ตอนพิเศษ เพราะนี่คือคำว่าครอบครัว

1484 Words
“ว้าวสวยมาก เหมือนเจ้าหญิงกับเจ้าชายเลย” “เจ้าชายอสูรน่ะสิ” เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นบริเวณกรอบหน้าต่าง ไม่ได้ทำให้คนในห้องลองชุดได้ยินเลยแม้แต่น้อย บรรดาช่างแต่งหน้า ช่างทำผม รวมถึงช่างภาพต่างกำลังจับจ้องมองไปยังจุดร่วมสายตาที่เดียว ร่างสูงในชุดสูทสุภาพสีเข้ม กำลังโอบรัดร่างบางในชุดราตียาว สีน้ำทะลที่งดงามราวกับเจ้าหญิงเข้ามาในอ้อมแขน เครื่องหน้าที่เคยน่ารักน่าเอ็นดูตอนนี้มีเคล้าความเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและสวยขึ้น จนเขาไม่อาจละสายตาออกจากเธอ ไม่ใช่แค่วันสำคัญแต่มันคือทุก ๆ วันเลยต่างหาก ดวงตากลมโตหวานซึ้งตราตรึงใจทอดมองมาที่คนรักอย่างอ่อนโยน วันนี้รามิลดูแปลกตากว่าทุกวัน ไม่ใช่ไม่หล่อนะแต่มันดูสุภาพเสริมให้เขาดูเคร่งขรึมอย่างผู้ใหญ่ ระหว่างที่ทั้งคู่ประสานสายตากันอยู่นั้น เสียงเล็ก ๆ แสนคุ้นเคยจากภายนอกก็เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ จนคนในห้องโถงที่จัดงานต่างทำสีหน้าเลิ่กลั่ก “เดี๋ยวฟ้องป๊าเลย” “อย่านะ!” “ไปไกล ๆ” เสียงทุ้มตวาดดังลั่นทำเอาคนที่อยู่ภายในห้องโถงต่างสะดุ้งไปตาม ๆ กัน ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงอย่างน่ากลัว แต่เมื่อ ถูกสายตาของภรรยาสุดที่รักจ้องมอง เขาจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโมโห แม้จะเก็บอาการไว้ไม่มิดแต่รามิลก็พยายามนิ่งเฉยทั้งที่หางคิวกระตุกไม่หยุด วันสำคัญวันนี้คืองานแต่งงานของเขาและเดวา ตั้งแต่คบกันมาสิบปีสุดท้ายก็ได้แต่งงานกันสักที จนพวกเพื่อนตัวดีหนีแต่งงานกันหมดแล้ว ทั้งที่เขาและเดวามีพยานรักด้วยกันแล้วสองคน แต่เธอก็ยังไม่ยอมแต่งงานด้วย เพียงเพราะว่าขอทดลองใช้ชีวิตไปก่อน เรื่องแต่งงานไม่ได้สำคัญ ทั้งที่เขาอยากจะประกาศเปิดตัวใจแทบขาด ส่วนเด็กสองคนจะใครที่ไหนอีกล่ะ ก็เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กสองคนที่แอบอยู่นอกหน้าต่างกระจกนั่นแหละ “เด็ก ๆ เข้ามาสิจ้ะ” เดวาเอ่ยเสียงออกมาอย่างอ่อนโยน พลางปรายตามองไปยังบริเวณหน้าต่างกระจก เพราะโถงชั้นล่างของบ้านตกแต่งเป็นไม้และกระจก ภายนอกล้อมรอบด้วยพุ่มไม้ขนาดเล็กเรียงรายตามทางเดิน เมื่อเปิดหน้าต่างกระจกที่มีกรอบเรียวยาว คนภายนอกจึงสามารถมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน “คุณแม่รู้ตัวแล้ว เพราะนายนั่นแหละเสียงดัง” เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวห้าขวบตัดผมหน้าม้าเต่อ ด้านหลังถักเปียทั้งสองข้างและม้วนขึ้นมาขดเป็นก้อนหอย และติดริบบิ้นสีแดงสด เมื่อมีลมพัดผ่านก็จะปลิวไสวไปตามแรงลม ยิ่งรวมกับใบหน้ากลม ๆ แล้วยิ่งทำให้เจ้าตัวดูเหมือนเทพธิดา “เพราะพี่ต่างหากรินนะเอาแต่พร่ำเพ้อไม่หยุด” “ริว!” รินนะเม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจ เมื่อถูกน้องชายที่เกิดห่างจากตัวเองหนึ่งปีโบ้ยความผิดให้หน้าด้าน ๆ ทั้งที่ตัวเองนั่นแหละส่งเสียงดัง ยังจะมาโทษพี่สาวอย่างเธอเอง “หรือไม่จริง” เด็กชายร่างผอมดูตัวเล็กกว่าพี่สาวมาก ยักคิ้วเป็นเชิงย้อนถาม ก่อนจะยกแขนขึ้นมากอดอกราวกับผู้ใหญ่ เดวาที่มองมา เห็นท่าทางแบบนั้นของริวจิก็ขำพรืดทันที “เลิกทะเลาะกันแล้วเข้ามาได้แล้ว” รามิลสบถเสียงดัง ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายเย็น สองพี่น้องคู่นี้ก็ทะเลาะกันตลอด แล้วนั่นทำไมริวจิทำท่าทางเหมือนเด็กแก่แดดแบบนั้นกัน “ลูกพี่ไง” เดวาสังเกตสีหน้าของสามี ก็เอ่ยพลางกลั่วหัวเราะก่อนจะตบหน้าอกแกร่งของรามิลเบา ๆ “เด็กแก่แดดนั่นหน้าเหมือนเธอขนาดนั้น” รามิลทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ ที่จริงแล้วริวจิเกิดมาหน้าเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ไหนจะท่าทางแบบนั้นอีก มันเลยขัดใจเขามาก “ส่องกระจกดูหรือยังถึงบอกว่าริวจิหน้าเหมือนเด” “หึ” เห็นสามีไม่โต้เถียงเดวาก็อมยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะหันไปโบกมือให้เด็ก ๆ เข้ามาภายในโถงจัดงาน และตอนนี้บรรดาแขกเหรื่อยังไม่มา ตอนนี้จึงเป็นช่วงถ่ายภาพของพวกเราก่อนเริ่มงาน และแน่นอนว่าจะขาดเทวดานางฟ้าตัวน้อย ๆ ไปได้ยังไงกัน “คุณแม่ขา คุณแม่สวยเหมือนเจ้าหญิงเลยค่ะ” “รินนะก็สวยเหมือนนางฟ้าเลยค่ะ” รามิลมองสองแม่ลูกเอ่ยชมกันเสียงหวานก็ยกมุมปากขึ้น ก่อนจะปรายตามองริวจิ เด็กชายวัยสี่ขวบในชุดขาวราวกับเทวดาน้อย ท่าทางเชิดหน้าเดินกอดอกลดทอนความน่ารักของเด็กวัยนี้จนหมด รามิลเห็นอย่างนั้นจึงหางคิ้วกระตุก “ทำตัวให้สมเป็นเด็กสักที” “งั้นป๊าก็ทำตัวให้สมเป็นผู้ใหญ่เลิกตีกับเด็กสิ” เจ้าของใบหน้าหล่อกระชากลมหายใจถึงกับแข็งค้าง เมื่อเจอฝีปากแสนร้ายกาจของลูกชายตัวน้อยวัยสี่ขวบ ไหนจะท่าทางกวน ๆ มันน่านัก “อะไรกันสองพ่อลูกทะเลาะกันตลอดเลยนะ” เดวาเอ่ยปากขึ้นมา “ไม่ได้ทะเลาะ/ไม่ได้ทะเลาะ” สองพ่อลูกแทบจะตะโกนออกมาพร้อม ๆ กัน ทำให้ทุกคนต่างอมยิ้มเอ็นดูในความเหมือนของพ่อลูกคู่นี้ “คิก คิก ป๊ากับริวจิออกจะเหมือนกัน ขนาดพูดยังเหมือนกันเลย” รินนะที่เดินนำน้องชายเข้ามา ยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะอย่างน่ารัก แม้แต่เดวาเองยังอดมันเขี้ยวไม่ได้ จึงบีบแก้มอ้วน ๆ นั่น “ไม่เหมือนสักหน่อย หน้าดุแบบนั้นใครจะอยากเหมือน” “เด็กแก่แดด หัดส่องกระจกดูบ้าง” เดวาหัวเราะจนท้องแข็ง เมื่อเห็นพ่อลูกจอมปากแข็งทะเลาะกัน