หลังจากออกมาจากคอนโดของภีม ฉันก็ยืนเอ๋ออยู่แบบนั้นด้วยความเหม่อลอย ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้มันหนักมากเกินกว่าที่ฉันจะรับไหว เวลาแบบนี้ถ้าได้ใครสักคนมาคุยด้วยก็คงจะดีแต่เพื่อนสนิทก็ดันอยู่ต่างประเทศ ฉันรู้สึกเคว้งคว้างอย่างที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว
ความรู้สึกของฉันในตอนนี้มันเหมือนวันนั้น วันที่ตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาลแล้วมีคนบอกว่าพ่อแม่ตายแล้วจากอุบัติเหตุรถชน มีเพียงฉันคนเดียวที่รอดตายจากอุบัติเหตุตอนนั้น มันรู้สึกเจ็บปวดและเคว้งคว้างไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป
ในมือของฉันกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นราวกับอยากจะระบายเรื่องทุกอย่างนี้ลงที่มัน
ติ๊ง...
เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นเ**กบนั่นเอง
เ**กบเป็นเจ้าของร้านขายของชำที่อยู่ใต้อพาร์ทเม้นท์ของฉัน ก่อนหน้านี้ฉันส่งข้อความฝากมดตะนอยไว้กับแกเพราะอาจจะกลับดึกหน่อยซึ่งเจ๊แกก็ตอบกลับมาว่า ‘ตกลง’ ทั้งยังบอกอีกว่าจะฝากไว้ทั้งคืนเลยก็ได้ไม่มีปัญหา
ยังดีที่วันเลวร้ายแบบนี้ยังมีเ**กบคอยช่วยเหลือ แกเป็นสาวประเภทสองรุ่นป้าที่ไม่มีลูกและสามีดังนั้นจึงรักและเอ็นดูมดตะนอยตัวน้อยของฉันมาก
ฉันยังคงจัดการกับความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ไม่ได้ ถ้าหากกลับบ้านไปแล้วและเผลอร้องไห้ให้ลูกเห็น ลูกจะเป็นห่วงไปด้วย ดังนั้นฉันจึงตั้งใจว่าจะไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่ไหนสักแห่งซะก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน
จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหน ฉันเดินไปเรื่อยๆริมถนนอย่างไร้ทิศทางเมื่อเดินผ่านร้านเหล้าก็หยุดเดินและมองเข้าไปในร้านที่มีไฟสลัวๆเปิดเพลงคลอเบาๆให้คนนั่งชิล
ไปนั่งข้างในนั้นก่อนก็ได้มั้ง ไหนๆก็ไม่มีที่ไปอยู่แล้ว
ฉันเดินเข้าไปร้านเหล้าเล็กๆที่มีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง เมื่อมองสำรวจรอบร้านแล้วก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าบาร์
“สวัสดีครับ รับอะไรดีครับคุณลูกค้า” บาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางใช้ผ้าสะอาดเช็ดแก้วไปด้วย
“เอ่อ ขอเหล้าอะไรก็ได้ที่ไม่แรงมากแล้วก็ราคาเบาๆด้วยค่ะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเข้ามาในร้านเหล้าแถมนี่ยังเป็นครั้งแรกที่จะได้ดื่มเหล้าอีกด้วย
บาร์เทนเดอร์หนุ่มหล่อยิ้มรับแล้วเอ่ย “รอสักครู่นะครับ” จากนั้นเขาก็ไปชงเหล้ามาให้
ในระหว่างที่รอ ฉันก็มองบรรยากาศรอบตัวไปด้วย ตอนนี้ยังเป็นช่วงหัวค่ำคนเลยไม่ค่อยมีสักเท่าไหร่ ฉันคิดอะไรไปเพลินๆ สักพักแก้วค็อกเทลที่ตกแต่งด้วยมะนาวฝานบางๆตรงขอบแก้วก็มาวางอยู่ตรงหน้า
“สำหรับมือใหม่หัดดื่มผมขอแนะนำ Mojito ครับ”
“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกแก้วค็อกเทลขึ้นมาดมกลิ่นเล็กน้อย หัวใจก็เต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้น รู้สึกเหมือนเด็กไม่ดีที่กำลังจะแอบพ่อแม่กินเหล้าเป็นครั้งแรก เมื่อได้ชิมรสเป็นครั้งแรกดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้น “อร่อยมากเลยค่ะ”
พี่บาร์เทนเดอร์หัวเราะเบาๆแล้วเอ่ย “ตามสบายนะครับ อยากได้อะไรเพิ่มเติมก็เรียกผมได้เลย”
“ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับพร้อมกับมองแก้วค็อกเทลในมือด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
นี่คงเป็นยิ้มแรกของวันนี้หลังจากที่ผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างหนักหน่วง
กินไปหมดแก้วแล้วก็ยังไม่รู้สึกอะไรและวันนี้ฉันต้องการเมาย้อมใจ ดังนั้นจึงสั่งพี่บาร์เทนเดอร์ไปอีกครั้ง “พี่คะหนูขออะไรก็ได้ที่แรงกว่านี้อีกหน่อย”
“ได้ครับ”
สักพักพี่เขาก็เสิร์ฟน้ำอะไรสักอย่างที่มีสีฟ้าน่ากิน “แก้วนี้เรียกว่า Magarita ครับ ค่อยๆดื่มนะเดี๋ยวเมา” เขาเอ่ยเพียงแค่นั้นแล้วก็เดินไปดูแลลูกค้าท่านอื่นที่ทยอยกันเดินเข้ามาในร้าน
ฉันมองแก้วค็อกเทลสีหวานอย่างสนใจแล้วยกขึ้นจิบช้าๆ รสชาติมันแรงกว่าแก้วแรกจริงๆแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังอร่อยอยู่ดี
แก้วนี้ขอมอบให้กับความรักเฮงซวย
ฉันคิดในใจก่อนจะกระดกแก้วค็อกเทลจนหมดแก้ว ใบหน้าสวยแบบสาวหมวยตาหยีเมื่อรู้สึกว่ารสชาติมันบาดคอเหลือเกิน
“น้องครับอยากได้อะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ”
ฉันนั่งก้มหน้าหัวเราะคิกคักเบาๆก่อนจะเงยมองคนตรงหน้าด้วยแววตาหวานเยิ้ม “ถ้าอยากได้พี่ต้องทำยังไง”
พี่บาร์เทนเดอร์หลุดขำแล้วเอ่ย “อย่าบอกนะว่าเมาแล้ว”
“อะไร...ไม่ได้เมาสักหน่อย” ฉันเอ่ยพร้อมกับโบกมือเบาๆปฏิเสธ ก่อนจะหยิบแบงค์สีม่วงในกระเป๋าไปให้เขา
“พี่ว่าน้องกลับบ้านก่อนดีกว่ามั้ย”
“ไม่เอา! ฮึก ฮือ ภีม...นอกใจเขาแบบนั้นได้ยังไง” จู่ๆฉันก็ร้องไห้และโวยวายขึ้นมาเสียงดัง
“ใจเย็นๆก่อนนะครับ ไอ้ต๊ะมาพาน้องเขาไปหน่อยดิ๊”
“ไม่เอา ไม่ไป”
“คุณลูกค้ากลับเถอะครับ มันรบกวนลูกค้าท่านอื่นนะครับ”
“ฮึก ฮือ ไอ้คนสารเลว” จู่ๆฉันก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับชี้หน้าผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวนั้น “แกด้วย ไอ้แก่หัวล้าน ไล่ฉันออกจากงานกะทันหันแบบนี้แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินข้าววะ!” สายตาของฉันพร่ามัวไปหมด ปวดหัวจนแทบจะระเบิด
“น้องครับ ออกจากร้านเราไปเถอะครับ”
ฉันถูกใครบางคนพาออกมาจากร้านด้วยสภาพที่ยืนโงนเงน
“จะให้เรียกแท็กซี่มั้ย”
“ไม่เอา ไม่กลับ” ฉันสะบัดมือตัวเองออกจากเขา
“โอ๊ย งั้นจะไปไหนก็ไป” เด็กหนุ่มคนนั้นพูดเสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าร้าน ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ริมถนนคนเดียว
“ฮึก ฮือ คนใจร้ายทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง” ฉันยืนร้องไห้อยู่แบบนั้นคนเดียวโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง สักพักฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฉันยืนหัวเราะและร้องไห้ออกมาราวกับคนบ้าท่ามกลางสายฝนจนเนื้อตัวเปียกปอนไปหมด จู่ๆก็มีรถคันหนึ่งจอดเทียบอยู่ริมฟุตบาท จากนั้นใครบางคนก็กระชากแขนของฉันเต็มแรงจนฉันเซเกือบล้ม
“เฮ้ย น้องมายืนตากฝนทำไมวะ พี่บอกแล้วไงว่าให้รอที่ร้าน ไปๆเปียกเหมือนลูกหมาหมดแล้ว ขึ้นรถก่อนไปลูกค้ารออยู่” ผู้ชายคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร เขาดันหลังฉันให้ก้าวขึ้นรถทันที
ฉันที่ยืนเอ๋อๆสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้วก็ก้าวเท้าขึ้นรถไปอย่างว่าง่าย
“เช็ดตัวก่อน” เขาคนนั้นส่งผ้าเช็ดตัวผืนเล็กมาให้แล้วยังถามต่อ “ไปยืนตากฝนทำไมวะเนี่ย” เขาเกาหัวตัวเองแรงๆพร้อมกับมองฉันด้วยแววตาแปลกๆ “ช่างแม่งเหอะ”
ผู้ชายคนนั้นพูดเองเออเองอยู่คนเดียวก่อนจะขับรถออกไป
“จะไปไหนอ่ะ...”
“อ้าว ก็นัดลูกค้าไว้ไง อะไรวะเนี่ย”
“หือ ลูกค้า?”
“นี่เมาเหรอวะ?”
“ไม่ได้เมา” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้
“เชี้ยไรวะเนี่ย เจ๊นิ้งหาเด็กให้ยังไงวะกูงง”
“เจ๊นิ้งเป็นครายเหรอ? หึหึ” ฉันเอ่ยพร้อมกับหัวเราะคิกคักก่อนจะยื่นมือไปบิดหูคนที่ขับรถอยู่ “ไอ้คนสารเลว”
“โอ๊ย ทำห่ารัยวะ!” เขาถลึงตามอง
“เด็กนิสัยไม่ดีเจาะหูทำไม”
“แม่งเอ๊ย ทำไมกูจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยวะ พี่เหนือจะไม่แหกอกกูเหรอวะส่งเด็กแบบนี้ไปให้เขา”
“จะพาไปไหนอ่ะ”
“นั่งนิ่งๆไปเลย”
ด้วยความที่เมาฉันก็นั่งบ่นพึมพำอะไรไปเรื่อยเปื่อยบ้างครั้งก็ร้องเพลงไปด้วย
“กูจะบ้าตาย”
สักพักรถก็ขับเข้าไปจอดที่ตึกสูงๆแห่งหนึ่ง
“ลงมาเลย”
“ไม่เอาอ่ะ ไม่ไป”
“โอ๊ย ยัยนี่ จะลงมาดีๆหรือจะลงมาทั้งน้ำตา”
“ฮึก ฮือ ใจร้าย” ฉันยอมลงมาแต่โดยดีแต่เมื่อก้าวยืนที่พื้นโลกทั้งใบก็เหมือนจะตีลังกา ยังดีที่คนข้างๆคว้าตัวเอาไว้ก่อน
“เฮ้อ จะไหวมั้ยวะเนี่ย ไปๆ”
ฉันเดินสะเปะสะปะไปตามทางโดยจับชายเสื้อของคนตรงหน้าเอาไว้ เขาพาฉันขึ้นลิฟต์ไปไหนไม่รู้ก่อนจะหยุดยืนอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง
หลังจากที่เขากดกริ่งได้ครู่หนึ่งประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างของผู้ชายสูงใหญ่คนหนึ่งที่กำลังจ้องมองมาที่ฉัน
“มองอาราย” ฉันมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “ทำไมมีสองหัวแบบนี้ล่ะ” ฉันเอ่ยพร้อมกับหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี
“เมา?”
“ขอโทษด้วยนะครับ ถ้าพี่เหนือไม่พอใจเดี๋ยวจะบอกเจ๊เปลี่ยนคนให้”
“ไม่เป็นไร เสียเวลา” เขาเอ่ยจบก็จับข้อมือเล็กแล้วดึงให้ไปยืนข้างเขา
“คุณเป็นครายอ่ะ” ฉันเกาะแขนเขาไว้แล้วเอ่ยถามตาเยิ้ม
“ถ้างั้นผมกลับก่อนนะครับ”
ไม่มีเสียงอะไรตอบรับนอกจากเสียงปิดประตูห้องเพื่อตัดบทสนทนา