ตอนที่ 1 คนสำคัญ
คฤหาสน์อุดมโรจนะ
“เก่งจังเลยหนูบัวเพิ่งทำบัตรประชาชนไม่ถึงปีแต่เข้ามหาลัยได้แล้ว อยากให้ลูกชายของน้าเก่งเหมือนหนูบัวจังแค่เสี้ยวนึงก็ยังดี เจ้าแชมป์วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นแค่เรียนพิเศษก็ยังไม่ยอม” หญิงสาวผมตั้งกะบังคุยกับสาวน้อยผู้เป็นเจ้าของงานฉลองวันนี้
“แชมป์เขาชอบวาดรูปมากกว่าค่ะ คงไม่ต้องติวอะไรมากหรอก ฝีมือเขาดีอยู่แล้ว”
“จะสอบเข้ามหาลัยดีๆ ก็ต้องเตรียมตัวหน่อยสิหนูบัว”
“แชมป์เขาก็เตรียมตัวในแบบของเขาแหละค่ะ นั่นไง ! พูดถึงก็มาเลย”
“มัวแต่กิน ได้มายินดีกับเพื่อนรึยังแชมป์” มารดาติงลูกคนเดียวที่เดินลอยชายแจกยิ้มไปทั่วงาน
“ก็มาแล้วนี่ไงค้าบคุณแม่ ดีใจด้วยนะบัวกว่าจะเจอกันก็อีกสามปี แล้วจะต่อโทเลยรึเปล่าถ้าต่อกลับมาบัวก็เป็นป้าพอดี”
“ป้าอะไรแชมป์ กลับมาบัวยังไม่ยี่สิบด้วยซ้ำส่วนเรื่องโทไว้ทีหลังเอาตรีให้รอดก่อนดีกว่า”
“โอ๊ย ! หัวกะทิแบบบัวต้องกลัวอะไร ขี้คร้านจะได้เกียรตินิยมเอาใบประกาศมาติดผนังให้พ่อกับแม่ภูมิใจมากกว่า”
“เราเถอะ ไม่คิดจะเอาใบประกาศดีๆ มาให้แม่ภูมิใจมั่งเลยรึไง”
ชื่นจิตรู้จักกับพ่อแม่ของบัวชมพูและสองครอบครัวก็สนิทสนมกันมาหลายสิบปี เธอเอ็นดูเด็กสาวเหมือนลูกอีกคนและถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มาเป็นลูกสะใภ้ด้วย ถึงจะบังคับลูกชายเรื่องการศึกษาเพราะมันคือสิ่งสำคัญที่จะติดตัวไปจนวันตายแต่เรื่องหัวใจเธอไม่เคยกะเกณฑ์เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว
“ไปหาที่คุยกันดีกว่าบัว” ชวพลจับมือบัวชมพูแล้วพาวิ่งหนีไปอีกทางเพื่อหลบเลี่ยงคำบ่นจากมารดา
“ดีใจด้วยนะครับพี่โก๋” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่นัยน์ตาสีอำพันก็ไม่พลาดที่จะมาร่วมแสดงความยินดีกับสาวน้อยสุดอัจฉริยะ
“เหมือนเพิ่งเมื่อวานที่นิคมารับขวัญตอนนั้นบัวยังตัวแดงๆ อยู่เลย เวลามันผ่านไปไวเหลือเกินพี่ก็แก่ลงทุกที” โกมลหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบสองปีกล่าวแล้วมองไปรอบๆ ตัว คฤหาสน์อุดมโรจนะคือน้ำพักน้ำแรงที่เขากับภรรยาทุ่มเทเนรมิตมันขึ้นมาแต่บ้านช่องใหญ่โตกลับดูด้อยค่าลงทันทีเมื่อสายตาไปหยุดอยู่ตรงลูกสาว
บัวชมพูคือแก้วตาดวงใจของโกมลกับปทุมทิพย์ เด็กสาวมั่นใจในตัวเองและไม่เคยฟังใครยิ่งถ้าเรื่องไหนตัวเองไม่ผิดเธอจะเถียงหัวชนฝาเลยทีเดียว ทั้งสองเลี้ยงลูกแบบปล่อยให้คิดเป็นอิสระเธอจึงกล้าคิดกล้าทำและสิ่งเดียวที่บัวชมพูต้องการก็คือ ออกไปเห็นโลกกว้างเธออยากรู้ว่าที่อื่นๆ บนโลกใบนี้มันเป็นยังไง
โกมลและปทุมทิพย์ไม่เคยหวังให้ลูกสาวต้องเป็นเลิศแค่อยากให้เธอใช้ชีวิตให้มีความสุขแต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเมื่อลูกบอกว่าอยากไปเรียนต่อเมืองนอก ทั้งคู่คิดว่าอย่างน้อยก็มีเวลาอีกสามสี่ปีเพราะลูกสาวเพิ่งจะอยู่มัธยมต้นแต่ลูกดันไปสอบเทียบย่นระยะให้ทุกอย่างมันเร็วขึ้นจนพ่อแม่ตั้งรับไม่ทัน ทั้งคู่ทำอะไรไม่ได้นอกจากสนับสนุนและปล่อยลูกน้อยโบยบินออกจากอก
“ถ้าพี่โก๋เรียกว่าแก่ผมก็ชราไหมครับ พี่ยังหนุ่มแน่นฟิตปั๋งเหมือนตอนเป็นทหารไม่มีผิด”
“คิดถึงวันเก่าๆ นะ ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาจะยี่สิบปีแล้ว”
นิโคลัส คิงส์ หนุ่มหล่อวัยสามสิบหกปียังคงมีเลือดทหารเต็มเปี่ยมอยู่ในตัวแม้จะลาออกจากกองทัพมาหลายปีดีดัก เขากับโกมลเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยแล้วได้ทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา นิโคลัสตัดสินใจไปเพราะอยากเดินตามรอยรุ่นพี่แต่พอกลับมาเมืองไทยกลายเป็นว่าเขาไม่มีรุ่นพี่หรือรุ่นน้องช่วยดึงเพื่อนร่วมชั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะไปเรียนใช้ทุนอยู่ตั้งหลายปี
ความมุ่งมั่นในอาชีพที่ใฝ่ฝันมอดลงภายในสามปีเพราะนิโคลัสไม่มีเพื่อนฝูงช่วยหนุนหลัง เขาเบื่องานนั่งโต๊ะการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถ้าเป็นเด็กคนนั้นจะได้ดีกว่าไอ้คนนี้ซึ่งเขาไม่ใช่เด็กของใครเลยความก้าวหน้าจึงแทบจะเป็นศูนย์
วันหนึ่งนิโคลัสไปดื่มเพื่อดับความเศร้าแล้วก็พบกับโกมล คนเป็นทหารด้วยกันมักดูกันออกทั้งคู่คุยกันถูกคอยิ่งนักและยิ่งถูกใจมากขึ้นเมื่อรู้ว่าไปเผชิญชะตากรรมที่สหรัฐอเมริกาเหมือนกัน การเป็นไอ้หัวดำคนเดียวมันเหนื่อยและสาหัสมากถ้าไม่ไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีวันเข้าใจเลย
หลังจากนั้นไม่นานนิโคลัสก็ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจโดยมีรุ่นพี่ร่วมสถาบันให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด นิโคลัสซาบซึ้งและสำนึกในบุญคุณของโกมลมาตลอดถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีนิโคลัสในวันนี้
“ถ้าไม่มัวไปเสียเวลากับโรงเรียนทหารเราสองคนคงไปไกลกว่านี้อีกเยอะนะพี่ว่าไหม” นิโคลัสเปรยขึ้นมาระหว่างที่จิบน้ำรสขมเข้าปาก
“ไม่หรอกอย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้รู้จักกัน พี่ยังจำคืนนั้นได้เลยนายตั้งท่าพร้อมบวกมาก”
“ฮ่าๆๆ เรื่องนี้พี่คงล้อผมจนตายแน่ๆ ก็คนกำลังเสียใจน่าพี่”
“แล้วตั้งแต่นั้นไม่มีผู้หญิงคนไหนเข้ามาแทนที่ได้เลยรึ”
“เธอไม่ได้ดีนะพี่ก็รู้ ที่ผมไม่มีใครเพราะว่าเข็ดต่างหาก คบกันแบบไม่ผูกพันดีกว่าไม่ต้องเหนื่อยด้วยผมไม่อยากจริงจังกับใครผมคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม”
“แม้แต่มาริสาเหรอ” หนุ่มใหญ่ถามแล้วอมยิ้มน้อยๆ
“พี่นี่ข่าวไวจริงๆ” รุ่นน้องก็ยิ้มเขินๆ กลับมา
“ตกลงยังไงหายเข็ดแล้วสิ”
“ไม่หรอกพี่ จะว่าผมเห็นแก่ตัวก็ได้นะแต่ผมไม่เคยอยากให้มันมาถึงจุดนี้ผมเป็นฝ่ายที่ปล่อยเลยตามเลยทั้งๆ ที่ในใจไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าเซ็กส์ เธอก็แค่ของใหม่ที่ผมเห่อก็เท่านั้นเอง”
“ป่ะ ! เราเลิกถกปัญหาหัวใจแล้วไปหาสาวน้อยกันดีกว่า นิคได้เจอบัวรึยังพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน บอกลากันเลยเดี๋ยวพี่ตามไป ขอไปหาทิพย์แปบนึง”
“โอเคครับพี่โก๋” นิโคลัสมองหาอยู่นานว่าสาวน้อยที่เป็นคนสำคัญของงานวันนี้หายไปไหนแต่ก็ไม่เห็น
“ขอโทษนะครับ คุณชื่นเห็นบัวไหมครับ” นิโคลัสเดินมาถามมารดาของชวพลเพราะเมื่อสักครู่เห็นยืนสนทนากันอยู่
“แชมป์ลากไปแล้วสงสัยไปนั่งเล่นกันที่เดิมนั่นแหละ ถ้าเจอฝากบอกหน่อยนะว่าแม่จะกลับแล้ว” ชื่นจิตบอกชายหนุ่มที่เธอก็คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี
“ได้ครับคุณชื่น ขอบคุณมากนะครับ” นิโคลัสพาร่างล่ำสันไปที่ชิงช้าข้างๆ ตัวบ้านซึ่งมันคือสถานที่สุดโปรดของบัวชมพู ทำไมเขาถึงรู้นะหรือก็เขาเป็นคนอุ้มเธอมานั่งเล่นตั้งแต่เธอยังเดินเตาะแตะน่ะสิ
“บัวครับ” ชายหนุ่มเรียกเด็กทั้งสองที่นั่งหันหลังและกำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่
“อานิค มานั่งด้วยกันสิคะ” บัวชมพูยิ้มหวานให้ชายหนุ่มที่เปรียบเสมือนญาติแท้ๆ ของเธอ
“สวัสดีครับอานิค” ชวพลไหว้นิโคลัสที่เดินเข้ามาสมทบ
“แชมป์ครับ แม่ฝากบอกว่าจะกลับแล้ว”
“จริงด้วยแม่มีนัดต่อ เจอกันพรุ่งนี้นะบัว ผมไปก่อนนะครับอานิค” ชวพลบอกแล้วเดินจากไปอย่างว่องไว
“เป็นไงบ้างเรา”
“เป็นแบบที่เห็นนั่นแหละค่ะ” บัวชมพูตอบแล้วมองไปที่งานฉลองใหญ่โต
ความจริงเธอไม่ต้องการเลยสักนิดแต่ในเมื่อมันคือความสุขของพ่อกับแม่จึงไม่คัดค้านถึงจะต้องยืนยิ้มยกมือไหว้คนรู้จักและไม่รู้จักครึ่งค่อนวันก็ตามแต่พอคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่จะได้โบยบินสู่ประเทศอังกฤษเธอก็พร้อมจะทำทุกอย่าง
“ก็ไม่แย่เท่าไหร่นะ ก็เล็กกว่าตอนที่บัวชนะแข่งเปียโนแล้วกัน” นิโคลัสยังจำได้ดีถึงความทุ่มทุนสร้างของรุ่นพี่ในการเลี้ยงฉลองให้ลูกสาว งานวันนั้นมีอาหารจากโรงแรมเจ็ดดาวบริการแถมยังจ้างนักร้องชื่อดังรวมถึงพิธีกรแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมด้วย
“โอ๊ย ! อานิค พอเลยค่ะ นึกถึงทีไรหนูก็อายทุกที”
“เห็นไหมล่ะ ว่าพ่อของบัวเขาเบาลงตั้งเยอะ”
“ก็จริงค่ะ” บัวชมพูตอบแล้วเงียบไป อยู่ๆ เธอก็ใจหายเพราะรู้ว่าอีกหนึ่งวันข้างหน้าชีวิตจะเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
“ไม่ต้องกลัวหรอก อารู้ว่าบัวทำได้”
“ขอบคุณค่ะ อานิคมาหาหนูมีอะไรรึเปล่าคะ คุณพ่อให้มาตามเหรอ”
“เปล่าๆ เดี๋ยวพวกเขาตามมา อามีของจะให้บัว”
“อะไรเหรอคะ” เด็กสาวถามด้วยความตื่นเต้น
“หลับตาก่อน”
“ห้ามแกล้งหนูนะ”
“อาเคยแกล้งบัวเหรอ…หึ๊ !” ชายหนุ่มบีบจมูกเชิดรั้นเบาๆ แล้วเธอก็หัวเราะคิกคักชอบใจ
“หลับตาแล้วแบมือออกมาครับ”
“สวยจังเลยค่ะอานิค ขอบคุณนะคะ” เมื่อลืมตาขึ้นมาบัวชมพูก็พบว่าในมือของถือคือสร้อยคอพร้อมล็อกเกต ด้านในมีรูปของเธอกับพ่อ
“บัวจะได้มีพวกท่านอยู่ใกล้ๆ ตัวตลอด อยากใส่ไหมครับ”
“อยากค่ะ อานิคใส่ให้หนูนะคะ”
“อาสั่งทำพิเศษเลยนะ มีอันเดียวในโลก”
“ขอบคุณค่ะ หนูจะรักษาเท่าชีวิตเลย” เด็กสาวกอดร่างล่ำสันแล้วหลับตาพริ้ม อานิคคือผู้ชายคนเดียวที่เธอรู้สึกอบอุ่นยามอยู่ใกล้ เขาสำคัญไม่ต่างจากพ่อแม่เพราะทุกช่วงชีวิตของเธอล้วนมีเขาอยู่ด้วยเสมอ
แม้ใครๆ จะเกรงขามเพราะอานิคหน้าตาดุดันคมเข้มแถมตัวโตเหมือนยักษ์แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าอานิคของเธอใจดีแค่ไหนแถมยังร้องเพลงได้เพราะที่สุด