บทที่ 1 วันนั้น
เจ็ดปีก่อน
เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดนักกีฬาฟุตบอลโรงเรียนนานาชาติดูไม่มีสมาธิกับเกมในสนามมากนัก ฝีเท้าในวัยสิบเจ็ดของเขาฉายแววโดดเด่นเตะตาโค้ชประจำทีมเข้าจนได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงร่วมทีมใหญ่กับรุ่นพี่เกรดสิบสอง และวันนี้เป็นนัดแรกที่เขาได้ลงเตะกระชับมิตรกับทีมโรงเรียนรัฐบาล
ปรวัธน์ ไวยวัจน์ มุ่งมั่นฝึกซ้อมก็เพื่อการนี้ ฟุตบอลเป็นสิ่งที่เขาสนใจก็จริง แต่ไม่มากเท่าการได้มาเจอเธอที่นี่ เกือบสองปีนับแต่อรภารินย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนใกล้บ้านด้วยเหตุผลบางอย่าง จากเคยตัวติดกันตลอดเวลาก็ได้เจอกันน้อยลงมากเฉพาะตอนเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น
เด็กหนุ่มถึงกับห่อเหี่ยวเป็นเทอมเมื่อไม่ได้นั่งข้างกัน ไม่เห็นเธออยู่ในสายตา ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน และที่สำคัญไม่ได้คอยตามกันท่าไม่ให้ไอ้หน้าไหนมาจีบเธอ จะไม่ให้เขาหวงได้ไง อรภารินสวยสดใสเหมือนกุหลาบแรกแย้ม เขารักมาตั้งแต่จำความได้ เธอเองก็รักเขาตั้งแต่รู้ความ
เด็กสาวรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาให้กำลังใจเขาถึงขอบสนาม จนป่านนี้ยังไม่เห็น บ่อยครั้งที่ปรวัธน์เอาแต่ชะเง้อชะแง้แลหา ท่ามกลางผู้คนนับพันอาจมีเธออยู่ในนั้นสักแห่ง
“Damn! Focus! (มีสมาธิหน่อยสิวะ)” เพื่อนรุ่นพี่ชาวอินเดียเดินมากระแทกไหล่เขาหลังจบครึ่งแรกโดยยังเสมอกัน 0-0 ปรวัธน์ที่เล่นตำแหน่งกองกลางตัวทำเกมควรเปิดเกมบุกสร้างโอกาสให้ทีมมากกว่านี้
“My bad. (เออ ผิดเอง)” หันฝ่ามือสองข้างออกจากตัวยอมรับ แต่ดวงตายังไม่เลิกมองหาใครบางคนที่ข้างสนาม
การแข่งขันในครึ่งหลังยิ่งทวีความดุเดือด ต่างฝ่ายต่างต้องการทำสกอร์ เปิดเกมบุกใส่กันไม่ยั้งจนปรวัธน์โดนเสียบล้มหลายครั้ง เจ็บกายไม่เท่าไร แต่ชักหมั่นไส้เด็กโรงเรียนนี้ เอะอะก็เตะตัดขา มันอะไรนักหนาวะ เขาเกือบฟิวส์ขาดปรี่ไปเอาคืนหากไม่เหลือบไปเห็นร่างเล็กที่กำลังโบกมือให้หย็อยๆ
เธอมาแล้ว
อรภารินรวบผมหางม้าในชุดกระโปรงมัธยมปลายสีกรมท่าส่งยิ้มกว้างมาทางเขา...ให้เขาคนเดียว ปรวัธน์ลุกขึ้นปัดเศษดินเศษหญ้าตามตัว ในใจรู้สึกฮึกเหิมพร้อมรบ หวานใจคนดีของเขามาเชียร์แล้วนี่นา ให้ยิงสามประตูภายในสิบห้านาทีเขาก็ทำได้และทำได้จริง จบเกมด้วยสกอร์ 3-0 เด็กหนุ่มกลายเป็นฮีโร่ในชั่วพริบตา บรรดารุ่นพี่กรูกันเข้ามายกตัวเขาแห่รอบสนามฉลองชัย
“Let me down!” เจ้าตัวโวยวายจะลง ไม่อยากให้อรภารินเห็นภาพน่าอายแบบนี้เลย ให้ตายสิ
เขาหาทางลงมาได้ในที่สุด และอาศัยจังหวะที่ทุกคนเดินเรียงแถวเข้าห้องแต่งตัววิ่งออกมาหาอรภาริน ไม่ได้สนใจบรรดานักเรียนสาวแรกรุ่นที่ชม้อยแลมองด้วยความชื่นชม
“ป้อน!”
“อิ๋น!”
ทั้งสองร้องออกมาพร้อมกันก่อนปล่อยเสียงหัวเราะขบขันในความใจตรงกันนี้ ปรวัธน์รีบคว้าข้อมือเธอเดินหายไปจากฝูงชน อยากมีเวลาส่วนตัวคุยกันสองต่อสองนานแล้ว ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่าห้องพยาบาลใต้สเตเดียมนี่แหละ
“เดี๋ยวสิป้อน” ร่างเล็กขืนตัวไว้ขณะเขารุนแผ่นหลังเธอเข้าไปในมุมลับตา
“ทำไมมาช้า” เขาแสร้งทำเสียงดุ ใช้สองมือยันผนังกักเธอไว้ในอ้อมแขน
“ซ้อมรำน่ะ อาจารย์ปล่อยช้า”
“นึกว่าอิ๋นจะไม่มาซะแล้ว” เปลี่ยนมาใช้เสียงสองออดอ้อนทันที
“ก็มาแล้วนี่ไง ป้อนเก่งที่สุดเลยรู้ไหม ยิงคนเดียวตั้งสามประตูแน่ะ” เธอยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“เขาเรียกทำแฮตทริก อิ๋น” มือหนาเลื่อนมาบีบแก้มนุ่มด้วยความมันเขี้ยว น่ารักจังแฟนใครเนี่ย
“ฮาๆ นั่นแหละ”
“ป้อนมาเช็ดหน้าก่อน ดูสิ มือเปื้อนๆ มาจับหน้าอิ๋น” เด็กสาวดึงมือเขาออกจากแก้มพลางควานหาผ้าเย็นที่เตรียมมาในกระเป๋ากระโปรง
“อิ๋นเช็ดให้หน่อยสิ” เขาอ้อนเธออีกแล้ว
“จ้ะๆ” อรภารินฉีกซองผ้าเย็นมาบรรจงเช็ดหน้าตามอมแมมให้นักกีฬาขวัญใจเธอ
“เด็กโรงเรียนอิ๋นเล่นแรงชะมัดเลย ป้อนน่วมไปหมดแล้ว” เด็กหนุ่มฟ้อง
“ไหน ป้อนโดนตรงไหน” น้ำเสียงบ่งบอกว่าเป็นห่วง
ปรวัธน์ใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากสีแดงสดของตน
“โดนปากเหรอ ไม่เห็นมีแผลเลยนี่นา” คนที่สูงเพียงหน้าอกเขายืดตัวไปตรวจดูริมฝีปากชัดๆ
“ก็ไม่โดนไง” เขาตอบหน้าตาเฉย
“อ้าว” อรภารินทำหน้างง
“ให้รางวัลต่างหากล่ะ”
เด็กสาวยิ่งทำหน้างงเข้าไปอีก
“จูบ...ตรงนี้” ปรวัธน์เฉลย
นัยน์ตาคู่หวานเบิกโพลง ใบหน้านวลเนียนขึ้นสีระเรื่อ ลมหายใจพลอยติดขัดไปหมดเพราะตื่นตกใจกับคำขอรางวัลของเขา
“ตะ แต่อิ๋นมะ ไม่เคย” เธอพูดตะกุกตะกักเกือบไม่จบประโยค
“ป้อนก็ไม่เคย งั้นเราเสมอกัน” เขายิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก
สองมือที่เคยยันผนังไว้เปลี่ยนมาโอบเอวเธอแทน พร้อมเลื่อนใบหน้าลงมาอยู่ในระยะประชิดจนอรภารินรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวรินรดริมฝีปากตน
“เร็วสิ” เด็กหนุ่มกระซิบ
ทว่าปรวัธน์กลับร้อนรุ่มจนทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเริ่มเอง ริมฝีปากได้รูปฉกจูบไวๆ ครั้งหนึ่งคล้ายลองลิ้มชิมรสเธอ ก่อนใช้ปลายลิ้นละเลียดเลียหยอกเย้าเว้าวอนให้ปากอิ่มเปิดทางจึงส่งลิ้นร้อนเข้าไปเกี่ยวกระหวัดปัดป่าย สูบกลืนรสชาติที่เฝ้าถวิลหา เธอหวานอย่างที่คิดไว้จริงๆ เนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ที่เขาจับจูงเธอไปเปิดประสบการณ์ใหม่ในดินแดนลี้ลับ กระทั่งมือใหญ่ข้างหนึ่งเลื่อนมากอบกุมทรวงอกอิ่ม เคล้นคลึงเบาๆ อย่างเผลอไผล อรภารินถึงได้สติ
เธอทุบอกแกร่งครั้งหนึ่งเขาถึงยอมปล่อยริมฝีปากบวมเจ่อเป็นอิสระ
“หายใจด้วยอิ๋น” ยังมิวายแซวเธอนะ
“ป้อนปล่อยอิ๋นก่อน ชักเอาใหญ่แล้วนะ” เธอพูดไปหอบไป พยายามบิดมือข้างที่ยังค้างบนหน้าอกเธอออก
“อือ เอาได้ไหมล่ะ” นอกจากไม่รามือยังก้มลงมาซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องต่อ วัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านกับคำว่าอดทนไม่เคยอยู่ร่วมกันได้ฉันใด ปรวัธน์กับอุปสรรคเล็กๆ ที่เรียกว่ากระดุมเม็ดบนสุดก็ฉันนั้น พอคอเสื้อแบะกว้างเผยให้เห็นทัศนียภาพที่เขาปรารถนาอยู่รำไร เด็กหนุ่มก็ไม่รอช้า คลุกเคล้าใบหน้ากับร่องอกอิ่มจนผิวบางใสขึ้นสีแดงเถือก
“ป้อนหยุด!” อรภารินดึงทึ้งผมดกดำแรงๆ หลายครั้งให้เขาหยุด
ปรวัธน์พ่นลมหายใจด้วยความเซ็ง ไม่ยอมผงกศีรษะขึ้น หน้าคมยังซุกซบอกเธอ
“อิ๋นหอมหวานทั้งตัวเลย” เสียงอู้อี้ตอบกลับอย่างข่มใจ
“ป้อนพอแล้ว รีบไปเถอะ เดี๋ยวรถโรงเรียนกลับก่อนทำไง” เธอดันไหล่เขาให้เงยหน้ามาคุยกัน
“ก็ดีไง จะได้อยู่กับอิ๋นต่อ”
“ได้ไงเล่า” เด็กสาวรีบรวบคอเสื้อปิดเมื่อเขาผละออกและเหยียดกายยืนเต็มความสูง
“อิ๋นน่ารักจัง” นิ้วสากลูบใบหน้าน่ารักนั้นอย่างรักใคร่
“น่ารักป้อนยังรังแกได้ลงคอนะ บอกว่ายังไม่พร้อมไง” เธอพูดงอนๆ
“เดี๋ยวจะทำให้พร้อมเอง” เด็กหนุ่มกลั้วหัวเราะพลางเลื่อนมือมาที่คอเสื้อเธอเป็นการบอกว่าจะติดกระดุมให้เอง เธอเข้าใจอย่างนั้นจึงยอมคลายมือออก
แต่เขากลับทำตรงข้าม แบะคอเสื้อออกและก้มลงไปจูบเนินอกเธออีกครั้ง แปลกที่ครั้งนี้รู้สึกเจ็บปนเสียว พานให้เด็กสาวไม่ประสีประสาเก็บกลั้นเสียงครางเกือบไม่ทัน
“ป้อนจองแล้ว” เขาจูบแผ่วเบาซ้ำบนรอยช้ำสีกุหลาบที่เพิ่งตีตราก่อนรวบคอเสื้อปิดติดกระดุมให้เธอเรียบร้อย
“ไอ้ป้อน” อรภารินเข่นเขี้ยว เข้าใจว่าตนโดนเขา ‘กัด’
“พูดไม่เพราะเลยนะครับ” ปรวัธน์เลิกคิ้วยียวน
“ไปได้แล้ว ป้อนจะตกรถเอานะ” เธอเตือนเสียงเขียว
“ไปก็ได้ วันเสาร์เจอกัน” เขาเลือกบอกลาเธอตรงนี้ดีกว่าให้เดินไปส่งขึ้นรถเพื่อให้พวกรุ่นพี่ผู้ชายเห็นหน้าเธอ เขาหวง
“อื้อ เดินทางดีๆ นะ” เด็กสาวโบกมือลา
“อย่าลืม ใครบังอาจมาจีบรีบบอกป้อนด้วย” ปรวัธน์ย้ำครั้งที่เท่าไรไม่รู้ตลอดเวลาที่คบกัน
“ไม่มีหรอกน่า” อรภารินตอบตัดรำคาญพลางรุนแผ่นหลังกว้างเร่งให้เขาเดินออกทางประตู