เย็นวันนั้น หลังจากเบญจากลับมาถึงบ้าน เธอก็จัดการเตรียมอาหารเย็นให้ทุกคนในครอบครัว ขณะที่ก่อการนั้นหยิบเบียร์มานั่งดื่มพร้อมกับดูโทรทัศน์ไปด้วย
สำหรับก่อการแล้ว เพื่อให้ลืมความทุกข์ใจในอดีต เขาจึงเริ่มหันไปพึ่งแอลกอฮอล์ ในระยะแรกเขาดื่มเพื่อให้ลืมความทุกข์ใจ ต่อมาเขาก็ดื่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเทศกาลไหน งานสังสรรค์ หรือแม้ว่าจะไม่มีโอกาสพิเศษเลยก็ตาม
ทว่าระยะหลังมานี้ เขาเริ่มดื่มหนักมากขึ้น จนแทบจะเรียกได้ว่าดื่มแทบทุกวัน แม้เบญจาจะคอยปรามหรือทักท้วงอย่างไรก็ไม่เป็นผล
ก่อการดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า ครั้งพอเริ่มมีอาการเมาได้ที่เขาก็ตะโกนถามภรรยาดังลั่นบ้าน
“เฮ้ย! ทำไมยัยแก้มยังไม่กลับบ้านมาอีกล่ะ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว”
เสียงดังลั่นบ้านทำให้เบญจาต้องชะโงกหน้าออกมาจากในครัวพลางดูนาฬิกา
“เมื่อเช้าลูกบอกว่าเพื่อนจะมาส่ง คงกำลังเดินทางน่ะค่ะ นี่ก็หกโมงแล้ว เดี๋ยวก็คงใกล้ถึงบ้าน”
เธอตอบพลางหันกลับไปง่วนกับการทำกับข้าวตรงหน้า
ยังไม่ทันขาดคำเสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น ก่อการจึงรีบผุดลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปดูหน้าบ้านทันที แล้วเขาก็ได้เห็นลูกสาวของตนกำลังยืนคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่กับเด็กหนุ่มแปลกหน้า สังเกตดูแล้ว สองคนนี้น่าจะสนิทกันมากกว่าเพื่อนธรรมดาทั่วไปเป็นแน่ ก่อการจึงรีบเดินมายังประตูรั้วบ้านในทันที
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ นี่พี่กฤตค่ะ ส่วนนี่พ่อของแก้มเอง”
บุญยาพรยกมือไหว้พลางแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน
“สวัสดีครับคุณพ่อ”
เด็กหนุ่มยกมือไหว้พร้อมส่งยิ้มให้ หากก็ต้องหน้าเสียเมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่มองเขาตาเขียวปัด ความหวงลูกสาวของก่อการแผ่ออกมากดดันทำให้กฤตต้องยืนเกร็ง สนทนาด้วยความสุภาพมากขึ้นกว่าเดิม
“สวัสดี”
ชายกลางคนยกมือรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ รู้สึกไม่ถูกชะตากับเด็กหนุ่มตรงหน้าขึ้นมาตงิด ๆ
“พอดีผมมาส่งน้องแก้มน่ะครับ”
“ขอบใจมากนะ หมดธุระแล้ว งั้นก็รีบกลับไปเถอะ”
คำพูดตัดบทของก่อการทำเอาคนตรงหน้ายิ่งหน้าถอดสี และรีบหันมาบอกลาแฟนสาวโดยเร็ว
“พี่กลับก่อนนะแก้ม เดี๋ยวเราค่อยเจอกันที่โรงเรียนนะ”
“ค่ะพี่กฤต เดินทางกลับบ้านดี ๆ นะคะ”
หลังจากกฤตกลับไปเรียบร้อยแล้ว บุญยาพรก็รีบเดินตามก่อการเข้ามาในบ้านทันที
“ทำไมคุณพ่อต้องพูดเสียงแข็งแบบนั้นกับพี่กฤตด้วยคะ เขาอุตส่าห์มาส่งแก้มถึงบ้าน”
เธอถามด้วยความข้องใจ แต่เมื่อสายตาชำเลืองไปเห็นบรรดาขวดเบียร์ที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก พร้อมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยออกมาจากตัวก็อดที่จะเบือนหน้าหนีไม่ได้
“คุณพ่อดื่มเบียร์อีกแล้วเหรอคะ ทำไมวันนี้เริ่มดื่มตั้งแต่วันเลยล่ะคะ”
“เรานี่แปลกคน พ่อจะกินตอนไหนมันก็เรื่องของพ่อไหมล่ะ ว่าแต่เราเถอะ ไอ้เด็กหนุ่มคนเมื่อกี้ เป็นอะไรกับเรา”
คำพูดที่เปลี่ยนไปของก่อการในยามที่เหล้าเข้าปาก ทำให้บุญยาพรไม่ค่อยอยากสนทนาด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเธอรู้ดีว่าในช่วงเวลาเช่นนี้ ต่อให้เธออธิบายเหตุผลร้อยแปด พ่อก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี แต่เมื่อเขาเห็นเธอเงียบไปไม่ตอบ ก่อการก็ถามซ้ำอีกครั้ง
“ว่าไง ตกลงไอ้เด็กนั่นมันเป็นอะไรกับเรา”
“พี่เขาชื่อพี่กฤตค่ะ เราเพิ่งคบกันเป็นแฟนวันนี้เองค่ะพ่อ” เธอตอบเรียบ ๆ
“อะไรนะ แฟนอย่างนั้นเหรอยัยแก้ม พ่อเคยบอกแล้วยังไงจำไม่ได้เหรอว่า ห้ามมีแฟนก่อนจะเรียนจบ”
เขาขึ้นเสียงใส่ด้วยความไม่พอใจ
“เมื่อเช้า แก้มบอกคุณแม่ไปแล้ว คุณแม่ยังไม่ว่าเลยสักคำ แล้วทำไมคุณพ่อจะต้องมาห้ามด้วยล่ะคะ”
เด็กสาวแหวใส่อย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“อะไรนะ แม่เธอก็รู้เรื่องนี้เหรอ”
เด็กสาวไม่ตอบคำถามนั้น ก่อนจะเดินหนีเข้าห้องนอนไป ทิ้งให้คนเป็นพ่อโหวกเหวกโวยวายอยู่หน้าห้อง และต่อให้เขาพยายามพูดหรือตะโกนอย่างไร เด็กสาวก็ไม่ตอบโต้ เธอปิดประตูลงกลอนพร้อมเอาหูฟังมาครอบหูเปิดเพลงเสียงดังเพื่อกลบเสียงของพ่อตัวเอง
“พี่ก่อ ใจเย็นนะ ไปนั่งตรงนั้นก่อนเถอะ นี่กับข้าวใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ”
เบญจาพยายามคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงของพ่อที่มีอาการหวงลูกสาวขั้นหนัก แต่ก็ยังไม่หนักเท่าเมื่อยามเหล้าเข้าปากแล้วทำให้เขาเปลี่ยนเป็นคนละคน
สิบห้าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อการเริ่มหันมาดื่มเหล้าเพื่อคลายทุกข์ สำหรับก่อการ เขาอาจจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อความทุกข์ได้จางหายไป ตรงกันข้ามกับเบญจาที่เธอกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
เมื่อสังเกตเห็นว่าแอลกอฮอล์ค่อย ๆ เปลี่ยนสามีที่เธอรักไปทีละนิด จากคนที่ใจเย็น สุภาพ รักครอบครัว กลับกลายเป็นคนใจร้อน หุนหันพลันแล่น สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องเป็นคนคอยรองรับอารมณ์เขาทุกครั้งไป เบญจาได้แต่ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มกับสถานการณ์ตรงหน้า
“พี่ก่อคะ เบญว่าวันนี้พี่กินเบียร์เยอะไปแล้วนะ พอก่อนดีไหม มากินข้าวดีกว่านะคะ”
เบญจาพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“ไม่หิว แล้วนี่ยัยแก้มมันมีแฟน เธอก็เห็นดีเห็นงามอย่างนั้นเหรอ”
เขาหันมาคาดคั้นภรรยาด้วยความโมโห
“ก็เพิ่งรู้เมื่อเช้านี้เองค่ะ”
“อะไรนะ รู้เมื่อเช้า”
ก่อการตวาดลั่นก่อนจะพูดต่อ “รู้แล้วทำไมไม่รีบบอก มึงเห็นกูเป็นอะไร หัวหลักหัวตออย่างนั้นเหรอ”
เขาเปลี่ยนสรรพนามขึ้นกูมึงยามโกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะพี่ ไม่ใช่ฉันไม่อยากบอก แต่ลูกก็เพิ่งเล่าให้ฟังเมื่อเช้านี้เอง ลูกน่าจะเพิ่งตกลงคบกันวันนี้ ฉันมัวแต่ยุ่ง ๆ เลยยังไม่มีเวลาได้บอกพี่น่ะ ลูกเราก็โตแล้ว การมีแฟนก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร พี่ก็อย่าไปโกรธเคืองอะไรลูกนักเลย”
“เพิ่งเป็นแฟนกันวันนี้นี่เอง ถึงว่ายิ้มแย้มหน้าบาน ถือดอกไม้มาด้วย มันไม่รู้หรือยังไง ผู้ชายสมัยนี้มันไว้ใจไม่ได้ ลูกเราเป็นผู้หญิง ก็ยิ่งต้องระวังตัวสิ นี่เธอก็เหมือนกัน เป็นแม่ประสาอะไร สอนลูกไม่ได้เรื่องเลย แค่ไม่ให้ลูกมีแฟนก่อนเรียนจบ มันยากตรงไหนกัน”
“เอ๊ะพี่ นั่นลูกเรานะ จะไปห้ามได้ยังไงกันล่ะ ขนาดฉันเองก็ยังคบกับพี่ตั้งแต่ฉันยังเรียนไม่จบเลย”
เบญจาขึ้นเสียงใส่บ้าง นั่นทำให้อีกฝ่ายฉุนกึกขึ้นมาทันทีก่อนใช้มือฟาดเข้าที่ใบหน้าของภรรยาอย่างจังจนเซถลาล้มลงไปกับพื้น
เบญจาได้แต่เอามือมากุมแก้มข้างซ้ายไว้ เธอเจ็บจนรู้สึกชา รู้สึกเหมือนกับว่ามีของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากจมูกและริมฝีปากของเธอ
เมื่อแตะดูก็เห็นเป็นเลือด พลันน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูออกมา วินาทีนั้นเองบุญยาพรก็เปิดประตูออกมา ครั้นพอเห็นเบญจากองอยู่ที่พื้น เธอก็รีบเข้าไปประคองทันที
“พ่อ พ่อทำอะไรแม่น่ะ”
ก่อการไม่ตอบใด ๆ แต่เมื่อบุญยาพรเห็นอาการของมารดา เด็กสาวจึงตวาดใส่พ่อของเธอทันที
“พ่อทำไมต้องทำแม่ ตบหน้าแม่ทำไม”
“โทษฐานที่มันเลี้ยงดูมึงไม่ดียังไงล่ะ ยัยแก้ม ต่อไปนี้พ่อขอสั่ง ไม่ให้มีแฟนก่อนเรียนจบ แล้วไอ้หมอนั่นที่เพิ่งคบกันวันนี้ ก็ไปเลิกซะ เป็นเด็กเป็นเล็ก มีแฟนตอนนี้ได้ที่ไหนกัน”
เขาวางอำนาจเผด็จการกับคนในบ้าน
“พ่อใจร้าย พ่อเมามากใช่ไหม ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา หนูจะถือว่าวันนี้พ่อพูดออกมาเพราะความเมาละกันนะ ไปค่ะแม่”
เด็กหญิงประคองมารดาลุกขึ้นมานั่งบนโซฟาโดยไม่สนใจก่อการที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น
อาการต่อต้านของสองแม่ลูกที่มีต่อก่อการนั้นยิ่งทำให้เขาทวีความเดือดดาลมากขึ้น ครั้นพอเห็นเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกและริมฝีปากของภรรยา ความใจร้อนนั้นก็เบาบางลง แต่ครั้นจะให้เขาขอโทษหรือยอมรับผิดง่าย ๆ ก็เห็นจะยาก เขาจึงคว้ากุญแจรถแล้วรีบขับออกจากบ้านไปทันที