เลขาคนใหม่ เจ้านายป้ายแดง
“ธงจะแวะมากินข้าวกับเราเย็นนี้นะทิพย์ ทำอะไรเผื่อน้องด้วย” อิงควัตบอกภรรยาสาวหลังจากที่เขาวางสายจากธงธรณ์ น้องชายของเธอเอง
“อ้าว ธงกลับมาจากกระบี่แล้วเหรอคะ ไหนว่าจะไปนาน” ทิพย์ธาราละสายตาจากบรรดาผักที่เธอกำลังเลือกซื้อ
“ใช่ เห็นว่ามีธุระนัดใครไว้ที่นี่พี่เองก็ไม่ได้ถามรายละเอียด” อิงควัตปฏิเสธทำให้ทิพย์ธาราขมวดคิ้ว ก่อนจะคิดได้ว่าน้องชายโตแล้วเธอจึงหันไปเลือกของต่อ
“งั้นเพิ่มกับข้าวสักอย่างสองอย่างนะคะ” หญิงสาวคะเนคร่าวๆ ว่าควรทำอะไรเพิ่มอีก
อิงควัตและทิพย์ธาราแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ธงธรณ์ยังศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ จนตอนนี้ชายหนุ่มเรียนจบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจโรงแรมจากอังกฤษ เขากลับไทยมาได้ราวสองสัปดาห์แล้วและมีแผนจะเข้าทำงานที่โรงแรมฉัตรเพชร กรุงเทพฯ ทันที
เย็นนั้นบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เนื่องจากไม่ใช่แค่ธงธรณ์คนเดียวที่มาร่วมโต๊ะด้วย แต่ยังมีน้องสาวอีกสามคนคือทักษิณา ธนาภรณ์และรักศิตาด้วย ทักษิณาเรียนจบและได้งานเป็นนักข่าวเธอแยกไปพักข้างนอกได้หลายเดือนแล้วแม้ว่าพี่สาวจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ส่วนธนาภรณ์กำลังเรียนปีสองในสาขาบัญชีและสุดท้ายรักศิตาน้องสาวคนเล็กที่กำลังเรียนชั้นมัธยมปลาย
“เด็กๆ ไปไหนหมดครับพี่ทิพย์” ธงธรณ์ถามถึงหลานสองคน คือนราวดีและนราธิป ลูกสาวลูกชายของทิพย์ธาราและอิงควัตในวัยหกและสามขวบตามลำดับ
“พี่พิณรับไปเที่ยวน่ะ ไปบ้านคุณลุงที่ระนอง”
ทิพย์ธาราหมายถึงบ้านของนายหัวภาคย์ ลุงของคิรินทร์ที่เธอเองก็รู้จักดีตั้งแต่ก่อนแต่งงานกับอิงควัต
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ เขามองครอบครัวของตัวเองด้วยความรู้สึกอบอุ่น ทั้งเขาและพี่น้องคนอื่นๆ รวมห้าคน ทุกคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางสายเลือดเลย เขาไม่เคยลืมว่าตนเองและน้องอีกสามคนเป็นน้องบุญธรรมที่มารดาของทิพย์ธารารับอุปการะไว้
ในภายหลังที่มารดาบุญธรรมจากไป ทิพย์ธาราก็ยังต่อสู้กับอะไรหลายอย่างเพื่อที่จะได้มีกำลังดูแลเขาและน้องๆ ทำให้เขารักพี่สาวและพี่เขยมาก
"แล้วธงจะเริ่มไปทำงานเมื่อไหร่” ทิพย์ธาราถามต่อ
“พรุ่งนี้ครับพี่ทิพย์” ชายหนุ่มตอบด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“แล้วไม่มาอยู่บ้านนี้จริงๆ เหรอ ถ้าทำงานแล้วใครจะดูแลเรื่องอยู่เรื่องกิน” พี่สาวยังเกลี้ยกล่อมให้น้องมาอยู่ที่บ้านของเธอและสามีและธงธรณ์ปฏิเสธเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็จำไม่ได้
“เอาเถอะน่าทิพย์ ธงเคยไปเรียนเมืองนอกมาจะสิบปีแล้ว น้องมันเอาตัวรอดได้หรอก คงไม่มาอดตายตอนกลับมาอยู่ไทยแน่ๆ”
อิงควัตเป็นฝ่ายพูดแทนชายหนุ่มรุ่นน้อง เขาเคยเป็นหนุ่ม เคยอยู่ในวัยเดียวกับธงธรณ์ อิงควัตเข้าใจดีว่าชายหนุ่มวัยยี่สิบหกกำลังต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
“ทิพย์ก็แค่เป็นห่วงน้องค่ะพี่อิง” เธอตวัดตามองสามี ความที่อายุห่างจากน้องชายหลายปี ทำให้เธอรู้สึกว่าน้องสี่คนเป็นลูกมากกว่าน้องด้วยซ้ำ
“ขอบคุณครับพี่ทิพย์ แต่ให้ผมไปอยู่คอนโดน่ะดีแล้ว ใกล้โรงแรมด้วยเผื่อมีงานดึกๆ จะได้เข้าออกไม่รบกวนใคร”
ชายหนุ่มเข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยง และแน่นอนว่างานของเขาต้องทำนอกเวลาปกติอยู่แล้ว ทำให้เขาสะดวกใจที่จะอยู่ที่คอนโดของพี่เขยมากกว่าที่นี่ ธงธรณ์ตั้งใจว่าทำงานสักพักแล้วจะย้ายกลับไปอยู่ที่กระบี่ เขาจึงไม่คิดจะซื้อบ้านที่นี่ให้เป็นภาระต้องดูแล
ตอนแรกเขาตั้งใจจะหาห้องพักเป็นคอนโดเล็กๆ แต่อิงควัตที่รู้ดีว่าภรรยาห่วงน้องชาย พี่เขยจึงให้ทางเลือกเขาสองทางคือ ถ้าเขาไม่พักที่บ้านใหญ่ของพี่ๆ ก็ต้องไปอยู่ที่คอนโดสุดหรูของอิงควัตที่อยู่ใกล้โรงแรมค่อนข้างมาก ชายหนุ่มจึงต้องเลือกพักที่คอนโดแทนเพราะอีกนัยหนึ่งต้องการความเป็นส่วนตัว
“พี่ทิพย์ พี่อิง แต้วกลับแล้วนะคะ” ทักษิณามองเวลา หญิงสาวมีงานต้องไปทำต่อจึงขอตัวกลับ
“แต้วกลับยังไงให้พี่ไปส่งไหม”
ธงธรณ์มองน้องสาวอย่างเป็นห่วง ทักษิณามักจะบอกว่าตนเองโตแล้วแต่เขามองว่าถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ดี
“เพื่อนมารับค่ะ มาถึงหน้าบ้านแล้ว” ทักษิณาตอบน้ำเสียงร่าเริงเมื่อแม่บ้านมารายงานว่าเพื่อนเธอมารอแล้ว
ธงธรณ์นิ่วหน้า สัญชาตญาณความเป็นพี่ชายเริ่มทำงานเขารู้สึกว่าน้องสาวเริ่มมีอะไรปิดบังตนเอง
“พี่จะเดินไปส่ง” ชายหนุ่มพูดกำลังจะลุกจากโต๊ะแต่ไม่ทันเมื่อทักษิณารีบห้าม
“ไม่ต้องค่ะพี่ธง พี่นั่งคุยกับพี่อิงต่อเถอะแต้วรีบ” หญิงสาวขยิบตากับทิพย์ธาราแบบรู้กันแล้วรีบวิ่งออกไปก่อนที่จะธงธรณ์จะตอบอะไร
สร้อยสนกระหืดกระหอบกดลิฟต์สำหรับพนักงานของโรงแรมฉัตรเพชร เธอหอบน้อยๆ เมื่อตะโกนออกมา
“รอด้วยค่ะ อย่าเพิ่งไป”
คนในลิฟต์กดประตูให้เปิดรอเธอ หญิงสาวหันไปยิ้มขอบคุณเขาเบาๆ
“ขอบคุณมากค่ะ”
“ชั้นไหนครับ” ธงธรณ์ถาม
“ชั้นสิบค่ะ อ้อกดแล้วขอบคุณมากนะคะ” เธอชะโงกดูตัวเลขและเห็นว่าเพื่อนใหม่ไปชั้นเดียวกัน
'หล่อจัง ผิวก็เนี๊ยนเนียน เสื้อผ้านี่เรียบกริบ' หญิงสาวคิดในใจเมื่อมองดูธงธรณ์ชัดๆ เธอไม่อยากเชื่อว่าที่นี่ในกลุ่มพนักงานด้วยกันจะมีผู้ชายที่ผิวพรรณหน้าตาดีขนาดนี้
'เหมือนระดับผู้บริหารอ่ะ ไม่เหมือนพนักงานทั่วไปเลย' เธอคิดในใจคนเดียว พลางบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองอีกฝ่ายจนเสียมารยาท
ธงธรณ์หันมาสนใจเอกสารในมือต่อจนกระทั่งลิฟต์ไปถึงชั้นที่ต้องการ ชายหนุ่มรอให้สุภาพสตรีก้าวออกไปก่อนตามมารยาทและเดินตามไป
สร้อยสนมาถึงหน้าแผนกจัดเลี้ยง หญิงสาวส่งยิ้มให้เลขาของผู้จัดการคนเก่าที่จะเป็นพี่เลี้ยงสอนงานเธอชั่วคราวก่อนที่จะไปทำหน้าที่ในตำแหน่งใหม่
“สวัสดีค่ะพี่เกสร” สร้อยสนยกมือไหว้อีกฝ่ายทำให้เกสรรีบรับไหว้แทบไม่ทัน
“สวัสดีค่ะน้องขนม วันนี้ทำไมมาฉิวเฉียดล่ะคะดีนะคุณธงยังไม่มา” เกสรเอามือป้องปากไม่ให้เสียงดัง
“หนมขอโทษค่ะพี่ แต่วันนี้รถติดมากกว่าที่คิด พรุ่งนี้หนมจะตื่นตั้งแต่ตีห้าเลยค่ะไม่สายอีกแล้ว” สร้อยสนแก้ตัว
“ไม่เป็นไรค่ะ จริงๆ วันต่อไปก็มาประมาณนี้ได้ เพราะนี่ยังไม่ถึงเวลางานดีแต่วันนี้วันแรกพี่เลยอยากให้เรามาเร็วหน่อยแค่นั้นเอง เผื่อมีอะไรสงสัยอยากถามก็ถามกันก่อนเริ่มงาน”
เกสรไม่ติดใจอะไร หญิงสาวจะต้องย้ายไปประจำสาขาพัทยาในอีกสองวันตามเจ้านายคนเดิมที่ย้ายไปพร้อมกัน จึงอยากส่งต่องานให้สร้อยสนก่อนที่จะไป
“เลขานายน่าจะมาแล้วได้เจอหรือยัง พี่เลือกให้เองจบเกียรตินิยมเหรียญทอง พูดได้สามภาษาไทย อังกฤษ จีน กิจกรรมดีการเรียนเด่นน่าจะช่วยนายได้เยอะ” อิงควัตพูดหลังจากที่คุยกันเรื่องงานจบ
“เด็กจบใหม่เหรอครับพี่อิง” ธงธรณ์เลิกคิ้ว ตัวเขาเองก่อนเรียนต่อปริญญาโทยังต้องทำงานหาประสบการณ์อีกหนึ่งปี ระหว่างเรียนตรีก็ทำงานด้วยมาตลอด
“เด็กจบใหม่นี่ล่ะดี สอนง่าย พร้อมเรียนรู้ ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว” อิงควัตยังมั่นใจกับสิ่งที่ตนเองคิด
“ถ้าพี่ว่าดีผมก็ตามนั้น” ชายหนุ่มลุกขึ้นหยิบแฟ้มเอกสารติดมือกลับมาที่ห้องทำงานของตนเองในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงคนใหม่ของฉัตรเพชร
“คุณธงมาแล้ว” เกสรรีบลุกขึ้นยืนรอรับ ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เขามองเพ่งไปที่ผู้หญิงตัวเล็กที่ยืนข้างๆ เธอ รู้สึกคุ้นอย่างแปลกๆ และนึกขึ้นได้ว่าเขาพบเธอตอนขึ้นลิฟต์มานี่เอง
“สวัสดีครับพี่สร” ธงธรณ์แวะคุยกับเกสรเขาแอบขำในใจที่เห็นผู้หญิงข้างๆ เธอทำหน้าช็อกเหมือนตกใจมาก
“ค่ะพี่รออยู่เลย เลขาคุณธงมาแล้วนะคะ สร้อยสนสวัสดีเจ้านายสิ” เกสรหันมาบอกสร้อยสนที่ยังยืนอึ้ง
“สะ... สวัสดีค่ะผู้จัดการ” เธอพูดตะกุกตะกัก ไม่คิดไม่ฝันว่าหนุ่มหล่อที่เจอในลิฟต์จะเป็นเจ้านายตัวเอง
“ครับเดี๋ยวเชิญคุยกันในห้อง พี่สรครับผมขอประวัติคุณเลขามาให้ผมด้วยนะ”
สร้อยสนนั่งลงตรงหน้าเจ้านายหนุ่ม หญิงสาวค่อนข้างเกร็งเพราะเขาอ่านประวัติเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยและยังไม่พูดอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ธงธรณ์วางเอกสารลงบนโต๊ะและพูดขึ้นว่า
“ในประวัติคุณสร้อยสนเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมเหรียญทอง และยังทำกิจกรรมสม่ำเสมอ พูดได้สามภาษา เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เคยฝึกงานด้านประสานงานและเลขานุการมาแล้วถือว่าคุณสมบัติดีมาก ผมหวังว่าเราจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีนะครับ”
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะเจ้านายที่ให้โอกาส” สร้อยสนลอบถอนใจโล่งอก
“เรียกชื่อผมก็ได้อย่าเรียกเจ้านายเลย ผมไม่ชินแล้วคุณมีชื่อเรียกสั้นๆ ไหม”
“ขนมค่ะ เรียกหนมก็ได้” สร้อยสนตอบทำให้เจ้านายมีสีหน้าประหลาดใจ
“ชื่อขนมเหรอ แปลกดี”
“คือมาจากตอนที่หนมเกิด ทางบ้านเพิ่งเปิดร้านขนมไทยค่ะแล้วมันไปได้ดีมากคุณแม่เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเล่น” สร้อยสนเล่าเสียงใสถึงที่มาของชื่อตนเอง
“บ้านคุณขายขนมเหรอ ขนมอะไร” ธงธรณ์ทำท่าสนใจ
“ขนมไทยค่ะบอส งั้นหนมขอเรียกเจ้านายว่าบอสนะคะ คืองี้ค่ะต้นตระกูลของหนมคุณทวดเป็นต้นห้องเครื่องขนมในวังเก่า ตามนามสกุลน่ะค่ะ ศุภสายสนม จริงๆ มาจากชื่อคุณทวดศุภะ สายขนมแต่เพี้ยนมาเป็นสายสนมจนถึงทุกวันนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีคนช่วยทำร้านค่ะเลยปิดไปแล้ว มีแต่คุณแม่ที่บางทีทำทานกันเองในบ้านนิดๆ หน่อยๆ”
เธอเล่าด้วยความภูมิใจในที่มาของตนเอง ธงธรณ์ฟังแล้วยิ้มนิดๆ
“ผมเชื่อแล้วว่าคุณเข้ากับคนง่ายจริงตามในเรซูเม่”
สร้อยสนหัวเราะก่อนจะตอบว่า
“ถ้าบอสไม่มีอะไรแล้ว หนมขอตัวออกไปทำงานต่อนะคะ ยังไงก็...ถ้าหนมทำอะไรผิดพลาดรบกวนบอสบอกได้เลยนะคะ งานนี้เป็นงานแรกอาจจะมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกมาก”
หญิงสาวลุกขึ้นและพูดเป็นงานเป็นการ
“โอเคครับ ยังไงก็ขอให้เต็มที่แล้วกัน”
เกสรพาสร้อยสนไปแนะนำตัวกับแผนกต่างๆ ที่เธอจำเป็นต้องประสานงานด้วยในตำแหน่งเลขานุการผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยง และอีกหนึ่งที่เธอต้องมาทำความรู้จักคือฝ่ายบัญชีและการเงิน
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวพนมมือไหว้หัวหน้าฝ่ายบัญชีที่กำลังเพ่งมองเธอลอดแว่นด้วยท่าทีพินิจพิเคราะห์ตามแบบฉบับนักบัญชีที่ไม่ยอมให้มีสิ่งใดตกหล่นจากสายตา
“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้ทำงานด้วยกันนะคะ” ฤดีมาสขยับแว่นก่อนจะรับไหว้สาวหน้าละอ่อน แผนกจัดเลี้ยงและฝ่ายบัญชีการเงินจำเป็นต้องประสานงานกันในหลายขั้นตอนของการทำงาน หากคนทำงานมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการทำงานก็ง่ายขึ้น
“ไม่มีอะไรหรอกหนมไม่ต้องเกร็ง คุณฤดีเขาเข้มงวดแต่ไม่ใช่คนใจร้ายอะไร” เกสรรีบบอกเลขารุ่นน้องเมื่อกลับออกมาจากฝ่ายบัญชีแล้วเพราะไม่อยากให้น้องใหม่กังวลเกินเหตุ
“หนมยังไหวค่ะพี่สร สู้ๆ ไปแผนกต่อไปเลยค่ะ” หญิงสาวหันมาส่งยิ้มให้พี่เลี้ยงด้วยท่าทีร่าเริง