ตอนที่ 8

1508 Words
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อันไหนคือความฝัน อันไหนคือความจริง” มินพยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน เธอจำได้แล้วว่าหลังจากที่ตัวเธอล้างจานเสร็จก็ขึ้นมาบนห้องนอน อาบน้ำอาบท่าแล้วก็ตั้งท่าจะอ่านไดอารี่ต่อ แต่ไม่รู้เพราะอะไร จึงเผลอนอนไปโดยที่ในมือยังถือไดอารี่อยู่ด้วย เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็หันไปเห็นไดอารี่ที่หลุดจากมือตอนนอน แต่ยังอยู่บนเตียงนอน จากนั้นจึงหันไปมองที่นาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียงก็เห็นเป็นเวลาเดิม ตีสามสิบสามนาที “เวลานี้อีกแล้ว” เสียงพึมพำแผ่วเบาของหญิงสาวดังขึ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ดีในการตื่นและจะไม่นอนเลยก็ไม่ได้ หญิงสาวจึงพยายามที่จะข่มตาลงอีกครั้ง แต่ทำยังไงก็ไม่สามารถหลับได้ เสียงไม้ลั่นดัง เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ถี่มาก หลังจากพลิกไปมาเกือบหนึ่งชั่วโมงร่างกายก็พร้อมที่ผล็อยหลับไป ซึ่งห้วงจังหวะกึ่งกลับกึ่งตื่นนั้น หญิงสาวมองเห็นเด็กผู้ชายคนนี้อีกครั้ง เด็กน้อยค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้เตียงนอนของเธอและพูดเบา ๆ คล้ายเสียงลมว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ผมแค่ชอบพี่เท่านั้นเอง” แล้วเธอก็หลับไปพร้อมกับยิ้มออกมาบาง ๆ เหมือนกับได้รับการปลอบใจแล้ว เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มินกัดฟันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสะลืมสะลือ แต่วันนี้เป็นวันทำงานวันสุดท้ายก่อนที่จะหยุดยาวห้าวัน มินจึงต้องกัดฟันไปจัดการตัวเองและลงไปข้างล่างเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพต่อ ทว่าเมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดก็เจอห้องเก็บของเปิดออกอีกแล้ว ภายในห้องดูมืดอย่างบอกไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่ข้างนอกก็สว่าง “หรือในห้องไม่มีหน้าต่างเหรอ เอาเป็นว่าหยุดยาวนี้ ต้องเข้าไปดูสักหน่อยแล้ว” วันนี้มินขี้เกียจปิดประตูห้องเก็บของแล้ว เธอให้เหตุผลกับตัวเองว่า ปิดแล้วก็เปิดเองตลอด งั้นปล่อยมันเปิดไปอย่างนี้แหล่ะ ไว้ไปซื้อลูกบิดประตูมาใหม่แล้วค่อยปิดแล้วกัน แต่แล้วก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นว่ากล่องยาถูกวางอยู่บนโต๊ะรับแขกในลักษณะที่เหมือนในฝัน มินตกใจยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงออกมา เธอ...เริ่มรู้จักคำว่ากลัว กลัวสิ่งที่เธอไม่รู้ว่าคืออะไร และตอนนี้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่รอบตัวเธอหรือเปล่า เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าเธออยู่คนเดียวในบ้านหลังนี้ ใช่มั้ย หรือว่าจริงๆ แล้วเมื่อคืนมันไม่ใช่ความฝัน ฝ่าเท้าเธอมีแผล มินรีบวิ่งเข้าไปดูถังขยะในห้องครัว เศษกระเบื้องที่แตกของจานอยู่ในนั้น มันเป็นไปได้ยังไง แต่เธอกลับไปรู้สึกตัวบนที่นอนคืออะไร มินไม่อยากอยู่ในบ้าน ณ ตอนนี้ แม้แต่วินาทีเดียว หญิงสาวรีบวิ่งออกจากบ้านไปขึ้นรถอย่างรวดเร็ว เธอต้องการตั้งหลัก เพื่อคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาว่ามันคืออะไรกันแน่ หญิงสาวไปทำงานด้วยอาการไม่เต็มร้อย ทั้งปวดหัวเนื่องจากนอนไม่พอ และมีอาการหวาดผวาเล็กน้อย แม้แต่หัวหน้าก็สังเกตเห็นหน้าที่ซีดเซียวของเธอ “กลับบ้านมั้ยมิน ดูสีหน้าไม่ค่อยดีเลย” หัวหน้าเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าพักเที่ยงแล้ว แต่หน้าตาผู้ร่วมทีมก็ยังซีดเซียวอยู่อย่างนั้น “เอ่อ มินไหวค่ะพี่” หญิงสาวไม่ไหว แต่ตอนนี้ยังไม่อยากกลับบ้าน “ไม่เอาน่ามิน กลับไปพักผ่อนเถอะ พี่กับเพื่อน ๆ ในทีมไม่ว่าหรอก หน้าเราซีดมากเลยนะ แล้วอย่างนี้ขับรถกลับไหวมั้ย ให้พวกพี่ไปส่งมั้ย” หัวหน้างานยังคงคะยั้นคะยอให้ลูกน้องตรงหน้ากลับบ้านกลัวเธอจะเป็นลมไปเสียก่อน วันนี้วันหยุดยาวเขาไม่อยากมาเป็นภาระด้วยการพาเธอไปโรงพยาบาลหากเธอเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้น มินขอตัวกลับก่อนนะคะ ขอบคุณพี่มากค่ะ” มินจำใจต้องออกจากงานก่อนเวลา เพราะเพื่อนๆ และหัวหน้าต่างส่งสายตามาหาเธออย่างแรงกล้า เหมือนจะบอกว่า กลับไปเถอะ อย่ามาเป็นภาระเลย เมื่อขึ้นมานั่งบนรถแล้ว หญิงสาวตัดสินใจโทรหาพี่ชายคนสนิท เพื่อสอบถามว่าอยากกินอะไรมั้ย เธอตัดสินใจยังไม่กลับบ้าน ว่าจะไปนอนที่ห้องพักพี่อู๊ดก่อนดีกว่า ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด เสียงโทรศัพท์ดัง แต่ไม่มีคนรับ “หรือจะนอนหลับอยู่นะ เอาไงดี อืม ลองโทรอีกครั้งแล้วกัน” ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด “ไม่รับสาย เอ พี่โต้งมาเฝ้าหรือเปล่านะ เอ เมื่อวานก็ไม่เห็น งั้นลองโทรหาดีกว่า ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด “ฮัลโหล” เสียงพี่โต้งขานรับแต่แฝงด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย “พี่โต้ง มินนะ มินกำลังจะเข้าไปเยี่ยมพี่อู๊ด พี่โต้งจะเอาอะไรมั้ย เดี๋ยวซื้อเข้าไปให้” มินเอ่ยแจ้งเสียงใสใส่ญาติพี่ชายคนสนิท “มิน มินเหรอ ดีเลยมิน ไม่ต้องซื้ออะไร รีบมานะ รีบมาด่วนเลย อู๊ด อู๊ด เค้า” เสียงปลายสายคล้ายเสียงสะอื้น “พี่อู๊ด พี่อู๊ด เป็นอะไรอะ พี่โต้ง เดี๋ยวมินรีบขับไปหาตอนนี้เลย” มินตราวางหูทันที แล้วรีบบึ่งรถไปโรงพยาบาลที่พี่ชายคนสนิทพักอยู่ทันที มินรีบไปที่ห้องพักผู้ป่วยทันที เมื่อจอดรถได้ เห็นพี่โต้งยืนรออยู่หน้าห้อง เมื่อเห็นมินวิ่งออกมาจากลิฟท์ก็รีบเดินเข้าไปหา พลางกอดไหล่ไว้คล้ายปลอบใจ “มินทำใจดีๆ นะ อู๊ด อู๊ด ไม่อยู่กับเราแล้ว” ประโยคเรียบง่ายที่ออกมาจากปากชายตรงหน้า ทำให้หญิงสาวร่างชาหันมามองหน้าพี่โต้ง เพื่อพยายามมองหาว่าเป็นการหยอกล้อ หรือแกล้งกันเล่นหรือเปล่า แต่.... หน้าของพี่โต้งไม่ปรากฏอาการใด ๆ เหล่านั้นออกมาเลย นอกจากความเศร้าในดวงตา “พี่โต้ง พี่ล้อเล่นหรือเปล่า” หญิงสาวตัดสินใจถามตรงๆ เมื่อไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น แต่หญิงสาวคาดหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น มันคือการล้อเล่น การล้อเล่นที่ร้ายแรง แต่เธอก็ยังอยากให้อภัยหากมันจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ “มิน พี่ไม่ได้ล้อเล่น อู๊ด อู๊ด มันตายแล้ว หัวใจวายตายเมื่อรุ่งเช้านี่เอง ตอนแรกพี่ว่าจะโทรแจ้งเรา แต่พี่กลัวเราไม่มีแก่ใจทำงานก็ว่าจะบอกเราตอนหลังเลิกงาน เพราะพี่ก็ต้องทำเรื่องหาวัด จัดการเรื่องศพ และค่าใช้จ่าย พอดีเราโทรมาก่อนก็เลยถือโอกาสบอกเราเลย” โต้งแจ้งหญิงสาวยาวเหยียด เขาอยากมีเพื่อนร่วมทุกข์โศกด้วยในครั้งนี้ เขาอดกลั้นน้ำตาไว้ แต่สุดท้ายก็ไม่อยู่ น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา โต้งรีบเอามือปัดน้ำตานั้นทิ้งไป เขาต้องเข้มแข็งเพื่อทำพิธีส่งศพให้น้องชาย โต้งกับอู๊ดเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พ่อแม่ทั้งสองคนเสียไปแล้ว ญาติคนอื่นๆ ก็กระจัดกระจายไม่ได้ติดต่อกันเลย ดังนั้นทั้งสองจึงเสมือนเป็นญาติ เป็นที่พึ่งพิงซึ่งกันและกันเพียงแค่สองคน ส่วนเรื่องครอบครัว โต้งเคยแต่งงานแต่หย่าร้างกันไป และไม่มีลูก ส่วนอู๊ดนั้น เขาคิดเสมอว่าเขายังไม่พร้อม เพราะเขาไม่มีญาติ ๆ หรือพ่อแม่คอยหนุนหลัง ในสังคมสมัยนี้ เขายังไม่อยากจะพาใครเข้ามาเพื่อมาอยู่กับเขาทั้งๆ ที่ยังไม่พร้อม แต่.....ลึก ๆ เขาก็มีความรู้สึกดีกับน้องสาวคนสนิทคนนี้ไม่น้อย หากทุกอย่างยังดำเนินไป เขาก็คาดหวังที่จะเปิดเผยความรู้สึกและอยากจะขอโอกาสศึกษาดูใจกับเธอ อู๊ดเคยเปรยๆ กับโต้งว่าเขาอยากจะซื้อบ้าน อยากเริ่มจะเปิดใจกับผู้หญิงสักคน ซึ่งตอนแรกโต้งก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร จนกระทั่งวันที่อู๊ดแนะนำให้โต้งรู้จักกับมินตรา พี่ชายคนนี้จึงรู้ว่าน้องชายกำลังมองหญิงสาวตรงหน้ามากกว่าคำว่าน้องสาวเสียแล้ว เสียดาย เสียดายจริงๆ น้องชายยังไม่ทันได้บอกความในใจ ก็มาด่วนจากไป “มิน มินรู้มั้ย อู๊ดมันเป็นห่วงมินมากนะ เป็นห่วงมากกว่าน้อง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD