ณ ย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้าบ้างก็เป็นที่ตั้งของบริษัทต่างๆบ้างก็เป็นคอนโดสุดหรู
ฉันชื่อ ‘กอหญ้า’ เป็นเพียงพนักงานฝ่ายธุรการตัวเล็กๆหรือจะพูดให้ถูกก็คือคนที่ทำหน้าที่เป็นเบ๊ให้กับคนในออฟฟิศที่บริษัทการเงินเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งก่อตั้งได้เพียงห้าปี
ก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้านี้ไม่รู้ทำไมหนังตาข้างขวามันกระตุกแปลกๆ คงไม่ใช่ว่าวันนี้จะมีเรื่องอะไรไม่ดีหรอกนะ
ฉันถอนหายใจยาวพลางนั่งจัดเอกสารเป็นชุดๆที่คนอื่นไหว้วานให้ช่วยทำ หางตาดันหันไปเห็นเจ้านายวัยกลางคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปยังห้องทำงานของตัวเอง สภาพของเขาในวันนี้แปลกไปจากทุกวัน
ทำไมท่าทางของเขาถึงได้ดูรีบร้อนอะไรขนาดนั้นนะ?
ฉันสงสัยได้ไม่นาน ‘คุณต้น’ หรือเจ้านายของฉันก็เดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าหนังใบใหญ่ที่ดูจะหนักพอสมควร เขาปรบมือเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจจากคนที่นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศซึ่งฉันเองก็วางงานในมือลงเช่นกันแล้วหันไปมองเขา
“ทุกคนฟังทางนี้”
ทุกคนหันไปหาคุณต้นเป็นทางเดียวกัน
ทำไมนะ...ความรู้สึกของฉันมันบอกว่าความซวยกำลังจะมาเยือนอะไรทำนองนั้น
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบริษัทจะปิดตัวลง ผมจะโอนเงินชดเชยให้พวกคุณหนึ่งเดือน ผมขอโทษจริงๆที่มันกระทันหันไปหน่อย”
คุณต้นเอ่ยเพียงประโยคเดียว เสียงของพนักงานที่ได้ยินเหมือนกับฉันก็พร้อมใจกันถามออกไปด้วยคำถามเดียวกัน
“หมายความว่าไง เกิดอะไรขึ้น?”
เกิดเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ คงมีแค่ฉันที่ยืนอึ้งหน้าซีดจนแทบจะเป็นลมอยู่คนเดียว
“ผมต้องรีบไปแล้วต้องขอโทษทุกคนด้วย” คุณต้นเอ่ยเพียงแค่นั้นก็รีบวิ่งจ้ำอ้าวออกไป โดยที่ไม่รอให้ใครถามอะไรอีก
ในตอนนั้นเองคนในออฟฟิศก็โวยวายกันยกใหญ่ บางคนก็วิ่งตามคุณต้นไปแต่ก็ถูกหน่วยรักษาความปลอดภัยกักตัวเอาไว้จึงทำให้คุณต้นหนีไปได้สำเร็จ
คงมีแค่ฉันที่ล้มทั้งยืน...
ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานเหมือนร่างไร้วิญญาณ ตกงานแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ทำเอาฉันแทบมืดแปดด้าน แม้บรรยากาศรอบตัวจะเสียงดังขนาดไหนแต่ตอนนี้เหมือนกับว่าหูของฉันจะหนวกไปชั่วครู่ ฉันคล้ายตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับตะโกนออกไปเสียงดังด้วยความอัดอั้น
“ไอ้แก่หัวล้านเอ๊ย...”
เท่านั้นแหละ คนในออฟฟิศที่กำลังโวยวายอยู่นั้นหันมามองฉันเป็นตาเดียว
คงจะงงล่ะสิ...ปกติฉันไม่เคยจะด่าใคร ทุกครั้งที่ถูกใช้งานก็มักจะทำให้โดยที่ไม่เคยเถียงสักครั้ง
ฉันกวาดตามองไปยังเพื่อนพนักงานทุกคนที่ถูกลอยแพเหมือนกัน “จะโวยวายกันไปทำไม โวยวายไปเพื่ออะไร ยอมรับความจริงกันได้แล้วว่าถูกไล่ออก!”
ฉันตะโกนออกไปอย่างเหลืออดก่อนจะเก็บข้าวของส่วนตัวแล้วเดินออกจากบริษัทเฮงซวยนี่ทันทีโดยที่ไม่สนใจท่าทีนิ่งอึ้งของอดีตเพื่อนร่วมงานอีกต่อไป
ในขณะที่ยืนรอลิฟต์อยู่นั้นก็ได้แต่เอาหัวโขกกำแพงไปด้วย
ค่าเทอมของลูกก็ต้องจ่าย...แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายล่ะเนี่ย!
ติ๊ง...
เสียงลิฟต์ดังขึ้นปลุกฉันให้ตื่นจากภวังค์
ฉันเดินเข้าไปในลิฟต์อย่างคนไร้เรี่ยวแรงก่อนจะกดปุ่มลงไปชั้น
ล็อบบี้
เฮ้อ คงต้องไปยืมเงินภีมซะแล้วล่ะมั้ง
ระหว่างฉันกับ ‘ภีม’ นั้นเราเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะเลื่อนขั้นเป็นแฟนกันได้หนึ่งปีก่อน เขาเป็นผู้ชายนิสัยดีอบอุ่นอีกทั้งยังไม่รังเกียจ
‘มดตะนอย’ ลูกสาวของฉันอีกด้วย
ไหนๆตอนนี้ก็ว่างแล้วด้วยแวะไปหาภีมก่อนกลับบ้านดีกว่า คอนโดของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานของฉันสักเท่าไหร่ นั่งรถเมล์ไปแค่สี่ป้ายก็ถึงแล้ว แต่การนั่งรถเมล์ในกรุงเทพที่มีแยกไฟแดงเยอะแบบนี้ แม้จะบอกว่านั่งรถเมล์ไม่กี่ป้ายก็เหอะ มันก็ทำให้ฉันเสียเวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเหมือนกัน
ฉันลงรถเมล์ก่อนถึงคอนโดของภีมหนึ่งป้ายเพราะต้องไปซื้อของสดที่ซุปเปอร์มาเก็ต เมื่อซื้อของเสร็จแล้วก็เดินไปเรื่อยๆไม่รีบร้อน กว่าเขาจะกลับบ้านก็คงจะเย็นๆนู่นนั่นแหละ ถ้าได้เจอเขาฉันจะเล่าเรื่องแย่ๆวันนี้ให้เขาฟังสักหน่อย เมื่อกี้อยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ออกจริงๆเพราะความสับสนมันมีมากกว่า
ชีวิตสาววัยยี่สิบหกปีของคนอื่นอาจจะเต็มไปด้วยสีสันและเป็นช่วงเวลาที่ควรจะใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยงมากที่สุด แต่สำหรับฉันนั้นคงไม่ใช่
พ่อแม่ตายตอนอายุสิบแปดไม่พอป้าแท้ๆยังโกงเอาเงินประกันชีวิตของพ่อแม่ฉันไปอีก ยังดีที่ยังเหลือบ้านไว้ให้ซุกหัวนอน แต่การที่ต้องอยู่บ้านหลังใหญ่คนเดียวในต่างจังหวัดมันน่ากลัวเกินไป ฉันจึงตัดสินใจขายบ้าน หอบเงินก้อนสุดท้ายแล้วเข้ากรุงเทพมาเรียนต่อที่นี่ จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อญาติที่ไหนอีก
ฉันต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ทุกวัน เลิกเรียนแล้วก็ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ต่อจึงไม่ค่อยมีเวลาได้ไปเที่ยวเล่นเหมือนคนอื่นๆสักเท่าไหร่
เวลาที่เหนื่อยๆมันก็พาลนึกไปถึงชีวิตเก่าๆที่ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนักหรอกแถมยังมีความสุขมากอีกด้วย ก็แค่ต้องเหนื่อยเพิ่มนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป
ฉันเข้าออกคอนโดของภีมได้อย่างสะดวกเพราะเขาเคยให้คีย์การ์ดสำรองกับฉันไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้อง เสียงที่ได้ยินด้านในก็แทบจะทำให้ฉันล้มทั้งยืนอีกครั้ง
เสียงร้องครวญครางปนเสียงหอบหายใจของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของสปริงโซฟาราคาถูกดังลั่นห้องอย่างน่ารำคาญ
จู่ๆขาของฉันก็เกิดแข็งขึ้นมาซะดื้อๆ ไม่กล้าเดินเข้าไปต่อเลยจริงๆ
ใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วก็ยิ่งซีดเผือดเข้าไปอีกเมื่อได้ยินเสียงร้องครางอย่างมีความสุขของผู้หญิงคนหนึ่ง
“อือ อา ภีม ที่รักขา...”
นอกจากเสียงครางแล้วยังได้ยินเสียงของหน้าขากระทบกันดังลั่นห้องชวนให้หัวใจที่บอบบางของฉันแทบจะแหลกสลาย
“เสียวมากมั้ยครับ”
น้ำเสียงผู้ชายที่เคยคิดว่าอบอุ่นและใจดีที่สุดดังขึ้นมาบาดหัวใจของฉันจนเละไม่มีชิ้นดี ตอนนี้ฉันเหมือนร่างไร้วิญญาณก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่รู้ตัว น้ำตามากมายไหลลงมาจนเริ่มมองอะไรไม่เห็นภาพตรงหน้ามันช่างเลือนลางเหลือเกิน ฉันเช็ดน้ำตาออกลวกๆมองดูชายหญิงสองคนที่กำลังมีเซ็กส์กันอย่างถึงพริกถึงขิงบนโซฟา มือเล็กถึงกับสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ จนถุงใส่ของสดที่ถืออยู่ในมือพลันหล่นลงพื้น มะเขือเทศลูกใหญ่หล่นกระเด้งไปตามพื้น
ฉันยืนช็อคอยู่แบบนั้นจนกระทั่งผู้หญิงคนนั้นสังเกตเห็น
“กรี๊ด พี่ภีม!” ร่างเล็กอวบอึ๋มผลักชายหนุ่มออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งผ่านฉันเข้าไปยังห้องน้ำแล้วปิดประตูเสียงดังลั่น
ภีมหันมาเห็นฉันด้วยแววตาตื่นตระหนก เขารีบเอาหมอนอิงปิดบังของสงวนตัวเองไว้พร้อมกับอ้าปากพูดอย่างตะกุกตะกัก
“กะ กอหญ้า! มะ มาที่นี่ได้ยังไง!”
“ภีม...นอกใจเรามานานแค่ไหนแล้ว” ฉันไม่ตอบคำถามเขาแล้วกลั้นใจถามกลับแม้ว่าน้ำตาจะยังคงไหลไม่หยุดก็ตาม
ภีมนิ่งอึ้งไปพร้อมกับมองสบตาฉัน ในแววตาของเขายังแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด
“เราขอโทษ”
“ทำไมอ่ะภีม ทำไมถึงทำกับเราแบบนี้”
“...”
“ตอบมาสิ ทำไมถึงได้เงียบแบบนี้ล่ะ เราไม่ดีตรงไหนถึงได้ทำแบบนี้”
“เราขอโทษ”
“เก็บคำนี้ไว้เถอะ เราไม่ต้องการ แค่ตอบมาว่าทำไม” ฉันยกมือเช็ดน้ำตาอีกครั้งแล้วจ้องมองเขาด้วยแววตาคาดคั้น
ภีมถอนหายใจยาวแล้วเอ่ย “ก็เพราะเธอไม่ยอมให้เราเอาเอง เรารู้จักกันมาตั้งหลายปีแค่จูบกันยังนับครั้งได้ เราก็เป็นผู้ชายนะอยู่ใกล้เธอทุกวันมันก็มีความต้องการ เธอไม่ยอมให้เราเอา แล้วจะให้ทำยังไงวะ บอกตามตรงเราแม่งโคตรเบื่อเลย” ท้ายประโยคเขาดูหงุดหงิดนิดๆ
คำตอบของเขายิ่งทำให้ฉันอึ้งเข้าไปอีก นี่สินะธาตุแท้ของเขา
“ไอ้คนสารเลว เพี๊ยะ” ฉันตบเขาไปเต็มแรงจนอีกฝ่ายถึงกับหน้าหัน “ความรักที่เราให้ไปคงจะไม่มีค่าอะไรเลยใช่มั้ย แค่ไม่ให้เอา ถึงกับต้องไปเอากับคนอื่นเลยรึไง”
จากตอนแรกที่เสียใจตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว ฉันโกรธและขยะแขยงเขามากกว่า
“กอหญ้า...” เขาจับแก้มฝั่งที่ถูกตบแล้วจ้องมองฉันคล้ายกับว่าเขาไม่อยากจะเชื่อ ว่าคนอย่างฉันจะลงมือกับใครได้ “เรารักเธอจริงๆนะ มันก็แค่เซ็กส์เอง ต่อไปถ้าเธอยอมเรา เราสัญญาว่าจะมีแค่เธอคนเดียว”
“ไม่คิดเลยว่าภีมจะเป็นคนแบบนี้” ฉันยิ้มเย้ยหยันให้กับตัวเอง โง่เหลือเกินที่ดูคนผิดไปได้
“เรารักเธอนะ ขนาดเธอมีลูกแล้วเรายังรับได้เลย” เขาทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาแต่เพราะว่าตัวเองก็มีแค่หมอนอิงปิดบังร่างกายเปลือยเปล่าไว้ ทำให้เขาไม่กล้าขยับเข้ามาหา
“พอ...ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าภีมรักเราจริง ภีมจะไม่มีวันทำให้เราเสียใจแบบนี้” ฉันกลั้นสะอื้นแล้วเอ่ยต่อ “เราเลิกกันเถอะ ต่อไปนี้ไม่ต้องติดต่อเรามาอีก”
“กอหญ้า เดี๋ยว! เราขอโทษ เราผิดไปแล้ว กอหญ้า...”
ฉันไม่ฟังคำแก้ตัวอะไรจากเขาอีก แล้วพาตัวเองออกมาจากห้องของเขาทันที
วันนี้มันวันโลกแตกรึไง ถูกไล่ออกจากงานไม่พอยังจับได้ว่าแฟนนอกใจอีก!
ชีวิตของฉันมันจะมีอะไรดีๆเข้ามาบ้างมั้ย?