และทุกครั้งมักจะวกมาที่เรื่องหน้าตา ความคล้ายคลึงอยู่เสมอ รามิลชอบบอกกับเธอว่าไม่รู้ริวจิเหมือนใคร แต่เวลาลูกไม่อยากเหมือนตัวเอง ก็จะเสียงแข็งแบบนี้เสมอ “ไม่ส่องเพราะกลัวเจอผี แบร่” เด็กสี่ขวบทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา “คิกคิก หน้านายเหมือนผีจริง ๆ ริวจิ” “เธอสิเหมือนผี” “เอ๊ะ!” “เอาละ ๆ ไม่ทะเลาะกันนะเด็ก ๆ มาหาแม่กับป๊าเร็ว เราจะได้ถ่ายรูปรวมกันแล้วนะ” เดวาอ้าแขนออกให้เด็ก ๆ เข้ามาหา เพราะว่าจะได้ถ่ายรูปครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา “นี่ใช่ไหม สิ่งที่เธอรอคอย?” “พี่น่าจะรู้คำตอบดีนะคะ” เมื่อเห็นใบหน้าสวยของเธออ่อนโยนราวกับเปล่งแสง รอยยิ้มที่เผยออกมา เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน และผสานความสุขทางแววตาอย่างปิดไม่มิด นัยน์ตาคมกริบหลุบมองเด็กสองคนที่ยืนคั่นกลางระหว่างเขาและเธอนิ่ง ริวจิถูกพี่สาวผลักมายืนอยู่ฝั่งเขาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เด็กคนนี้ตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ที่จริงเขาก็ไม่ใช่พ่อที่ดีนัก ไม่ได้มีอารมณ์ขัน เล่นเป็นเพื่อนก็ไม่เก่ง เด็ก ๆ จึงค่อนข้างเกร็ง แตกต่างจากอยู่กับแม่เขา เมื่อเห็นภาพงานแต่งงานของเราแล้วมีเด็ก ๆ ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไข รามิลก็เริ่มเข้าใจเดวาขึ้นมาบ้างแล้วว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมแต่งงานสักที “อ๊ะ” “จับไว้” ริวจิสะดุ้งเฮือก เมื่อมือหนาของผู้เป็นพ่อสอดมือมาจับมือของเขาไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาและใหญ่ ทำให้ใบหูของริวจิแดงจัด เพราะความรู้สึกบางอย่างกำลังแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ ราวกับมีปราการแสนหนาวเหน็บกำลังโอบล้อมรอบตัว แต่ไม่ใช่เพราะต้องการแช่แข็ง แต่เป็นเสมือนเกราะป้องกันเขาจากอันตรายเสียมากกว่า เมื่อริวจิเงยหน้าสบตากับผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นแววตาคมกริบคู่นั้นก็รีบหลุบตาลงทันที “มองกล้องสิ” “ป๊าอย่ามาสั่งมาก” “มองแล้วจะรู้ว่าเหมือน” “ชิ” เด็กชายตัวน้อยจับมือป๊าของเขาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้ามองกล้องด้วยท่าทางเย็นชา แต่ยังเทียบเท่าผู้เป็นพ่อไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าหลังจากเห็นภาพนี้แล้วริวจิจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตัวเองนั่นถอดแบบพ่อออกมาราวกับแกะ ความสัมพันธ์ที่เราต้องปรับอยู่ฝ่ายเดียวไม่ใช่ความรัก เพราะความรักมันต้องร่วมกันปรับทั้งสองฝ่าย . และการให้อภัย ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD