ตอนที่ 7

1677 Words
“พี่เจ้าของบ้านค่ะ บ้านหลังนี้มีผีหรือเปล่าค่ะ” มินตราตัดสินใจถามออกไปโดยตรง เธอรู้สึกอึดอัด เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง แต่เธอยังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เลย อ้อ ยกเว้นไดอารี่ที่เพิ่งเจอ เธอต้องกลับไปอ่านต่ออย่างแน่นอน แต่ยังไงตอนนี้คนที่น่าจะรู้เรื่องดีที่สุด คือ คนที่อยู่ตรงหน้าตรงนี้ “เอ่อ มะ มะ ไม่มีอะไรนี่ เรื่องประวัติก็เล่าให้น้องมินไปแล้วนี่นา ไม่มีผี ไม่มีคนเสียชีวิตที่นี่หรอก ว่าแต่มินพบเจออะไรที่ผิดปกติเหรอ” เมื่อเจอคำถามไป เจ้าของบ้านก็ทำหน้าเหวอทันที พยายามตอบออกมาอย่างตะกุกตะกักในตอนแรก เมื่อตั้งสติได้ ก็พยายามถามว่าหญิงสาวตรงหน้าได้พบเจออะไรหรือเปล่า เป็นคำตอบที่คิดไว้แล้วจริงๆ เขาไม่บอกความจริงดีๆ ด้วย มินตราคิดในใจ “เปล่าหรอกค่ะ ก็แค่ฝันไม่ดี และก็น่าจะแค่แสงตกกระทบเลยทำให้เห็นภาพประหลาดๆ ก็เท่านั้นค่ะ” มินเม้มปากสักพักแล้วก็เล่าบางอย่างออกมาแต่แน่นอนว่าไม่ใช่ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ “อ้อ ใช่ ใช่ ใช่ น่าจะเป็นแสงไฟหล่ะ ดี ดี ดี มินอยู่ได้ พี่ก็สบายใจ งั้นพี่ไปทำธุระต่อนะ” ว่าแล้วก็รีบขึ้นรถขับออกไป โดยที่มินยังไม่ทันได้บอกลา มินทำอะไรไม่ได้ก็เลยจัดการปิดประตูรั้ว จังหวะที่กำลังจะปิดประตูรั้ว ได้มองไปข้างหน้าซึ่งก็คือหน้าปากซอยก็เห็นป้าอุษามองมาที่บ้านของเธอ เมื่อเห็นดังนั้น จึงตัดสินใจเดินไปหาป้าอุษาทันที คราแรกป้าอุษาอยากจะเดินหนี แต่มินตราก็รีบเรียกไว้ก่อน “สวัสดีค่ะ ป้าอุษา” ป้าอุษาเมื่อเห็นว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยหันมาเผชิญหน้ากับมินตราแทน “สวัสดีจ๊ะ หนูมิน เป็นอย่างไรบ้างสบายดีมั้ย นอนหลับสบายดีหรือเปล่า” (ประโยคคำถามเดียวกันเลย) มินคิดในใจ “เอ่อ ก็ดีค่ะ แต่...” ในเมื่อตั้งใจที่จะหาคำตอบ มินต้องเล่นลูกไม้สักหน่อย “แต่อะไรจ๊ะ เจออะไรหรือเปล่าลูก” ป้าอุษารีบละล่ำละลักถาม “คือ มินเหมือนจะเห็นเด็กผู้ชาย แต่.. น่าจะเป็นฝันค่ะ ในฝันน่ากลัวมากค่ะ” มินรีบบอกออกไป และลอบสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสูงวัยตรงหน้า “ฝันหรือเห็นจริงๆ ลูก ลองนึกดูดี” ระหว่างถาม ป้าอุษาก็ยื่นมือเข้ามาจับทื่มือมินอย่างแน่น พร้อมกับเขย่าไปด้วย เมื่อมินมองไปที่มือ ป้าอุษาที่ลืมตัวไปชั่วขณะ ก็รีบปล่อยมือออก แต่ก็ยังมองหน้ามินเหมือนกับต้องการคำตอบ “ฝันค่ะ แต่เหมือนจริงมาก ที่สำคัญน่ากลัวมาก” มินพูดไปพร้อมกับทำหน้าตกใจไปด้วย “เหรอ ฝันว่าอะไร เล่าให้ป้าฟังหน่อยสิ” มินจึงเล่าถึงความฝัน ให้ป้าฟัง เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าอุษาก็ตาเบิกโพลงขึ้นมา ปากอ้าไม่หุบ เมื่อได้สติก็มองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสาร “มีอะไรที่มินยังไม่รู้เกี่ยวกับบ้านหลังนี้หรือเปล่าค่ะ” มินถามป้าอุษาเสียงต่ำ เธอมั่นใจว่าป้าต้องรู้เรื่องอะไรสักอย่างแน่ ๆ “เอ่อ ปะ ป้าไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรจริง ๆ แล้วหนูมินไม่ถามเจ้าของบ้านเหรอจ๊ะ” ป้าอุษาหลบสายตา “ถามแล้วค่ะ เขาตอบว่าไม่มีอะไรค่ะ” มินตอบเสียงเรียบ “อืม ถ้าไม่มีอะไรก็คงไม่มีอะไร ยังไงก็แล้วแต่ ถ้ายังไงหนูมินก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะ ที่สำคัญอย่าไว้วางใจอะไรง่ายๆ” ป้าเอ่ยออกมาอย่างปริศนา “อย่าไว้วางใจอะไรง่าย ๆ คืออะไรค่ะ” อะไรนี่คืออะไร มินขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “เอ่อ เปล่า ไม่มีอะไร ป้าต้องขอตัวก่อนนะ อ้อ อีกเรื่อง วันที่ 13 ที่จะมาถึง ป้าแนะนำให้เราไปนอนที่อื่นนะ ป้าต้องไปแล้ว” พูดจบหญิงสูงวัยก็รีบเดินกลับเข้าไปในร้านขายของชำของตัวเองทันที โดยไม่ฟังเสียงเรียกของมินตราเลย “ป้าคะ ป้าคะ อะไรเนี่ย นึกอยากจะไปก็ไป” มินตราเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว โชคดีที่ก่อนออกไปมินตราเปิดไฟในบ้านทิ้งไว้ก่อน ทำให้บรรยากาศในบ้านไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนทุกที มินเดินไปที่ห้องครัวเริ่มทำกับข้าวทานเอง หลังทานข้าวเสร็จ มินทำการล้างจาน ระหว่างที่ล้างจานอยู่นั้น มินได้ยินเสียงเหมือนกับคนเดินไปเดินมาอยู่ข้างบน เอี๊ยด เอี๊ยด เอี๊ยด ตอนแรกเสียงก็ห่าง ๆ เหมือนคนเดินหนึ่งคนค่อย ๆ เดินย่อง ๆ มินพยายามข่มความกลัวและคิดว่าเป็นแค่ไม้ลั่น เพราะกำลังจะเข้าหน้าฝนอากาศเปลี่ยน ไม้ปาเก้ข้างบนน่าจะมีการหดตัว แต่สิ่งที่ทำให้มินตกใจคือ ตึง ตึง ตึง ตึง เสียงวิ่ง มันคือเสียงวิ่งจริง เป็นเสียงที่วิ่งจากข้างบนห้องนอนกลางและวิ่งไล่ลงมายังตรงบันได และ ปัง เสียงประตูห้องเก็บของปิดดังลั่น เมื่อได้ยินเสียงประตูปิด จึงรีบหันไปทางเสียงทันที มือที่ถือจานที่กำลังล้างอยู่ก็หล่นลงไปด้วยความตกใจ “ว้าย” เพล้ง แกร๊บ มินเผลอเหยียบไปบนจานที่แตกตรงพื้น “โอ้ย” เลือดไหลออกมาจากฝ่าเท้าของมิน หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ จัดการดึงเศษกระเบื้องของจานออกจากฝ่าเท้า แล้วรีบเดินเลี่ยงเศษกระเบื้องไปล้างเท้าในห้องน้ำ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้องผงะเล็กน้อย เพราะได้กลิ่นเหม็นเน่าออกมาอย่างแรง ประมาณว่ากลิ่นน้ำยาปรับอากาศที่พึ่งซื้อมาไม่สามารถกลบได้ แต่ด้วยอาการปวดที่เท้าทำให้ต้องกลั้นลมหายใจเข้าไปล้างเท้าและรีบออกมาใส่ยาพร้อมกับแปะพลาสเตอร์ยาที่ฝ่าเท้าตรงโซฟา ก่อนใส่ยา มินได้หยิบพลาสเตอร์ยาลายการ์ตูนและขวดยาเบตาดีนออกมาจากล่องยาและวางไว้ข้างนอกข้างกล่องยา ซึ่งทั้งหมดนั้นวางอยู่บนโต๊ะรับแขก จากนั้นก็ง่วนอยู่กับการใส่ยา เมื่อใส่เสร็จเธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบพลาสเตอร์ยากลับพบว่า......พลาสเตอร์ยาลายการ์ตูนนั้นหายไปแล้ว มินขมวดคิ้ว เธอแน่ใจว่าตัวเองเอาออกมาพร้อมกับขวดยา แต่ตอนนี้มันหายไปไหน จะว่าปลิวก็ไม่ใช่ เพราะในห้องไม่มีลมเลย หน้าต่าง ประตูปิดสนิท พัดลมไม่ได้เปิด แล้วมันหายไปได้ยังไง ไม่อยากคิดอะไรมาก จึงเปิดกล่องยาและเอาพลาสเตอร์ยาอีกอันออกมาแล้วแปะไปที่แผล เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงนำกล่องยาไปเก็บในตู้ข้าง ๆ โทรทัศน์ แล้วรีบเดินกลับเข้าไปที่ห้องครัวเพื่อทำความสะอาดเศษกระเบื้องให้เรียบร้อย จังหวะที่เดินไปที่ครัวนั้น มินรู้สึกว่ามีคนเดินตาม แต่เหมือนหันกลับไปก็ไม่พบใคร ใจพยายามคิดว่าคิดมากไปเอง แต่ก็ยังรู้สึกสงสัยห้องเก็บของนั่นอยู่ดี คิดไว้ว่าวันหยุดยาวพรุ่งนี้จะจัดการเข้าไปดูในห้องเก็บของอย่างแน่นอน เมื่อทำอะไรเรียบร้อยแล้ว มินออกมาเดินดูความเรียบร้อยที่ห้องรับแขกอีกครั้ง มินยืนตกใจตัวแข็งทื่อเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ภาพตรงหน้า เด็กผู้ชายตัวน้อย น่าตาน่ารัก ลักษณะสูบผอมเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีน้ำตา อายุประมาณ 7-8 ขวบ กำลังเปิดกล่องยาอยู่ตรงโต๊ะรับแขก เด็กชายหยิบพลาสเตอร์ยาลายการ์ตูนออกมาเล่นหลายแผ่น พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างน่าเอ็นดู ดูเหมือนเด็กคนนี้จะชอบนะ มินพยายามตั้งสติและเดินเข้าไป เธออยากรู้เรื่องเกินว่าเด็กคนนี้เป็นใคร และทำไมถึงมาอยู่ที่บ้านเธอ หรือเด็กคนนี้จะแอบอยู่ในห้องเก็บของนะ แต่มันจะเป็นไปได้เหรอ ที่จะมีคนมาอาศัยอยู่โดยที่เธอไม่รู้ ความคิดทุกอย่างประดังประเดเข้ามา “ผมอาศัยอยู่ในห้องเก็บของจริงๆ ครับ” เสียงเด็กน้อยดังขึ้นมาโดยที่ปากไม่ได้ขยับ มินเม้มริมฝีปากแน่น ความหวาดกลัวเริ่มครอบงำเข้ามาภายในจิตใจของเธอ ทั้ง ๆ ที่เธอไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อน เธอทั้งกลัวแต่ก็กระหายที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ “ทะ ทะ เธออ่านใจฉันได้เหรอ ทะ ทะ เธอเป็นใคร” มินทำใจกล้าถามเด็กคนนั้นออกไป เด็กชายค่อย ๆ เงยขึ้นมาช้ามองมายังมินตราพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างน่าเอ็นดู “ผมชอบพี่ฮะ ผมเป็นห่วงพี่ ผมไม่อยากให้พี่อยู่ที่นี่ ที่นี่อันตราย พี่ต้องออกไป พี่ต้องออกไป พี่ต้องออกไป ออกไป!” คำสุดท้ายดังสนั่นเข้ามาในโสตประสาทหูของหญิงสาวจนเธอตกใจและแล้วก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงของตัวเองอีกครั้ง พร้อมกับเสียงดัง ปัง เสียงปิดประตูห้องนอนของเธอเอง หญิงสาวพยายามมองไปรอบ ๆ ห้องและแล้วเธอก็รู้สึกแปล๊บขึ้นมา “ฝะ ฝะ ฝันอีกแล้วเหรอ โอ้ย” ความรู้สึกเจ็บที่เท้า เมื่อเปิดผ้าห่มและยกขึ้นมากลับพบว่าฝ่าเท้าของเธอมีพลาสเตอร์ยาลายการ์ตูนแปะอยู่เหมือนในฝันไม่มีผิด “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อันไหนคือความฝัน อันไหนคือความจริง”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD