั้นไม่ได้คิดและไม่เคยคิดเหมือนกันกับเธอ
แม้กระทั่งทุกวันนี้ตั้งแต่เธอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามมาหลังเลิกเรียนเด็กสาวต้องไปทำงานหารายได้พิเศษเพื่อเอาไว้เป็นค่ารถและค่าขนมไปโรงเรียนเอง ด้วยการไปล้างจานร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขายตอนเย็นหน้าปากซอยเป็นเวลาสองชั่วโมงก่อนกลับเข้าบ้าน อีกอย่างเด็กสาวก็คิดว่าอยากจะแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ของเธอด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเงินที่พ่อแม่เธอหามาได้ก็ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านใช้จ่ายกันในครอบครัวและส่วนหนึ่งวิไลจะแบ่งเอาไปปนเปรอเมณิษาเพียงคนเดียว จะมีก็นาน ๆ ครั้งที่จะกระเด็นมาถึงเวณิกา
จนบางครั้งมนต์สิทธิ์พูดท้วงติงกับวิไล แต่เธอก็ไม่นำพาคำพูดของผู้เป็นสามีมาคิดหรือปฏิบัติตาม มนต์สิทธิ์ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเงินที่เขาหามาได้วิไลจะเป็นคนรวบไปเก็บและเป็นคนจัดการใช้จ่ายทุก ๆ อย่างเพียงคนเดียวทั้งหมด แต่ก็จะมีบ้างบางครั้งที่เขาแอบเก็บเงินบางส่วนซ่อนไว้ไม่ให้วิไลกับเมณิษารู้ เพื่อไว้แอบหยิบยื่นให้กับเวณิกาเพราะสงสารลูกสาวคนเล็ก
“ข้าจะไปรู้ได้ไง ข้าก็อยู่ด้วยกันกับเอ็งหนิยัยวิ”
มนต์สิทธิ์เงยหน้าขึ้นมาตอบวิไลแล้วพลันสายตาก็เห็นกลุ่มควันสีดำทึบที่กำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ดูจากระยะสายตา แล้วเขาคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นช่วงประมาณกลางซอยเพราะจุดที่เขาเข้ามาหาของเก่าอยู่นี้เป็นช่วงท้ายซอยที่มีอาคารบ้านเรือนอยู่เพียงสามสี่หลังและต้นไม้ประปรายเพราะส่วนมากจะเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ถนนในซอยนี้ส่วนใหญ่แล้วผู้คนที่ขับรถผ่านเข้ามามักใช้มันเป็นทางลัด ไม่นานก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว
“แหม!เดี๋ยวนี้พูดจายียวนกวนประสาทยอกย้อนฉันนะตามน!”
วิไลพูดบ่นให้กับผู้เป็นสามีอย่างไม่ค่อยจริงจังนัก พร้อมก้มลงมองหาของเก่าต่อไปเพราะเธอยืนหันหลังให้ทิศทางของกลุ่มควันเธอจึงมองไม่เห็น
“ยัยวิ…แกดูนั่นสิมีควันลอยขึ้นมาด้วยเราไปดูกันเถอะ”
“ฮ๊ะ!...ไหนวะ…มันจะดีเหรอ”
วิไลเงยหน้าขึ้นแล้วหันไปมองตามสายตาของมนต์สิทธิ์แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“เออไปเถอะน่า…เร็ว!”
“เออไปก็ไป”
ว่าแล้วทั้งสองก็รีบขึ้นซาเล้งแล้วขับตรงไปยังจุดที่มีกลุ่มควันดำลอยขึ้นมาทันที