1 แรกเริ่ม

1864 Words
“ขวัญขอเรียกว่าครูเบญแล้วกันนะคะ” คำขออย่างสุภาพของขวัญฤดีทำให้เบญจายิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกกับสรรพนามที่เธอหลงลืมไปนาน “ได้สิคะคุณขวัญ” “งั้นเรามาเริ่มจากคำถามง่าย ๆ นะคะ ขวัญอยากให้ครูเบญเล่าประวัติของตัวเองคร่าว ๆ ว่าก่อนหน้านี้เคยทำงานอะไรมาก่อน” เธอเริ่มจากคำถามธรรมดาซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเลย นั่นทำให้อีกฝ่ายแปลกใจในคำถามนั้น ก่อนจะนิ่งไปค่อย ๆ เริ่มเล่าเรื่องราวโดยไม่ปิดบัง “ชีวิตของฉันเริ่มตั้งแต่...." ดวงตาที่ผ่านโลกมากกว่าสี่สิบปีแฝงความเศร้าลึกของเบญจาหวนนึกถึงอดีตของตัวเองสมัยตอนยังเป็นเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน พ่อแม่ของเธอประกอบอาชีพเกษตรกรหาเช้ากินค่ำ ต้องดิ้นรนทำมาหากินเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง รวมถึงส่งเสียลูกทุกคนให้เรียนสูง ๆ จะได้ไม่ต้องมาลำบากตรากตรำเหมือนพ่อแม่ โดยเบญจานั้นมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และเธอเป็นลูกคนที่ 2 ความที่หญิงสาวต้องเติบโตมาในครอบครัวแบบนั้น รายได้ของครอบครัวจึงขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ หากช่วงไหนดินฟ้าอากาศเป็นใจ ข้าวในนาก็ออกดอกออกผลดี ถ้างวดไหนน้ำแล้งหรือน้ำมากจนเกินไปก็แทบขาดทุนเลยทีเดียว ยิ่งไม่มีที่นาเป็นของตัวเองด้วยแล้ว ในแต่ละปีจะต้องเช่านาเขาทำ มีเพียงบ้านหลังเล็กเป็นที่อาศัยกับสมาชิกทั้ง 7 คน เมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจึงทำให้คับแคบไปถนัดตา “พรุ่งนี้จะมีดำนานะ คืนนี้เข้านอนเร็ว ๆ จะได้ตื่นแต่เช้า” พ่อช้างเอ่ยขึ้นกลางวงกินข้าว ขณะที่แม่กระถินกำลังอุ้มจิตตาน้องสาวคนเล็กในวัย 3 เดือน ดูดนมอยู่ไม่ไกลนัก “ค่ะ แล้วใครไปบ้างล่ะพ่อ” กานดาลูกสาวคนโตถามขึ้น “ก็มีพ่อ มีดา เบญ เออเจ้ามรด้วยตื่นเช้า ๆ นะอย่าขี้เกียจล่ะ แล้วก็มีพวกลุงๆ ป้าๆ จะไปช่วยลงแขกด้วยเพราะพ่อก็เคยไปช่วยเขามาก่อน ส่วนแม่ต้องอยู่เลี้ยงไอ้ตัวเล็กกับเจ้ารัญ” “จ้ะพ่อ” ทุกคนรับคำ ก่อนที่จะตั้งหน้าตั้งตาลงมือกินข้าวต่อ และช่วยกันเก็บกวาดล้างจานจนเป็นที่เรียบร้อย เด็กหญิงเบญจาในวัยเพียง 10 ปีเดินสะพายกระบุงที่บรรจุต้นอ่อนข้าว ก่อนจะค่อย ๆ หยิบกล้าไม้ที่ละต้นสองต้นปักดำไปในท้องนาเรียงแถวไปตามที่พ่อสอน บัดนี้เนื้อตัวของเบญจาและพี่น้องต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้โคลน ครั้นเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ตั้งวงกินข้าวใต้ร่มไม้พร้อมกับข้าวที่ใส่ปิ่นโตไปกิน กับข้าวมื้อนั้นแม้ว่าจะเป็นเมนูง่าย ๆ ไข่เจียวกับผัดผักหากสำหรับเบญจานั้นแค่ไข่เจียวฝีมือแม่ก็อร่อยไม่รู้เบื่อ แม้ว่าจะกินข้าวบนดินข้างแปลงนาก็ตามก็นับว่าเป็นสวรรค์สำหรับเธอแล้ว “เหนื่อยไหมลูก” พ่อถามขึ้น ขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวอยู่ “เหนื่อยครับ/ค่ะ” “ดีแล้วล่ะที่เหนื่อย ลูก ๆ รู้ไหม พ่อแม่ไม่ได้รวย ไม่มีเงินทองอะไรให้ลูก พ่อกับแม่จนทำได้เพียงพยายามส่งพวกเอ็งให้ได้เรียนเท่าที่จะทำได้ หากพวกเอ็งไม่รักดี ไม่ตั้งใจเรียนอนาคตก็คงจะต้องทำนา ต้องมาเหนื่อยยากลำบากแบบพ่อแม่นี่แหละ จดจำความลำบากนี้ไว้นะ จะได้รู้ว่า หากอนาคตไม่อยากให้ชีวิตตัวเองต้องลำบากละก็ จะต้องตั้งใจเรียน เป็นเจ้าคนนายคนให้ได้รู้ไหม” พ่อมักจะพูดกรอกหูด้วยคำเหล่านี้เสมอเพื่อให้ลูก ๆ ได้ดี ราวกับคิดว่าเด็กตัวเท่านั้นจะเข้าใจสิ่งที่พ่อต้องการจะบอกทั้งหมด ชีวิตในวัยเด็กนั้นแสนลำบาก ไม่มีอะไรที่เบญจาไม่เคยทำ แต่ถึงเธอจะปากกัดตีนถีบ แต่ชีวิตในตอนนั้นก็เป็นความลำบากที่เต็มไปด้วยความสุขที่สุดแล้ว จนกระทั่งหลังจากนั้นอีกเพียง 5 ปี พ่อของเธอก็เสียชีวิตลง ทิ้งแม่และลูกทั้ง 5 อยู่กันตามลำพัง แม่กระถินของเธอจึงกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องทำนาและรับจ้างทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงดูลูกทุกคน การที่เบญจาต้องสูญเสียพ่อไปตั้งแต่อายุ 15 ปี ราวกับสูญเสียเสาหลักของบ้านไป แต่เธอยังจดจำคำสอนของพ่อเธอได้ขึ้นใจ เธอจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน จนสอบได้ที่ 1 แทบทุกเทอม และเมื่อมีเวลาว่างเด็กหญิงยังรับจ้างช่วยแม่ทำงานหาเงินอีกแรง ไม่เกี่ยงงานหนักเบา วันหนึ่ง ขณะที่เธอเรียนอยู่ชั้น ม.6 เธอได้รับแจ้งว่าตัวเองได้ทุนเรียนต่อมหาวิทยาลัย หญิงสาวสุดแสนดีใจ หลังจากโรงเรียนเลิกเรียนแล้ว เบญจารีบเดินกลับบ้านสีหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมไปด้วยความสุขเพื่อจะรีบเอาข่าวดีนี้ไปบอกแม่ แต่จู่ ๆ น้องสาวคนเล็กของเธอก็วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหา “พี่เบญ แย่แล้ว” “เป็นอะไรไปน้องตา ทำไมร้องไห้แบบนี้ ค่อย ๆ พูดจากันก็ได้” เธอรีบเข้ามาปลอบจิตตา พร้อมกับเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มให้ทันที “พี่เบญ แม่! แม่ตายแล้ว!” คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มที่กำลังระบายอยู่บนใบหน้าหายไปด้วยความตกใจ แทบไม่เชื่อหู “อะไรนะ” “แม่...พี่ แม่เราตายแล้ว” วินาทีนั้นเบญจารีบวิ่งกลับบ้านไปหาแม่ทันที เธอเพิ่งจะได้รับข่าวดีวันนี้แท้ ๆ ว่าเธอได้รับทุนเรียนฟรีจากทางมหาวิทยาลัย แต่เธอกลับต้องมาได้ยินข่าวร้ายนี้แทน ทำไมหนอ ความสุขที่เธอควรจะได้รับกลับต้องแลกมาด้วยความเสียใจที่เธอต้องสูญเสียแม่ไปตลอดกาล ความสำเร็จที่เธอตั้งใจเรียนมาตลอด เธออยากจะมอบรางวัลนี้ให้แม่เธอได้ภาคภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้ แต่ชีวิตช่างใจร้ายนัก แม้แต่ข่าวดี แม่ของเธอก็ไม่มีวันได้รู้ เบญจาจึงได้แต่พร่ำบอกข่าวดีนั้นกับร่างที่ไร้วิญญาณของมารดาพร้อมกับสะอื้นไห้จนแทบจะขาดใจ นับจากวันที่แม่ของเธอตายลง ครอบครัวของเธอก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ น้องสาวและน้องชายของเธอถูกญาติพี่น้องนำไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม เหลือเพียงเธอและพี่สาวของเธอที่โตพอจะดูแลตัวเองได้ จึงดิ้นรนมีชีวิตรอดต่อไปตามทางของตัวเอง เบญจาแบกความทุกข์ระทมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัย คณะศึกษาศาสตร์ เธอเฝ้าบอกกับภาพถ่ายใบเล็กของพ่อแม่ที่ตัวเองพกใส่กระเป๋าสตางค์ทุกวัน “ถึงแม้ว่าพ่อกับแม่จะไม่อยู่แล้ว แต่หนูก็จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคตของตัวเอง กับความฝันที่จะเป็นครูที่ดี และหนูจะทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจในตัวหนูนะคะ” เมื่อเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย หญิงสาวมีเพื่อนสนิท 2 คน คือ ทิพปภา หรือทิพย์ และธนัช หรือ นัช ทั้งสามคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ทว่าธนัชนั้นเหมือนจะดูแลเบญจามากเป็นพิเศษจนดูเหมือนว่าจะมากเกินกว่าแค่คำว่าเพื่อน “ไอ้นัช แกชอบเบญใช่ไหมวะ ฉันดูออกนะ” ทิพปภาถามขึ้นเมื่อเบญจาลุกไปเข้าห้องน้ำ ทำให้อีกฝ่ายอึกอักใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ก่อนที่จะพยักหน้ารับในที่สุด “ใช่” “ฉันว่าแล้ว นี่ยัยเบญน่ะทั้งน่ารัก ทั้งนิสัยดี เรียนก็เก่ง แกรีบจีบสิ ฉันเชียร์เต็มที่ ชักช้าระวังโดนหมาคาบไปแดกนะเว้ย” เพื่อนสาวยุส่งพร้อมกับชี้ให้ดูเหล่าผู้ชายต่างคณะที่คอยแอบมองตามเบญจาอย่างไม่วางตา “แล้วแกจะให้ฉันทำยังไงวะ” “โอ๊ย ต้องให้สอนด้วยเหรอวะ แกก็บอกเบญไปตรง ๆ เลยสิว่าชอบเขา” “แล้วถ้าเกิดบอกไปแล้ว เบญไม่ชอบฉันขึ้นมาล่ะ ฉันจะไม่เสียเพื่อนหรือวะ” น้ำเสียงอ่อย ๆ ขาดความมั่นใจทำให้ทิพปภาได้แต่ถอนหายใจ “ก็แล้วแต่แกนะไอ้นัช แล้วถ้าคนอื่นมาจีบติดตัดหน้าไปก็ไม่รู้ด้วยนะ ไหนจะอีตำรวจนั่นอีกที่คอยแวะเวียนมาหาเบญอยู่บ่อย ๆ” ยังไม่ทันที่จะโต้ตอบอะไรต่อ การสนทนาของทั้งสองต้องจบลงเมื่อเบญจากลับมานั่งลงข้าง ๆ ทิพปภา และเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นธนัชมีทีท่าแปลกไปกับใบหน้าแดงก่ำราวลูกตำลึงสุก “นัช เป็นอะไรน่ะ ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมหน้าแดงแบบนั้นล่ะ” “เหรอ เราหน้าแดงเหรอ คงร้อนน่ะ” ชายหนุ่มลูบหน้าตอบแก้เก้อ “งั้นเดี๋ยวเราออกไปหาขนมกินก่อนนะ ว่าแต่จะฝากซื้ออะไรไหมล่ะ” ทิพปภาโพล่งขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “แกหิวอีกแล้วเหรอ แต่พวกเราเพิ่งกินข้าวกันมาเองนะ แล้วนี่ก็ยังอ่านหนังสือไม่ถึงไหนเลย” “หิวดิ ว่าแต่แกจะฝากซื้ออะไรไหมล่ะ” “ไม่ล่ะ” ทิพปภาได้ทีรีบผละออกไปจากตรงนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนรักทั้งสองได้อยู่กันตามลำพัง พลางส่งสัญญาณให้ธนัชรีบสารภาพความในใจกับเบญจาเร็ว ๆ เบญจาก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ โดยไม่ได้สังเกตเห็นทีท่าอึกอักของธนัชที่นั่งอยู่ตรงข้าม “เบญ” “มีอะไร” “ฉันมีอะไรอยากจะบอก” “อะไรเหรอ” เธอถามกลับโดยไม่ได้มองหน้า แต่เมื่ออีกฝ่ายเงียบไป หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือตรงหน้าแล้วถามซ้ำ “มีอะไรหรือเปล่านัช” “คือว่า ฉันคิดว่า...ฉันชอบแก” ธนัชรีบพูดออกไปด้วยความเขินอาย ก่อนก้มหน้าหลบสายตา ขณะที่หญิงสาวนิ่งไปอึดใจ แล้วหัวเราะออกมา “อือ เราก็ชอบแก” “จริงเหรอ” ชายหนุ่มละล่ำละลักเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ “ทั้งทิพย์และแกก็เป็นเพื่อนรักฉันทั้งคู่ ฉันก็ต้องชอบแกสิ ถามแปลก ๆ นัชแกเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไม่สบายหรือเปล่าน่ะ” เบญจาถามด้วยความเป็นห่วง “เบญ ฉันชอบแกไม่ใช่แค่แบบเพื่อน คือ ฉันหมายถึง ฉันอยากเป็นแฟนกับแกน่ะ” “นัช แกพูดเรื่องตลกอะไรเนี่ย แกเป็นเพื่อนฉันนะ” “แต่ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อน” เสียงธนัชดังจนแทบจะกลายเป็นตะโกน ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว “นัช! แต่ฉันเป็นแฟนกับแกไม่ได้แล้ว เพราะพี่ก่อเพิ่งขอฉันเป็นแฟนเมื่อวานนี้เอง แล้วฉันก็ตอบตกลงเรียบร้อยแล้ว ขอโทษด้วยนะ” เบญจาตัดบทเรียบ ๆ ก่อนก้มหน้าก้มตาเก็บของที่อยู่บนโต๊ะพร้อมกับรีบเดินหนีไปในทันที
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD