ล่าครั้งที่ **นายน้อยคนงาม

3936 Words
นี่ผมยังกังวลกับคำพูดของผู้จัดการไม่หายเลยนะเนี่ย เชื่อว่าถ้าเป็นผมจะรอดไปได้งั้นเหรอ...ยังไงก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าผู้จัดการเขาจะสื่ออะไร “หลี่!” ตอนที่ผมกำลังคิดเรื่องคำพูดของผู้จัดการอยู่ ก็บังเอิญเจอหลี่เข้าพอดี จริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าชื่อของเขาคืออะไร ก็เห็นแต่คนเรียกคุณหลี่ พี่หลี่ น้องหลี่ ผมก็เลยเรียกตามกันไป “มีอะไร” มันมองผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วเหยียดยิ้มดูถูกออกมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของไอ้เด็กนี่อยู่แล้ว เพราะมันขึ้นชื่อเรื่องการดูถูกชาวบ้าน ขนาดลูกค้าที่ไม่ได้แต่งตัวดีมากเข้ามากินอาหาร มันยังไล่เขาเลย แต่ถึงมันจะคดีที่ทำกิริยาไม่สุภาพกับลูกค้าแค่ไหน ก็ไม่มีวันโดนไล่ออกหรอก เพราะมันเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเจ้าของภัตตาคารนี้เลยไม่มีใครกล้าไปบอกเจ้าของไงว่าลูกชายเขาทำตัวยังไง ได้ยินมาว่าพ่อมันให้มาฝึกงานเป็นพนักงานเสิร์ฟก่อน แล้วค่อยเลื่อนขั้นไปเรื่อยๆ ถ้าทำงานโอเคก็จะได้สืบทอดกิจการต่อ “รู้เรื่องลูกค้าVIP วันนี้รึยัง” “ที่จะให้ไปดูแลน่ะเหรอ” “ใช่ ผู้จัดการฝากมาบอกให้นายระวังคำพูดกับลูกค้าด้วย แต่จะดีกว่าถ้าไม่พูดอะไรเลย” ผมเอาประโยคที่ผู้จัดการพูดบอกไปแบบเป๊ะๆ ไม่ขาดไม่เกิน มันเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ท่าทางของมันทำเอาผมหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย เพราะผู้จัดการก็บอกอยู่ว่าเป็นลูกค้าที่โคตรพิเศษแบบใส่ไข่ดาวยี่สิบฟอง แล้วมันยังจะทำท่าทางเหมือนไม่สนใจทำเตือนจากผู้จัดการ แล้วถ้ามันดันทำตัวไม่ดีใส่ลูกค้า ไม่ซวยกันหมดเลยเหรอ! ร้านพ่อมึงนะเฮ้ย! “จะพูดแค่นี้ใช่มั้ย?” “ใช่” พอมันได้คำตอบที่พอใจก็ยักไหล่แล่วเดินชนไหล่ผมไป ไอ้เด็กเวร! คุณหลี่ที่เป็นพ่อมันคงทำงานจนไม่มีเวลาสั่งสอนลูกตัวเองล่ะมั้ง มารยาทถึงได้ติดลบแบบนี้! 22.30 PM ลูกค้าคนอื่นก็ทยอยกันออกไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่ลูกค้าVIPที่กำลังจะมาก็แค่นั้น ตอนนี้เลยเป็นช่วงพักของผม ส่วนพนักงานคนอื่นหลังจากเก็บร้านทำความสะอาดเรียบร้อยก็กลับหมดแล้วเหมือนกัน เหลือแต่ผม ไอ้หลี่ พ่อครัวแม่ครัวบางส่วน แล้วก็พนักงานต้อนรับอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น “อย่าลืมเรื่องคำพูดนะหลี่” ผมพูดย้ำอีกรอบ แต่มันก็ยังนั่งเล่นโทรศัพท์เหมือนคำพูดผมไม่เคยส่งไปถึง ไอ้เด็กนรก! “หลี่!! ได้ยินที่พูดมั้ย!” “ได้ยินแล้ว! จะเตือนอะไรหนักหนา!!” มันตะคอกใส่ผมก่อนจะหันไปสนใจโทรศัพท์ราคาแพงระยับในมือต่อ ได้! แต่ถ้ามึงไปพูดจาไม่ดีกับลูกค้านะ ฟางหรงคนนี้แหละจะไปบอกพ่อมึงเอง! ปัง! ผมปิดประตูระบายความหงุดหงิดและเดินมาล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำให้ตัวเองสดชื่นขึ้น เอ่อ...จริงๆ ก็ไม่หรอก แค่อยากบอกให้ตัวเองดูดีเฉยๆ ความจริงคือผมไม่อยากเห็นหน้าไอ้หลี่มันเท่าไหร่ เดี๋ยวจะโมโหจนพลั้งมือต่อยลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหลี่เข้าแล้วจะเป็นเรื่อง โดนไล่ออกจากที่นี่มันไม่คุ้ม “อ้าว?” ผมที่เดินออกจากห้องน้ำก็เจอกับคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่นี่ได้ “เฟิงหมิง?” เพิ่งแยกกันเมื่อตอนเย็นเองนะ เจอมันอีกแล้วเหรอเนี่ย ว่าแต่ทำไมมันมาอยู่นี่...อย่าบอกนะว่าลูกค้าVIPที่ว่านี่คือ...ตระกูลลู่!! ถ้าเป็นงั้นจริงก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมผู้จัดการถึงกำชับนักหนาว่าให้บริการดีๆ “ที่บอกว่าทำงานในภัตตาคารด้วยนี่คือที่นี่เองเหรอ ความบังเอิญมันน่ากลัวนะ ว่ามั้ย?” มันพูดยิ้มๆ ตามสไตล์ “น่ากลัว...น่ากลัวมากด้วย แล้ว...มากับคุณหลันฟาน?” เฟิงหมิงมันไม่พูด แต่ส่ายหน้าแทน “นายหญิงน้อยรองก็บอกแล้วไง ว่าเป็นน้องสาวของเจ้านายฉัน” จริงด้วยสิ “ฉันมากับนายน้อย” “นายน้อย?” “ใช่ ผู้นำตระกูลคนต่อไป นายน้อยลู่หลิวชิง” อา...ผมว่าผมเริ่มเก็ทสรรพนามที่ใช้เรียกแทนชื่อพวกนี้แล้วล่ะ มีนายน้อย มีนายหญิงน้อยรอง แสดงว่าก็ต้องมีนายหญิงน้อย นายท่าน นายหญิง อะไรพวกนี้ด้วยแน่ๆ “แล้วที่แกยังไม่กลับบ้านนี่คงเพราะต้องรอเสิร์ฟอาหารให้พวกฉันล่ะสิ” “แหงล่ะ แล้วก็อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ได้มั้ย ได้ยินแล้วหงุดหงิดว่ะ!” “เสี่ยวหรงหรงหงุดหงิดเป็นกับเขาด้วย? นึกว่าหงุดหงิดแค่กับเรื่องพ่อซะอีก” มันมองผมเป็นคนยังไงเนี่ย คนบ้าอะไรหงุดหงิดไม่เป็น “แล้วใครทำอะไรให้เสี่ยวหรงหรงของฉันต้องอารมณ์เสียแบบนี้ล่ะ?” ไม่พูดเปล่า มันยังเอามือขึ้นมาพาดไหล่ผมเหมือนจะกอดคอ แต่ประทานโทษนะ แถวบ้านผมมันเรียกการกระทำแบบนี้ว่าล็อคคอโว้ย! “เฟิงหมิง! เคยบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกฉันว่าเสี่ยวหรงหรง!! ถ้าแกยังอยากฟังฉันเล่า” ได้ยินคนเรียกตัวเองว่าเสี่ยวหรงหรงแล้วมันรู้สึกจั๊กกะจี้เหมือนโดนขนนกจี้หูเลย ขนลุก! “โอเคๆ” มันยกมือทั้งสองขึ้นเหมือนจะยอมแพ้ “เล่ามา!” “ก็ไอ้เด็กเวรที่ต้องเสิร์ฟอาหารให้เจ้านายแกอีกคนน่ะสิ พอฉันเตือนว่าให้ระวังคำพูด ก็ทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เมื่อกี้ก็เตือนอีกรอบ มันยังไม่สนใจอีก พอเรียกเสียงดังหน่อยก็ตะหวาดกลับมา เด็กนรก!” “ว้าว คนแบบนี้อยู่ยากนะเนี่ย...” มันพูดขำๆ แต่ประโยคต่อมามันก็ทำหน้าจริงจัง” แต่ยังไงแกต้องย้ำกับเด็กนั่นอีกนะ ว่าอย่าพูดอะไรออกมาจะดีที่สุด ไม่ต้องมองหน้าใครทั้งนั้น มีหน้าที่เสิร์ฟก็เสิร์ฟไป” “อา..” ผมไม่เคยเห็นเฟิงหมิงจริงจังขนาดนี้มาก่อน “แล้วไม่คิดจะเตือนฉันด้วยรึไง?” “ฮะๆ อย่างแกไม่ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว ฉันรู้จักแกดีฟางหรง คิดว่าฉันกับแกเป็นเพื่อนกันมากี่ปีล่ะ” ก็จริงของมัน ผมรู้จักมันตั้งแต่อายุสิบสี่ ตอนนี้ก็ยี่สิบห้าแล้ว โห นานเหมือนกันนะเนี่ย “เออ แล้วทำไมต้องให้ย้ำไอ้เด็กนั่นอีกล่ะ ถึงย้ำไปมันก็ฟังอยู่ดี” “แกจะได้ไม่รู้สึกผิดไง” “ฮะ? รู้สึกผิดเนี่ยนะ...เรื่อง?” “ก็ถ้ามันไม่ฟังคำเตือนของแกแล้วเกิดอะไรขึ้นมา มันนั่นแหละที่ผิด” เดี๋ยวนะ มันจะมีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ พูดเป็นนัยเหมือนผู้จัดการไม่มีผิด “อ้อ แกต้องรอดให้ได้นะ ฉันต้องไปแล้ว ไว้เจอกัน” “ฮะ!? มาพูดให้รู้เรื่องก่อนดิ!! เฟิงหมิง!” อะไรของมันเนี่ย แล้ววันนี้มันวันอะไร ทำไมมีแต่คนพูดเรื่อง ‘รอด’ กับผมทั้งนั้นเลย ผู้จัดการก็ดี เฟิงหมิงก็ดี สรุปแล้วผมต้องรอดจากอะไร!! “อาหารเสร็จแล้ว!” พี่พ่อครัวเอาอาหารห้าหกอย่างมาวางที่ช่องส่งอาหาร ผมกับไอ้หลี่แบ่งกันยกคนละสามอย่าง แล้วเดินไปที่ห้องVIP “อย่าพูดอะไรไปล่ะ อย่ามองลูกค้าด้วย” ผมเตือนไอ้หลี่อีกรอบตามที่เฟิงหมิงบอก และที่ได้กลับมาคือสายตาไม่พอใจของมัน แล้วผมก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ก็เตือนตั้งสามรอบแล้วนี่เนอะ คนมีสมองก็ต้องจำกันบ้างแหละ แล้วพวกเราก็หยุดอยู่หน้าห้องที่มีผู้ชายใส่สูทสองคนยืนอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนทวารบารเฝ้าประตูนรกชะมัด แถมหน้าตาพี่ๆ แกก็นะ...รับแขกมาก...แถมพวกผมยังโดนค้นตัวก่อนจะเข้าไปด้วย ถ้าทดสอบพิษในอาหารเหมือนในยุคโบราณได้พวกพี่แกลงทำไปแล้วแหละ อะไรจะเข้มงวดขนาดนั้น พนักงานธรรมดาๆ อย่างผมคงจะพกระเบิดเข้าไปหรอก! พอประตูเปิดออก ผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศเย็นๆ ชวนให้เสียวสันหลังวาบ มันเป็นความรู้สึกแบบ...จะว่ายังไงดีล่ะ เหมือนยืนตัวเปล่าอยู่กลางนรกน้ำแข็งยังไงอย่างงั้น คนเป็นคนเดินนำเข้าไปก่อนทำให้เห็นว่าในห้องมีผู้ชายอยู่สี่คน แต่จะมีสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน ต่างคนต่างมีคนยืนประกบหลัง แบ่งแยกชนชั้นชัดเจนว่าคนที่นั่งอยู่คือเจ้านาย คนที่ยืนคือลูกน้อง ฝั่งที่หันหน้าประจันกับผมคือผู้ชาย...เอ่อ..สูงอายุ...ก็ลุงนั่นแหละ ลุงแกรูปร่างค่อนข้างท้วม สภาพก็เหมือนเสี่ย แถมที่นิ้วที่คอนี่นะ กลัวไม่มีใครรู้ว่ามีอันจะกินเหรอ? สร้อยนี่ทองอร่ามมาเชียว แล้วนั่นอีก คนบ้าอะไรจะใส่แหวนเพชรแหวนทองครบทั้งสิบนิ้วขนาดนั้น อยากรู้จริงๆ ว่าจะใส่แหวนที่นิ้วเท้าด้วยมั้ย แล้วสายตาที่ลุงแกมองมานี่เป็นอะไรที่น่าขยะแขยงและน่าขนลุกมาก มองผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างกับจะจับกิน บอกตรงๆ นี่มันเข้าข่ายล่วงละเมิดทางเพศแล้วนะ ไอ้ที่ผู้จัดการกับเฟิงหมิงบอกว่าขอให้รอดเนี่ย...คงไม่ใช่จากไอ้ลุงบ้ากามนี่หรอกใช่มั้ย!? ส่วนผู้ชายอีกคน ถึงจะไม่เห็นหน้าก็รู้ดีกว่าเขาคือนายน้อยลู่ แค่ข้างหลังก็บอกได้แล้วว่าเป็นคนหน้าตาดีมากๆ รังสีความดูดีมันแผ่ และแน่นอนว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฟิงหมิง มันหันมายิ้มให้ผมหนึ่งทีก่อนจะหันกลับไปเหมือนเดิม ผมทำตามที่เฟิงหมิงบอกทันที คือไม่พูดอะไร และพยายามจะไม่มองหน้าใครด้วย ผมกับไอ้หลี่วางอาหารลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วก็กำลังจะเดินออกไป จังหวะที่ผมต้องหันกลับไปนั่นเอง สายตาก็ดันไปมองหน้าของนายน้อยลู่เข้าพอดี แล้วผมก็ได้เห็น... คนงาม!! ใช่ครับ คนงาม! ผู้ชายอะไรจะสวยขนาดนี้! ให้ตายเถอะ แค่เห็นหน้าเขาหัวใจผมก็เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ แล้วก็มีอาการโหวงๆ ที่ในช่องท้องเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกามาแล้วยี่สิบรอบ แน่นอนว่าผมรู้ว่าอาการแบบนี้มันคืออะไร ผมเองก็เคยเป็นมาก่อน...เมื่อตอนเจออะไรที่ชอบ...หรือว่านี่จะเป็น..รักแรกพบ! แต่ติดตรงที่มันเป็นการใจเต้นที่ดันมีความรู้สึกเสียวสันหลังมาด้วยเนี่ยสิ แน่นอนว่าเขาสวย แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าสวยแบบผู้หญิงเลย จะว่ายังไงดีล่ะ...สวยแบบดูมีออร่าความน่าเกรงขามที่ทำให้เย็นไปจนถึงกระดูกแผ่ออกมาตลอดเวลา ผมไล่สำรวจไปตามใบหน้าสวยๆ นั่น ดวงตาคมของเขามองไปที่ถ้วยชาในมือเหมือนกำลังเบื่อหน่ายและอยากออกไปจากที่นี่เต็มที ผมสีดำยาวถึงกลางหลังที่ลู่ปรกใบหน้าทำให้ผิวขาวอมชมพูตามฉบับคนไม่ค่อยออกแดดยิ่งดูเด่นขึ้นไปอีก มือเรียวค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นมาจรดริมฝีปาก ทำเอาผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก โอ๊ย! อยากเป็นถ้วยชาก็วันนี้แหละ! ดูปากแดงๆ ฉ่ำๆ นั่นสิ! เห็นแล้วน่าจับมาขยี้จูบชะมัด!! ...หือ...? เดี๋ยวนะ นี่ผมคิดอะไรวะเนี่ย! เย็นไว้ฟางหรง นั่นมาเฟียนะเฮ้ย! ถึงจะสวยถูกใจแค่ไหนก็เป็นมาเฟีย!! ใจเย็น ใจเย็นๆ ผมหลับตาแล้วสูดหายใจลึกๆ หนึ่งทีก่อนจะมองคนงามต่อ ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาใส่ชุดกังฟูยาวสีเขียวเข้ม ปักดิ้นทองลายมังกรเหยียบเมฆตัดกับกางเกงสีดำที่ใส่อยู่ด้านใน จะว่าไป..ดูแล้วก็คล้ายกับชุดของคุณหลันฟานที่ใส่ตอนมาเยี่ยมผมเหมือนกัน เหมือนจะต่างกันที่ลาย ถ้าจำไม่ผิดชุดของคุณหลันฟานเป็นลายมังกรล่อแก้ว คนตระกูลนี้ดูจะชอบแต่งตัวแนวย้อนยุคหน่อยๆ นะเนี่ย อีกอย่างผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าชุดนี้มันเหมาะที่จะอยู่บนตัวเขาจริงๆ ยิ่งไอ้ท่านั่งไกว่ห้างที่ประสานมือไว้บนตักนั่นอีก! ณ จุดๆ นี้ตายครับบอกเลย! ผู้ชายที่ชื่อลู่หลิวชิงนี่มันนางพญาชัดๆ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร อยู่บนยอดพีรมิดเลย! แต่ถึงจะสวยยังไงก็ยังกลบความน่ากลัวไม่มิดอยู่ดี ยิ่งตอนที่หน้าสวยๆ นั่นไม่แสดงอารมณ์ด้วยแล้ว...ก็ขอยืนยันคำเดิมว่ามันเหมือนยืนตัวเปล่ากลางนรกน้ำแข็ง!! คนอะไรจะแผ่ความเย็นยะเยือกชวนให้ขนลุกออกมาตลอดเวลาแบบนี้! ‘ไม่ต้องมองหน้าใครทั้งนั้น มีหน้าที่เสิร์ฟก็เสิร์ฟไป’ จู่ๆ คำพูดของเฟิงหมิงก็ทะลุเข้ามาในโสตประสาท มันทำให้ผมรีบก้มหน้าแล้วเดินออกไป ถึงแม้อยากจะมองให้นานกว่านี้ก็เถอะ แต่ยังไม่ทันจะเดินถึงประตู ไอ้เวรหลี่ตัวดีดันสะเออะเข้าไปคุยกับคนงาม! “จะรับอะไรเพิ่มมั้ยครับ คนสวย” ไอ้พูดด้วยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่อะไรคือการลงท้ายประโยคว่า ‘คนสวย’ ไม่ทราบ!! ถึงมันจะไม่รู้ว่าเขาคือนายน้อยตระกูลลู่ก็เถอะ แต่ไม่รู้สึกถึงรังสีความอันตรายที่แผ่ออกมาเลยรึไง!! จะว่าไปมันมีสมองจริงปะเนี่ย!! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ! สัญชาตญาณการป้องกันตัวติดลบ? ผมอุตส่าห์เตือนไปตั้งสามรอบเลยนะ!! สามรอบ! หรือจริงๆ แล้วมันความจำสั้น!? กระบวนการประมวลผลมีปัญหา!? ผมเหลือบตาไปมองเฟิงหมิง ก็เห็นว่ามันกำลังหลับตาแล้วส่ายหัวไปมาประมาณว่า ‘ไม่น่าเลย’ ส่วนผมนี่อยากจะตะโกนออกไปว่า ‘แกโง่รึไง!!’ สุดๆ แต่ไม่กล้าพอที่จะทำ ได้แต่ยืนมองไอ้หลี่ที่กำลังจะซวย แล้วไม่ใช่ซวยธรรมดาด้วยแต่เป็นซวยมหันต์!! พอมันพูดจบก็ฉีกยิ้มให้คนงาม เหอะ! ไม่บอกก็รู้ว่าหลงเสน่ห์นายน้อยแห่งตระกูลลู่เข้าให้แล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น ดวงตาคมที่ตอนแรกไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไรตวัดไปมองไอ้หลี่ทันที แค่เขามองมาเท่านั้นแหละ ผมที่ไม่รู้จะทำยังไงก็ตัดสินใจเข้าไปคว้าคอไอ้หลี่มา แล้วกดหัวมันให้ก้มลงทันที “ต้องขอโทษจริงๆ ครับ ที่เขาทำตัวเสียมารยาท จะรีบพาเขาออกไปเดี๋ยวนี้!” พูดจบผมก็ดึง..ไม่ใช่ดึงสิ...ต้องใช้คำว่าผมกระชากแขนมันให้เดินออกไป “หยุด” ให้ตายเถอะ น้ำเสียงเย็นอย่างกับทะเลน้ำแข็งแถบอาร์กติก! เสียงของเขาทำให้ผมก้าวขาไม่ออกอีกเลย น่ากลัว...รู้สึกเหมือนจะตายได้ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำแต่ผมกลับมีเหงื่อซึมตามหน้าผาก ส่วนในคอก็แห้งผากจนเหมือนมีทะเลทรายอยู่ข้างใน “คระ...ครับ...” ผมพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่นแล้วนะ แต่มันทำไม่ได้จริงๆ ตอนนั้นเองที่นายน้อยลู่หันไปมองเฟิงหมิงเหมือนจะสื่ออะไรบางอย่าง นั่นทำให้เฟิงหมิงเดินมาทางผมและเอาตัวไอ้หลี่ไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าเจ้านายของมันโดยที่ไม่มองผมเลยสักนิด โธ่...ไอ้หลี่เอ๊ย จะโดนกระทืบหรือโดนอะไรกันล่ะเนี่ย และไม่ต้องรอให้ผมได้เดาต่อ คนงามเอื้อมมือไปคว้าเอากาน้ำชาบนโต๊ะมาถือไว้แล้วปรายตามองไอ้หลี่ด้วยสายตาเย็นเฉียบ อย่าบอกนะ...ว่าเขาจะเอากาน้ำชามา...ทุบ.. ซ่า! “อ๊ากกก!!” โอเค ผมขอโทษ เขาก็คงไม่เอากาน้ำชาที่มีน้ำอยู่ข้างในมาทุบคนหรอก แต่มันจะไม่เป็นอะไรถ้าเขาไม่เทน้ำชาราดหัวไอ้หลี่! ให้ตายเถอะ น้ำชามันไม่ได้เย็นๆ นะเฮ้ย!! ผมยังเห็นควันลอยออกมาอยู่เลย! ผมที่กำลังจะเข้าไปดูไอ้หลี่ที่ลงไปดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้นก็โดนเฟิงหมิงรั้งเอาไว้ มันส่ายหน้าให้ผมเหมือนจะบอกว่า ‘อย่าเข้าไปยุ่ง’ ถึงไอ้หลี่จะโดนราดน้ำชาร้อนๆ ไปแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนคนงามจะยังไม่สาแก่ใจ เขายกขาขึ้นเหยียบไปที่หน้าของมัน สายตาของเขาในตอนนี้ไม่ใช่แค่เย็นยะเยือกอย่างเดียวแล้ว มันเหมือนกำลังมองมดปลวก มองหนอนแมลงไร้ค่าอยู่เลยต่างหาก! ยิ่งท่าทางของเขาตอนนี้...จะบอกว่าเป็นฮ่องเต้ก็ไม่เกินความจริง! ส่วนไอ้หลี่นอกจากจะโดนน้ำร้อนลวกแล้ว ยังต้องโดนขยี้ใบหน้าที่ฉันภูมิใจนักหนาอีก...เห็นแบบนี้ผมก็รู้สึกเวทนา...หมายถึงก็สงสารมันนะ “เดี๋ยวก่อนครับ!” ผมร้องห้ามเมื่อเขามีท่าทีว่าจะเหยียบซ้ำอีกรอบ นั่นเป็นเหตุให้เขาชะงักไป แล้วปรายตามองผมเหมือนกำลังมองสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ ผมคงเป็นหนอนแมลงสักชนิดในสายตาเขา...จะคิดว่าเขากำลังมองผมเป็นผีเสื้อละกัน มันน่ารักดี... “คะ..คือผมคิดว่า...เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว...” ผมพูดเสียงอ่อย เพราะบรรยากาศรอบตัวเขาในตอนนี้มันแทบจะทำให้ผมขาดอากาศหายใจ!! “อย่ามาสอดรู้” ผมถึงกับสะอึก ผมว่าความหมายที่เขาจะสื่อไม่ได้มีแค่นี้หรอก ถ้าเอาตามที่ผมรู้สึกคงหมายถึง ‘คนที่กำหนดชะตาชีวิตของมันคือฉัน อย่ามาสะเออะบอกว่าฉันควรหยุดรึเปล่า’ “แหมๆ ผมว่าอย่าทำให้หนุ่มน้อยนั่นกลัวเลยครับท่านลู่ ให้เขาไปตามผู้จัดการร้านมาดีกว่า สั่งสอนพนักงานยังไงให้มาพูดจาไร้มารยาทกับท่านลู่แบบนี้” ตาลุงบ้ากามที่ผมลืมไปแล้วว่ายังมีชีวิตอยู่ในห้องนี้พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ยังไงก็ต้องขอบพระคุณลุงแกเป็นอย่างสูงจริงๆ ที่พูดขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้ แต่ที่ผมตงิดก็คือ..เรียกผมว่าหนุ่มน้อย ขอร้องล่ะ! อย่าเรียกผมด้วยสรรพนามชวนเข้าใจผิดแบบนั้นจะได้มั้ย อีกอย่างคือมันน่าขนลุกเหมือนมีแมลงสาบมาเกาะอยู่ที่คอ! “ตามนั้นแหละ ไปตามผู้จัดการมาให้หน่อย” อันนี้เฟิงหมิงเป็นคนพูด ผมเหลือบไปมองนายน้อยลู่ที่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร แล้วจะไม่ได้ว่าอะไรด้วย ผมเลยรีบวิ่งสี่คูณร้อยไปหาผู้จัดการทันที พอผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ผู้จัดการก็ถึงกับทรุดเลยทีเดียว เขาโมโหขึ้นขั้นเดินไปด่าไอ้หลี่ไปตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็น ‘ไม่มีสมอง’ บ้างล่ะ ‘ไร้สามัญสำนึก’ บ้างล่ะ ‘มีดีแค่หน้าตากับฐานะ’ บ้างล่ะ แล้วก็อะไรต่อมิอะไรมีเพียบ นี่ถ้าไม่ได้ยินกับหู ผมไม่มีทางเชื่อว่าคำพูดพวกนี้จะออกมาจากปากของผู้จัดการจริงๆ นะ “ขออภัยจริงๆ ครับท่านลู่ ทางเราจะอบรมพนักงานใหม่” ผู้จัดการรีบเข้าไปขอโทษขอโพยในทันที อีกนิดนี่แทบจะลงไปคุกเข่าอ้อนวอนแล้วนะ “ผมว่าแค่อบรมมันไม่น่าจะพอนะคุณผู้จัดการ” เฟิงหมิงพูดด้วยท่าทางนิ่งๆ ที่เป็นครั้งแรกน่ะเนี่ย ที่ผมเห็นมันในโหมดนี้ แต่ก็อย่างว่าแหละ ทำงานกับมาเฟียก็คงให้แสดงท่าทางเหมือนตอนปกติไม่ได้หรอก “เอ่อ...แล้วจะให้ทางเราชดใช้ยังไงดีครับ” เฟิงหมิงมองไปทางผู้จัดการพักนึงก่อนจะพูดออกมาหนึ่งคำ “ไล่ออก” เท่านั้นแหละ ผู้จัดการถึงกับหน้าซีด แน่ล่ะ ไอ้หลี่มันเป็นพนักงานธรรมดาๆ ซะที่ไหน ถ้าไม่ไล่ออกก็มีปัญหากับตระกูลมาเฟีย ถ้าไล่ออกก็มีปัญหากับเจ้าของภัตตาคาร จะเลือกทางไหนก็มีแต่ซวยกับซวย “ผมจะเอาไปบอกคุณหลี่ที่เป็นเจ้าของภัตตาคารให้ครับ” สุดยอดครับผู้จัดการ โยนงานไปให้พ่อมันน่ะถูกแล้ว!! ลูกเป็นคนก่อเรื่อง ก็ให้พ่อมันรับผิดชอบเอง! หลังจากนั้นก็เดือดร้อนให้ผู้จัดการโทรไปบอกคุณหลี่ที่เป็นเจ้าของ เขาบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย พอตกลงกันเสร็จเฟิงหมิงก็ออกไปเรียกก็ให้พี่บอร์ดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าหน้าประตูเข้ามาหามไอ้หลี่ออกไป ผมที่กำลังจะเดินตามผู้จัดการไปก็ต้องหยุดเพราะเสียงเรียก “เดี๋ยวก่อนหนุ่มน้อยตรงนั้น” ผมนี่แทบจะเอามือกุมขมับ ขนนี่ลุกเกรียวทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘หนุ่มน้อย’ พอเถอะๆ เอาคำนี้ไปเรียกลูกที่บ้านไป!! “ครับ?” “หน้าตาดีแบบเธออย่ามัวแต่ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟอยู่เลย มาทำงานกับฉันดีกว่า รับรองว่าแค่นอนเฉยๆ ก็ได้เงิน” ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากผู้จัดการทันที แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มเจือนๆ เหมือนจะสื่อว่า ‘พยายามเข้านะ’ ผมนี่อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะให้สลบไปเลย! แล้วไอ้ลุงนี่อีก กล้าสาบานมั้ยว่าจะให้ผมนอนเฉยๆ เอาคำพูดนี้กลับไปหลอกลูกที่บ้านไป!! “ฮะๆ ขอบคุณที่มาชวนผมนะครับ แต่ผมทำงานที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว” ถึงความจริงอยากจะตะโกนให้คนทั้งโลกได้รับรู้ว่า ‘ทำงานแบบนี้มันไม่ดีโว้ย! วันๆ ก็ทำงานสี่ห้าที่ มันโคตรเหนื่อย!!’ ก็เถอะ ในสถานการณ์แบบนี้มันก็ต้องมีตอแหลกันบ้าง “น่าเสียดายจังนะ แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็โทรมาสิ” ว่าแล้วไอ้ลุงนี่ก็ยื่นนามบัตรมาให้ผมด้วยสีหน้าที่...เอ่อ...แสดงออกอย่างชัดเจนว่า...มีความต้องการทางเพศสูง...สูงมากจนภูเขาเอเวอเรสต์ที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในโลกยังอาย! “ขะ...ขอบคุณครับ” ผมพยายามให้นิ้วของตัวเองโดนนามบัตรนั่นน้อยที่สุด ผมไม่อยากมีประสบการณ์แบบว่าโดนผู้ชายรุ่นราวคราวพ่อหลอกจับมือหรอกนะ! ถึงจะดูเหมือนคิดไปเองก็เถอะ แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด! พอออกจากห้องนั้นมาผู้จัดการก็จะไปคุยกับหลี่คนพ่อเรื่องลูกชายตัวดีของเขา ส่วนผมก็ฉีกนามบัตรนั่นเป็นชิ้นๆ แล้วปาลงถังขยะทันที ต่อให้ผมลำบากกว่านี้ก็ไม่มีวันไปทำงานกับไอ้ลุงบ้ากามนี่เด็ดขาด! ถ้าเป็นคนงามชวนก็ว่าไปอย่าง!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD