ล่าครั้งที่ **ความซวยนั้นหมดยังหนอ...

2507 Words
พอผมลืมตาขึ้นมาก็เห็นเพดานสีขาวและสายน้ำเกลือระโยงระยาง ก็ยังดีที่เฟิงหมิงมันพามาโรงพยาบาลจริงๆ ไม่ได้เอาผมไปต้มยำทำแกงที่ไหน ครืด.. เสียงประตูถูกเลือนออกทำให้ผมหันไปมอง เฟิงหมิงเดินเข้ามาพร้อมกระเช้าผลไม้ กระเช้ารังนก ช่อดอกไม้และอะไรต่อมิอะไรอีกเพียบจนทั้งสองมือไม่มีที่ว่าง เดี๋ยวๆ เพื่อนเอ็งไม่ได้ใกล้ตายนะเฟ้ย จะเอาอะไรมาเยี่ยมเยอะขนาดนั้น “ไฮ~” มันทักด้วยน้ำเสียงร่าเริงสุดๆ และวางข้าวของที่หอบมาลงบนโต๊ะ “ไม่ต้องมาฮงมาไฮเลยนะแก” “แหม คนอุตส่าห์พามาส่งโรงพยาบาลทั้งที ไม่คิดจะขอบคุณสักหน่อยรึไง ค่ารักษาก็ออกให้หมด โรงพยาบาลที่พามาก็ติดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศ” ผมก็คงรู้สึกผิด...ถ้าไม่ติดว่ามันไม่ช่วยผมจากไอ้พวกเจ้าหนี้!! “เอาเป็นว่าขอบใจ แล้วค่ารักษาเดี๋ยวฉันคืนให้” ผมบอก ถ้าถึงขนาดติดในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศ ค่ารักษาก็คง....เอาน่า ทำงานเพิ่มสักหน่อยเดี๋ยวก็หามาคืนเฟิงหมิงมันได้... “ไม่ต้องหรอกค่ะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังของเฟิงหมิงพร้อยรอยยิ้มขี้เล่น เธอจัดได้ว่าเป็นคนที่หน้าตาโดดเด่นเลยนะ เรียกได้ว่าสวยเลย ยิ่งเธอชุดกี่เพ้ายาวสีเขียวเข้ม ปักดิ้นทองเป็นลายมังกรล่อแก้ว ว่าแต่...กี่เพ้าเนี่ยนะ.. ปกติก็ไม่ค่อยเห็นใครชุดกี่เพ้าใส่นอกจากเทศกาลตรุษจีนแล้วยิ่งเด่นเข้าไปอีก เฟิงหมิงมันรู้จักคนสวยๆ แบบนี้ด้วยเหรอ ไม่ใช่แค่นั้นนะ ผมรู้สึกว่าคนแบบเธอไม่ใช่คนประเภทที่จะมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผมยังไงไม่รู้สิ น่าจะเป็นคนที่อยู่คนละโลกกับผมเลยด้วยซ้ำ แถมบรรยากาศรอบตัวยังชวนกดดัน ถึงแม้เธอจะยิ้มอยู่ก็ตาม “คุณ..คุณคือ..?” “ฉันลู่หลันฟานค่ะ เป็นน้องสาวของเจ้านายหมิงเกอ” น้องสาวของเจ้านาย? คุณหลันฟานดูจะใช้คำแปลกๆ นะ น้องสาวของเจ้านาย...มันก็ถือเป็นเจ้านายไม่ใช่เหรอ ใช้คำว่าน้องสาวของเจ้านายมันเหมือนกับจะบอกว่าตัวเธอไม่ใช่เจ้านายเลยไม่ใช่รึไง “ผม..” “รู้อยู่แล้วค่ะ คุณเว่ยฟางหรง” เธอพูดทั้งรอยยิ้ม “ฉันขอเรียกว่าหรงเกอได้มั้ยคะ” “เอ่อ...ได้ครับ” ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องพูดสุภาพกับเธอ ผมอายุมากกว่าแท้ๆ แต่ปากมันดันพูดไปเอง ...เดี๋ยวนะ..เมื่อกี้เธอบอกว่าเธอแซ่อะไรนะ? “ลู่?” ผมพูดทวนอย่างงงๆ แซ่ลู่เหรอ ทำไมมันฟังดูคุ้นจังแฮะ เหมือนเลยได้ยินที่ไหนมาก่อน ลู่หลันฟาน อืม...ลู่...ตระกูลลู่ อย่าบอกนะว่า...ไม่หรอกมั้ง แซ่ลู่ไม่ได้มีคนเดียวในประเทศสักหน่อย “ทำไมเหรอคะ?” เธอเคียงคอถามพร้อมรอยยิ้ม มันก็ดูสวยนี่หรอก คิดไปเองรึเปล่าจะที่รู้สึกว่ารอยยิ้มนั่นดูมีเลศนัยชะมัด “เอ่อ..เปล่าครับ ผมแค่รู้สึกว่าแซ่ลู่มันเหมือนกับของ...” “มาเฟีย?” “..ครับ..” “ฮึๆๆ ไม่ใช่แค่เหมือนหรอกค่ะ แต่ใช่เลยต่างหาก” เธอตอบกลับพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอเหมือนเป็นเรื่องสนุก “...” ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ทำได้แค่นั่งโง่ๆ เหมือนตัวสลอธอยู่แบบนั้นจนเฟิงหมิงเข้ามาแตะผมถึงจะได้สติ เดี๋ยวๆๆ ขอตั้งสติแป๊ปนะ!ตระกูลลู่...มาเฟียที่อภิมหาโคตะระรวยนั่น!!ไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าจะได้เจอกับตระกูลมาเฟียที่อยู่กันคนละโลก เคยได้ยินมาว่านอกจากตระกูลลู่แล้วยังมีอีกสามสี่ตระกูลที่เหมือนจะเกี่ยวดองกัน จะว่าไปเฟิงหมิงมันรู้จักพวกที่คาบช้อนเงินช้อนทองช้อนเพชรมาเกิดด้วยเหรอเนี่ย! “หมิงเกอเล่าเรื่องหรงเกอให้ฟังแล้วล่ะค่ะ ฉันเป็นคนอาสาออกค่ารักษาทั้งหมดให้เอง” “เอ่อ...จริงๆ แล้วคุณหลันฟานไม่ต้องจ่ายค่ารักษาให้ก็ได้นะครับ ผมเกรงใจน่ะ” จริงๆ ก็คือไม่กล้าติดหนี้มาเฟียนั่นแหละ ถึงคุณหลันฟานจะดูไม่มีพิษมีภัยก็เถอะ แต่พอมีคำว่า ‘ตระกูลลู่’ แปะอยู่ที่หน้าเท่านั้นแหละ ความอันตรายพุ่งขึ้นเป็นระดับMax จนอยากจะเว้นระยะห่างสัก 10 กิโลเมตร “แหม ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ถือซะว่าชดใช้ที่หมิงเกอไม่ลงไปช่วยก็แล้วกันนะคะ” เอ่อ..จะว่าไงดีล่ะ รู้สึกว่าเหตุผลนี้มันสมเหตุสมผลชะมัด “ไม่ตอบคือตกลงนะคะ” “..ครับ...” ผมตอบกลับไปแบบไม่เต็มเสียง เพราะค่ารักษาก็ใช่ว่าจะถูกๆ “แล้วไปทำอีท่าไหนถึงถูกไล่ยิงมาล่ะ” เฟิงหมิงถาม มันเดินมาพร้อมจานแอปเปิ้ลในมือที่ปอกเปลือกออกและเรียงไว้อย่างสวยงาม แกจะจัดจานเพื่อ!? “จะอะไรล่ะ เจ้าหนี้ของไอ้...หมายถึง..ของพ่อ” พูดคำว่า ‘พ่อ’ แล้วโคตรกระดากปากเลย ทำตัวสมเป็นพ่อซะที่ไหน “ฮะ? พ่อแกยังมีหนี้อยู่อีกเหรอ ไหนเมื่อตอนนั้นบอกว่าใช้หมดแล้วไง” “ตอนนั้นของแกนี่มันตั้งแต่สมัยไหนแล้ว ตอนนี้มีเจ้าหนี้เพิ่มมาเป็นดอกเห็ด ส่วนที่เห็นเมื่อวานนี่เป็นหนี้ใหม่ล่าสุด” พอผมบอกไปแบบนั้น เฟิงหมิงมันก็เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจ แน่ล่ะ เมื่อก่อนมีเรื่องอะไรผมก็มาระบายกับมันนี่แหละ มันรู้เรื่องที่บ้านของผมแทบทุกเรื่อง “แล้วตอนนี้แกทำงานอะไร เงินเดือนพอจ่ายหนี้เหรอ” “ก็พออยู่ได้แหละ ฉันไม่ได้ทำงานที่เดียวสักหน่อย” นี่ขนาดทำงานหลายที่แล้วนะ ลองคิดสภาพผมว่าทำงานที่เดียวดูสิ เตรียมตัวขายเลือดขายเนื้อกินได้เลย บอกได้คำเดียวว่าตาย! “ทำอะไรบ้าง” “นี่แกจะเอาเขียนใบชีวประวัติรึไง ถามอย่างกับสัมภาษณ์สมัครงาน” “ตอบมา อย่าลีลา!” มันเริ่มขึ้นเสียง “เฮ้อ” ผมถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ผมรู้ดี ยังไงมันก็จะเอาคำตอบให้ได้ “ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ภัตตาคาร รับงานจิปาถะ แล้วก็ผับ อ้อ ไม่ใช่ๆ ที่ผับเพิ่งโดนไล่ออก” พอผมพูดจบ เฟิงหมิงกับคุณหลันฟานก็หันไปมองหน้ากันเหมือนกำลังสื่ออะไรสักอย่างผ่านสายตา “หรงเกอสนใจมาทำงานกับฉันมั้ยคะ” “ฮะ?” นี่ผมไม่ยินอะไรผิดไปรึเปล่าเนี่ย คุณหลันฟานเพิ่งจะชวนผมไปทำงานด้วย? ทำงาน..กับมาเฟียเนี่ยนะ? ล้อผมเล่นใช่มั้ยเนี่ย “ว่าไงคะ หรงเกอ” “..จะให้...ผมไปทำงานด้วยเหรอครับ?” “ถ้าหรงเกอตกลง ฉันก็รับค่ะ” เธอตอบ “เอ่อ...” ถามว่าอยากทำมั้ย ขอบอกตามตรงว่ามันก็อยากทำเพราะเงินดีแน่นอน แต่ทำงานกับมาเฟียเนี่ยนะ ถามจริง!? เหมือนมีคำว่า ‘งานผิดกฎหมาย’ ห้อยคอไว้เลย!อีกอย่างวันดีคืนดีได้ตายไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ อีกอย่างมาเฟียเขาหาคนเข้าทำงานง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ! “หรงเกอไม่ต้องรีบตอบก็ได้นะคะ ฉันรู้ว่าจู่ๆ มาชวนแบบนี้มันค่อนข้างกะทันหัน” ไม่ค่อนข้างหรอกแม่คุณ แต่โคตรกะทันหันเลยต่างหาก! “ถ้าตัดสินใจได้แล้วก็ติดต่อหมิงเกอก็ได้นะคะ” “ครับ” “โทรหาฉันได้ตลอด24ชั่วโมงเลยนะเพื่อนรัก แกโทรมาปุ๊บฉันจะรายงานนายหญิงน้อยรองปั๊บเลย!” เฟิงหมิงมันเข้ามาลูบหัวผมด้วยความเอ็นดู...ตรงไหนไม่ทราบ!รู้สึกเหมือนเป็นหมาที่โดนเจ้าของลูบหัวยังไงอย่างงั้น! พลั่ก! “โอ๊ย!” มันร้องโอดครวญเมื่อผมศอกเข้าไปเต็มๆ ท้องน้อย แต่เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เหมือนจะได้ยินศัพท์ใหม่ นายหญิงน้อยรอง? หมายถึงคุณหลันฟานเหรอ...? “ไม่ต้องอายนะเสี่ยวหรงหรง*” มันเปลี่ยนจากมือที่ลูบหัวผมมาเป็นหยิกแก้มแทน ผมก็ได้แต่ใช้มือขวาพยายามดึงมือมันออก ส่วนมืออีกข้างก็โดนมันจับไว้ นี่ถ้าไปทำแบบนี้ข้างนอกมีหวังชาวบ้านคงคิดว่าผมกับมันเป็นแฟนกันแน่ๆ “แหม อย่าไปแกล้งหรงเกอสิคะ” คุณหลันฟานพูดปราม แต่สีหน้าแม่คุณดูสนุกที่เห็นผมโดนแกล้งนะเนี่ย! “อ๊ะ หมิงเกอคะ ได้เวลาแล้วค่ะ” “อ้อ ได้ครับ” เฟิงหมิงตอบคุณหลันฟานก่อนจะหันมาพูดกับผม “งั้นไปก่อนนะ เอาไว้จะซื้อเสี่ยวหลงเปามาฝาก” ผมตาเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘เสี่ยวหลงเปา’ เพราะมันเป็นอาหารโปรดของผมเลย!พูดแล้วก็นึกถึงเวลาที่กัดเข้าไปแล้วรู้สึกถึงความเหนียวนุ่มของแป้งและเนื้อหมูนุ่มๆ กับน้ำซุปร้อนๆ ที่ทะลักออกมา โอ๊ย!อยากกินโว๊ย!!เฟิงหมิงนะเฟิงหมิง แกไม่น่าพูดขึ้นมาเลย! หลังจากมันทิ้งบอมบ์เรื่องเสี่ยวหลงเปาเสร็จก็หันมายิ้มเยาะผมหนึ่งทีก่อนจะเดินออกไป หน่อยแก!รอผมหายก่อนเถอะ พ่อจะกระโดดถีบให้หาทางกลับบ้านไม่ถูกเลยคอยดู! เฟิงหมิงให้ผมนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลอยู่สองอาทิตย์จนวันนี้ก็ได้ออกมาโรงพยาบาล จากที่จะกลับบ้านไปนอนพักต่อ กลายเป็นโดนไอ้เฟิงหมิงลากไปกินข้าว แถมแต่ละอย่างแพงๆ ทั้งนั้น!ทั้งหอยนางรม ซุปเห็ดอะไรสักอย่าง ไหนจะสเต็กอีก เอาตรงๆ นะ ที่มันพามากินน่ะ ชาตินี้ทั้งชาติผมก็ไม่มีโอกาสแตะอีก แต่แค่นี้ยังไม่พอครับพี่น้อง!มันยังซื้อเสื้อให้ผมด้วย!แต่ละชุดนี่ดูดีมีชาติตระกูลทั้งนั้น ถุงเสื้อผ้านี่เต็มสองมือเลยท่านผู้ชม!ซึ่งแน่นอนว่ามันออกให้ และจงออกให้เถอะ!ถ้าจะถามว่าเกรงใจมั้ย แน่นอนว่าโคตรเกรงใจเลย แต่จะทำยังไงได้...ผมไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้คืนมันหรอกนะ!!มันทำงานกับมาเฟียมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ถึงได้มีเงินมาเลี้ยงผมได้ขนาดนี้! พอซื้อของเสร็จก็หกโมงครึ่งพอดี แล้วมันก็มาส่งผมที่บ้าน ที่น่าแปลกคือมันจำทางไปบ้านผมได้ โคตรทึ่ง!นี่มันก็หลายปีแล้วนะเนี่ย ยังอุตส่าห์จำได้อีก “แล้วฉันจะได้คำตอบเมื่อไหร่ล่ะ” มันเลื่อนกระจกรถลงมาถาม “ใจร้อนจังวะ รอหน่อยดิ” “นายหญิงน้อยรองรอมาสองอาทิตย์แล้ว เธอถามฉันทุกวันเลยว่าแกตอบตกลงรึยัง” นายหญิงน้อยรอง? อ้อ คุณหลันฟาน “แล้วทำไมเรียกคุณหลันฟานว่านายหญิงน้อยรองวะ” อันนี้ผมงงจริงๆ พวกมาเฟียนี่มีศัพท์เรียกเฉพาะด้วยเหรอ “ตอบตกลงแล้วฉันจะบอก” มันพูดแค่นั้นแล้วก็กระตุกยิ้มให้ผม แล้วก็ขับรถออกไป ไอ้นี่! ผมเอาของที่มันซื้อให้ไปเก็บในห้องนอนอย่างมิดชิด ย้ำว่ามิดชิด และแน่นอนว่าต้องเข้ามาเจอกับสภาพบ้านที่เละยิ่งกว่าโดนโจรปล้นตามเคย แต่ผมไม่มีเวลามาเสียให้กับการอาลัยอาวรณ์สภาพบ้านหรอกนะ เพราะผมต้องเข้างานตอนทุ่มครึ่ง ก่อนไปทำงานผมของีบสักพักก็แล้วกัน “ฟางหรง!!แกหายหัวไปไหนมาทั้งหลายอาทิตย์!” ผมที่กำลังจะเดินมาหาน้ำดื่มก็ต้องชะงักเพราะเสียงของผู้ชายคนนั้น ยังจะมีหน้ามาถามอีกว่าหายไปไหน ก็หายไปนอนโรงพยาบาลน่ะสิถามได้! “สนใจ?” ผมหันไปถาม “สนใจสิ!เพราะแกยังไม่จ่ายหนี้ พวกมันถึงมาพังบ้านแบบนี้!!” ก็คิดไว้แล้วว่าต้องได้คำตอบประมาณนี้ ผมเลยยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจแล้วก็เดินกลับขึ้นห้อง แน่นอนว่าได้ยินเสียงสบถด่าดังตามหลังมาไม่มีขาด แต่ทำไงได้? ก็ผมไม่ใส่ใจนี่ 19.15 PM “แฮ่กๆ” ผมวิ่งมาสุดชีวิตเพราะมัวแต่นอนเพลิน เลยลืมว่าใกล้จะได้เวลาเข้างานแล้ว แต่อย่างน้อยก็มาทัน..รึเปล่านะ..ผมก้มมองที่นาฬิกาข้อมือเก่าๆ ของตัวเอง ตอนนี้เข็มสั้นชี้ไปที่เลขเจ็ด ส่วนเข็มยาวอยู่ที่เลขสาม หนึ่งทุ่มสิบห้านาที ยังทันอยู่ๆ แสดงว่าชะตาผมยังไม่ขาดสินะ อย่างที่ผมเคยบอกเฟิงหมิงว่าหนึ่งในที่ทำงานของผมมีที่ภัตตาคารด้วย นั่นก็คือที่นี่ มันเป็นภัตตาคารอาหารจีนน่ะ แน่นอนว่าผมโชคดีที่ได้ทำงานในร้านหรูๆ แบบนี้ “คุณเว่ย! คุณเว่ยเดี๋ยวก่อน!!” ผมที่เพิ่งออกจากห้องเปลี่ยนชุดก็โดนเรียกไว้ พอผมหันกลับไปก็เห็นว่าเป็นผู้จัดการรีบวิ่งมา สภาพไม่ต่างกับผมตอนที่เพิ่งมาถึงเลย “ผู้จัดการ? มีอะไรเหรอครับ” “อาการป่วยหายดีรึยัง” ผู้จัดการถามด้วยความเป็นห่วง ผมโทรมาลางานด้วยเหตุผลที่ว่าป่วย ไม่มีทางที่จะบอกว่าโดนยิงแน่นอน! “หายดีแล้วครับ ผู้จัดการมีอะไรรึเปล่า” “วันนี้จะมีลูกค้าVIPมาน่ะสิ ผมอยากให้คุณกับคุณหลี่รับหน้าที่เสิร์ฟแขกโดยเฉพาะ แน่นอนว่ามีค่าล่วงเวลาให้” “ได้ครับ!” ผมรีบตอบทันที กลัวผู้จัดการจะเปลี่ยนใจ ก็แหม...ได้ค่าล่วงเวลา แถมบริการลูกค้าVIPซะด้วย เผลอๆ อาจจะได้ทริปจากแขกก็ได้ “แต่ผู้จัดการดูหน้าซีดๆ นะครับ ไม่สบายรึเปล่า?” “เอ่อ..มะ...ไม่มีอะไร” ผู้จัดการตอบพร้อมยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก “แล้วตอนเข้าไปบอกให้คุณหลี่ทำตัวดีๆ ด้วยนะ แขกท่านนี้เป็นคนสำคัญจริงๆ ถ้าทำอะไรให้ไม่พอใจ ที่นี่อาจจะถูกสั่งปิดได้” ผู้จัดการพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “โห ขนาดนั้นเลยครับ” “ขนาดนั้นเลยแหละ ที่สำคัญย้ำกับคุณหลี่ให้ระวังเรื่องคำพูดคำจาเอาไว้ด้วยนะ ทางที่ดีก็อย่าพูดอะไรเลย ที่สำคัญบริการให้ดีๆ นะ อย่าให้พวกเขาไม่ชอบอะไรเด็ดขาด” “ครับผม” “ฝากด้วยนะคุณเว่ย ผมเชื่อว่าถ้าเป็นคุณจะรอดไปได้” ผู้จัดการพูดทิ้งท้ายไว้แต่นั้น เขาตบไหล่ผมปุๆ ก่อนจะเดินไป ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่คนเดียว รอด? อะไรรอด? รอดจากอะไร!! กลับมาพูดให้รู้เรื่องก่อนสิผู้จัดการ!! กลับม๊าาาาา!! ================================================== *เสี่ยวหรงหรง แปลว่า หรงหรงน้อย มาจากเสี่ยวที่แปลว่าเล็ก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD