bc

รักในรอยทราย

book_age18+
1.0K
FOLLOW
5.2K
READ
mafia
scary
like
intro-logo
Blurb

หนูนิด หรือนิศราหญิงสาวชาวไทยที่มีความงามตราตรึงใจ ซากีฟ หนุ่มทะเลทรายที่ครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นความหล่อหรือความรวย เขาตามจีบเธอหวังได้ครอบครองร่างกายที่แสนเย้ายวน แต่เมื่อยิ่งใกล้ยิ่งรู้จักความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป เขาอยากจะได้ทั้งตัวและหัวใจของเธอ เขาใช้ทั้งลูกอ้อนและความจริงใจพิชิตใจเธอจนเธอยอมรับเขาเป็นสามีในทะเบียน

แต่เรื่องมันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่เธอวาดฝันเอาไว้ เมื่อวันหนึ่งสามีขาดการติดต่อนิศราจึงดั้นด้นไปหาเขา และพบว่าเขากำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น

เขาเป็นสามีของเธอตามกฏหมาย...แต่เข้าพิธีแต่งงานยิ่งใหญ่กับผู้หญิงอีกคน แล้วเธอจะต้องตกอยู่ในฐานะอะไร...

"ผมรักคุณ"

เธอยิ้มทั้งน้ำตาเมื่อในหูมีเสียงทุ้มของเขาดังก้องอยู่ตลอดเวลา หากตอนนี้เธอจะถามเขาว่าคำว่ารักที่ผ่านมาเป็นเพียงคำโกหกหรือไม่ก็คงจะสายเกินไปเสียแล้ว

"ฮึก...ฮึก..."

เสียงสะอื้นดังแผ่วๆเมื่อเธอไม่อาจจะอดทนแบกรับความชอกช้ำเอาไว้ได้ ตอนนี้นิศราถูกทรมานทั้งกายและใจจนอยากที่จะตายเสียให้พ้น เท้าเล็กๆที่ย่ำไปบนพื้นทรายเริ่มพุพองเพราะถูกทรายร้อนๆลวก เพราะความร้อนแบบสุดขีดทำให้ร่างกายที่ถูกทรมานมาถึงสามวันเต็มทานทนต่อไปไม่ไหว

"แม่ขอโทษ...ที่...ฮึก...ที่แม่ปกป้องหนูไม่ได้...ฮึก..."

เธอกระซิบเสียงแผ่วเมื่อรู้สึกปวดที่ท้องน้อยเป็นระยะ นิศราเป็นเจ้าของร่างกายและหัวใจที่บอบช้ำเธอจึงรู้ดีว่ากำลังจะหมดแรง

หญิงสาวเดินต่อได้อีกไม่กี่ก้าวก็ก้าวขาต่อไปไม่ออก เมื่อเชือกตึงร่างบางจึงล้มลงบนผืนทรายที่ร้อนจัด ก่อนจะถูกอูฐลากไปอย่างน่าเวทนา

"ร้อนเหลือเกิน...ฮึก...ทรมานเหลือเกิน......"

เธอพร่ำเพ้อเพราะความทรมานอย่างแสนสาหัส ภาพรางเลือนที่เธอพยายามเพ่งมอง คือแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เธอรักสุดหัวใจ เขา...ผู้ที่เคยเป็นสามี และเวลานี้ก็กำลังจะกลายเป็นมัจจุราชคร่าชีวิตของเธอ

chap-preview
Free preview
ต้องตา
ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมชื่อดังกลางมหานครดูไบ บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เนื่องจากมีการจัดแสดงศิลปะของแต่ละประเทศเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม นิศรา ใจอมร หรือ 'หนูนิด' หญิงสาวชาวไทยที่แต่งชุดนาง มโนราห์แบบเต็มยศกำลังยืนบีบมือตัวเองอยู่ที่หลังเวทีเพราะความตื่นเต้น ก็จะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไรในเมื่อตั้งแต่เข้าสู่วงการนางรำ เธอยังไม่เคยที่จะได้แสดงต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้มาก่อน "หนูนิดตื่นเต้นเหรอลูก" ครูเบญจมาศเอ่ยถามอดีตลูกศิษย์ของตัวเองด้วยความเอ็นดู อันที่จริงนิศราเรียนจบนาฏศิลป์ไปแล้วแต่ครูเบญจมาศดึงตัวเธอมาเพราะงานนี้โดยเฉพาะ บวกกับที่นิศรารักในการร่ายรำเธอจึงตกลงอย่างไม่ลังเล เพราะต้องการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมอันงดงามให้เป็นที่รู้จัก "ตื่นเต้นค่ะครู...คนเยอะมากเลย" "อย่าไปกังวลนะลูก...คนเยอะสิดีเราจะได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าศิลปะของเรางดงามแค่ไหน" "ค่ะครู...นิดจะทำให้ดีที่สุดค่ะ" "ดีลูก..." นิศราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนที่จะยกมือขึ้นจับปิ่นปักผมที่ทำจากเงินแท้ประดับพลอยนพเก้า ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่เธอได้รับตกทอดมาจากคุณทวด ถึงแม้มันจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรแต่มันก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดี เพราะทุกครั้งที่เธอขึ้นเวทีเธอมักจะปักปิ่นนี้เพื่อระลึกถึงคุณทวดที่เป็นนางรำเก่าและเป็นเจ้าของปิ่น "อันนี้คืออะไรคะคุณทวดสวยจัง" เด็กหญิงนิศราชี้ไปที่ปิ่นปักผมที่ประดับอยู่ที่มวยผมของคุณทวดอย่างชื่นชม "เขาเรียกว่าปิ่นลูก...เมื่อตอนสาวๆทวดเป็นนางรำด้วยนะ ปิ่นอันนี้คุณตาทวดสั่งทำมาเป็นของแทนใจให้ทวดจ้ะ" "เหรอคะ...สวยมากๆเลยหนูนิดอยากได้บ้าง" "ได้สิลูก...แต่หนูต้องสัญญาว่าจะเก็บรักษาอย่างดี" "หนูสัญญาค่ะ" หญิงชราขมวดผมให้กับเหลนตัวน้อยแล้วดึงเอาปิ่นเงินออกจากมวยผมของตัวเองเพื่อปักให้เหลนช่างอ้อน พอทุกอย่างเสร็จสิ้นเด็กหญิงก็มองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มไม่หยุด "เข้ากับหนูมากเลยลูก" "สวยจังค่ะ หนูสัญญาจะเก็บไว้อย่างดีเลย" นิศราน้ำตาซึมเมื่อนึกถึงความอบอุ่นใจดีของคุณทวดที่จากไปแล้ว และเพราะปิ่นอันนี้เองจึงทำให้เธอเลือกเรียนสายนาฏศิลป์ เธอรู้สึกรักและชื่นชอบในการร่ายรำเป็นพิเศษ และทุกครั้งที่เธอแสดงเธอก็จะปักปิ่นของคุณทวดเสมอ "มาจ้ะ...ถึงคิวแล้ว!" ครูเบญจมาศร้องบอกอย่างตื่นเต้นทำให้นักแสดงชุดมโนราห์รีบเดินเข้ามารวมตัวกัน "แสดงให้เต็มที่เลยนะพวกเรา!" "ค่ะครู!" ทุกคนรับคำพร้อมเพรียงแล้วจึงยืนเรียงแถวตามคิวที่จะต้องออกแสดง นิศราในฐานะตัวเอกอย่างนางมโนราห์ย่อมรู้สึกตื่นเต้นกว่าใคร แต่ก็พยายามที่จะระงับความตื่นเต้นนั้นเอาไว้เพราะกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีพอ ซากีฟนั่งไขว่ห้างแล้วมองไปบนเวทีด้วยดวงตาเรียบเฉย เขามางานนี้เพราะเกรงใจคนจัดงานที่เชิญแล้วเชิญอีก แต่ตอนนี้เขากำลังรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะความเกรงใจทำให้เขาต้องมาติดแหง็กอยู่กับอะไรที่น่าเบื่อ ด้วยความที่เป็นคนชอบท่องเที่ยวทำให้เขาได้เห็นการแสดงพวกนี้มาจนชินตา จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือประทับใจอย่างที่ควรจะเป็น "ท่านซากีฟจะไปไหนเสียล่ะ!" ท่านบาซามเจ้าของงานรีบทักขึ้นเมื่อชายหนุ่มขยับตัว อันที่จริงบาซามอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาของชายหนุ่ม แต่สรรพนามเรียกขานว่าท่านนั้นก็เพราะให้เกียรติอีกฝ่าย "ผมว่าผมจะขอตัวกลับก่อน พอดีนึกได้ว่ามีบางอย่างต้องไปจัดการ" "โอ...น่าเสียดาย โชว์ชุดต่อไปมาจากประเทศไทยเป็นชุดที่ผมตั้งใจจะชวนให้คุณมาดู" "อ้อ...ครับ งั้นผมจะดูชุดนี้ก่อนแล้วค่อยกลับแล้วกัน" ซากีฟตอบรับเพราะรู้สึกเกรงใจทำให้ท่านบาซามยิ้มกว้างด้วยความยินดี "ดีๆ..." ชายหนุ่มทอดตามองไปบนเวทีแล้วรู้สึกคล้ายโลกหยุดหมุนเมื่อสบตากับนางรำหน้าหวานเข้า เขารู้สึกราวกับถูกเธอร่ายเวทมนตร์สะกดให้นิ่งงัน ซากีฟมองร่างอ้อนแอ้นที่เยื้องย่างไปมาอย่างอ่อนช้อยโดยไม่ละสายตา ทุกท่วงท่าของเธอละเมียดละไมเสียจนชายหนุ่มใจสั่น และที่มากกว่านั้นคือเขารู้สึกปรารถนาจะครอบครองความงดงามของเธอ "งดงามมากเลยใช่มั้ยล่ะท่านซากีฟ..." "งดงาม...งดงามมาก" ซากีฟตอบรับทั้งๆที่ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของนางมโนราห์ผู้ที่งดงามเสียจนตรึงสายตาของเขาไม่ให้มองไปที่อื่น ถึงแม้การแสดงชุดที่โชว์อยู่จะมีนักแสดงหลายคน แต่ซากีฟกลับต้องไปที่นางรำเพียงนางเดียวจนการแสดงจบลง เสียงปรบมือที่ดังสนั่นเรียกสติของชายหนุ่มให้กลับมา เขาส่งยิ้มให้กับท่านบาซามแล้วจึงเอ่ยขอตัว "ผมประทับใจมาก...วันนี้ขอตัวก่อนครับ" "ขอบคุณที่มาเป็นเกียรติ" ซากีฟค้อมศีรษะแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้น หากแต่เขาไม่ได้กลับบ้านหรือไปธุระอย่างที่บอกกับบาซาม เพราะชายหนุ่มเดินไปที่หลังเวทีเพื่อพบหน้านางมโนราห์ใกล้ๆ นิศรายืนมองตัวเองจากเงาสะท้อนในกระจก เธอยิ้มกว้างให้กับตัวเองเพราะปลาบปลื้มที่การแสดงของเธอจบลงอย่างงดงาม เสียงปรบมือจากผู้ที่ได้รับชมยังคงดังก้องอยู่ในหูของเธอ มันทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจจนน้ำตาคลอ "เก่งมากหนูนิด...เธอเก่งมาก" เธอกระซิบบอกตัวเองแล้วเดินออกจากห้องน้ำ เพราะความตื่นเต้นที่มีมากมายทำให้เธอรีบวิ่งมายังห้องน้ำทันทีที่การแสดงจบลง "อุ้ย!" หญิงสาวอุทานเบาๆเมื่อชนเข้ากับแผงอกกว้างของผู้ชายคนหนึ่ง เธอจึงรีบถอยหลังแล้วกล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว "ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ" "ไม่เป็นไร" เสียงเข้มที่ตอบมาฟังดูนุ่มทุ้มและน่ากลัวในเวลาเดียวกันแต่หญิงสาวก็พยายามที่จะไม่ใส่ใจ เธอส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาแบบเถื่อนๆในชุดประจำชาติของชาวอาหรับแล้วทำท่าจะเดินจากไป "เดี๋ยวสิ...ขอเวลาสักหน่อย" เท้าเล็กที่กำลังก้าวเดินชะงักอยู่กับที่แล้วมองเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม "มีอะไรหรือเปล่าคะ..." ซากีฟกวาดตามองร่างบางในชุดนางมโนราห์ด้วยความชื่นชมไม่ปิดบัง เมื่อมายืนใกล้ๆแบบนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าหุ่นของเธออ้อนแอ้นเพียงใด เธอสูงไม่ถึงปลายคางเขาด้วยซ้ำแต่เขากลับมองว่าร่างเล็กนั้นดูเย้ายวนอย่างประหลาด เอวเล็กที่เห็นอยู่รำไรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคอแห้งขึ้นมากระทันหัน "คุณคะ...มีอะไรหรือเปล่าคะ" นิศราเอ่ยถามอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่มองจ้องเธอ ซ้ำสายตาที่มองมานั้นยังดูคล้ายกับจะกลืนกินเธอ จนหญิงสาวใจเต้นเพราะความกลัว "ผมชอบ..." หญิงสาวแทบลืมหายใจเมื่อเขาเว้นจังหวะการพูด ก็ใครบ้างล่ะที่จะไม่ใจสั่นถ้าเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับเธอ "...ชุดของคุณ" ฟู่!! เธอถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเขาพูดจบประโยค แล้วจึงส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง "ค่ะ" "มันงดงามมาก...เหมาะกับคุณ" "ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ อันที่จริงชุดประจำชาติของประเทศไทยมีสวยๆอีกเยอะค่ะ" "ที่คุณใส่คือชุดอะไร..." "กินรีค่ะ กินรีคือครึ่งคนครึ่งนกเป็นวรรณคดีไทย ฉันแสดงเป็นนางเอกค่ะชื่อนางมโนราห์" ซากีฟจับจ้องกลีบปากอิ่มที่แย้มยิ้มและช่างเจรจาของเธอไม่วางตา ถึงแม้วัยสามสิบสามของเขาจะผ่านสตรีมามากมาย แต่ก็ไม่เคยมีรอยยิ้มของผู้หญิงคนไหนสะกดสายตาเขาได้อย่างเธอ "อันนี้อะไร..." ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่มือใหญ่ยื่นไปดึงปิ่นปักผมสุดรักสุดหวงของเธอมาถือเอาไว้ สร้างความตกใจและไม่พอใจให้กับนิศราในเวลาเดียวกัน แต่เธอก็พยายามข่มใจเพราะไม่ต้องการแสดงกิริยาก้าวร้าวออกไป "อันนั้นเรียกว่าปิ่นค่ะมีไว้ประดับผม ขอคืนด้วยค่ะฉันต้องไปแล้ว" ถึงแม้ว่าเธอจะสงวนท่าทีโกรธเคืองเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบสนิท แต่ซากีฟก็ยังเห็นความไม่พอใจเล็กๆในดวงตาของเธอ และแทนที่เขาจะรีบคืนปิ่นให้กับเธอเขากลับนำมือที่ถือปิ่นไขว้ไปข้างหลัง "หากเธออยากได้คืนพรุ่งนี้เก้าโมงตรงเจอกันที่ลอบบี้ของโรงแรม" "นี่คุณคะ!" เขาไม่รอฟังว่าเธอจะตอบรับหรือปฏิเสธเพราะทันทีที่พูดจบชายหนุ่มก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่นิศราก็ไม่ยอมง่ายๆเพราะเธอซอยเท้าตามเขาไปติดๆ จนเขาเข้าไปในส่วนของแขกที่มาร่วมงานเธอจึงถูกกันออกมาจากการ์ด "เข้าไม่ได้นะครับตรงนี้โซนวีไอพี ส่วนของนักแสดงอยู่ทางด้านโน้นครับ" "แต่ผู้ชายคนที่เข้าไปเมื่อกี้เขาขโมยของฉันไปค่ะฉันต้องไปเอาคืน" การ์ดผู้ชายที่ใส่สูทดำเลิกคิ้วแล้วทำหน้าคล้ายกับกำลังขบขัน "คุณรู้หรือเปล่าครับว่าคนที่จะเข้ามาในส่วนนี้ได้ต้องระดับไหน เรื่องขโมยของน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ" นิศรารู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมากที่การ์ดทำราวกับว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งๆที่ตั้งใจมาเผยแพร่วัฒนธรรมและรอยยิ้มจริงใจของชาวไทย กลับอดไม่ไหวที่จะแสดงใบหน้าบูดบึ้งเพราะคนนิสัยเสีย "ทุกที่เลยสินะที่คิดว่าคนรวยไม่มีวันทำผิด" เธอค่อนขอดกับตัวเองเบาๆแล้วเดินออกจากตรงนั้นด้วยกิริยาที่บอกชัดถึงความไม่พอใจ ... ซากีฟนอนลืมตาอยู่ภายในห้องนอนของตัวเองที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟ เขากำลังจ้องมองปิ่นปักผมที่ช่วงชิงมาจากหญิงสาวที่เขาต้องตา "พรุ่งนี้เธอจะมาหรือเปล่าแม่กระต่ายน้อย..." เขาพึมพำในขณะที่ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าหวานละมุนที่ประดับด้วยรอยยิ้ม ซากีฟรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อในใจคาดเดาว่าเธอจะมาตามนัดหรือไม่ เขาภาวนาให้ปิ่นนี้สำคัญพอที่เธอจะมาพบเขา เพราะเขาอยากที่จะพบหน้าและพูดคุยกับเธออีกสักครั้ง อาการของชายหนุ่มในตอนนี้คืออาการของคนตกหลุมรัก และเขาก็ผ่านโลกมาไม่น้อยจึงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบชั่วครู่ชั่วยามอย่างที่เคยเป็นหรือไม่ เพราะคำว่าตกหลุมรักสำหรับเขาคือการอยากครอบครองผู้หญิงคนหนึ่ง เขาคลั่งไคล้และปรารถนาเพียงเธอในช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น การตกหลุมรักในนิยามของเขาไม่ใช่การฝันถึงอนาคตที่ได้ครองคู่กันแต่อย่างใด ในขณะที่ซากีฟนอนคิดถึงใบหน้าหวานของเธอหญิงสาวเองก็ไม่ต่างกัน เพราะนิศราเองก็กำลังคิดถึงชายหนุ่มที่ทำตัวไร้มารยาทกับเธอ หญิงสาวรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากในสิ่งที่เขาทำ เธอเฝ้าแต่ภาวนาให้เขามาตามนัดเพราะอยากจะได้ปิ่นปักผมคืน "เป็นอะไรเหรอหนูนิดพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับเหรอ" เพื่อนร่วมห้องเอ่ยถามเมื่อนิศรานอนพลิกไปพลิกมาทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเข้าครึ่งคืนแล้ว "เราขอโทษนะฐิสาพอดีนอนไม่ค่อยหลับน่ะ" "ตื่นเต้นไม่หายหรือไง" "ก็...นิดหน่อยจ้ะ" "จบงานที่นี่เราได้พักสามวันนะก่อนกลับไทย นอนเถอะพรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวให้สบายใจ ไปแบบไม่ต้องมีไกด์นำอยากไปไหนก็ไปสนุกแน่ๆ" "จ้ะ" "หนูนิดคิดว่าจะไปเที่ยวไหนบ้างวางแผนให้ตัวเองหรือยัง" "เอ่อ...เรายังไม่ได้คิดเลยจ้ะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยถามคนแถวนี้เอาว่ามีอะไรน่าเที่ยว" "อ้อ...แต่ถ้าไม่รู้จะไปไหนไปกับเราสองคนก็ได้นะ" "ขอบใจจ้ะ" หญิงสาวกล่าวขอบคุณเพื่อนทั้งๆที่ในหัวไม่ได้มีเรื่องการเที่ยวอยู่เลย เพราะเธอกำลังกังวลว่าจะได้ของคืนหรือไม่ นิศรานอนคิดอยู่นานนับชั่วโมงสุดท้ายก็หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย …….. ร่างเล็กในชุดแม็กซี่เดรสลายดอกไม้สีชมพูหวานผุดลุกผุดนั่งอยู่ที่ลอบบี้ของโรงแรม ดวงตาเธอก็เอาแต่จับจ้องนาฬิกาแบบใจจดใจจ่อ ด้วยความร้อนใจทำให้นิศราลงมารอเขาก่อนเวลาถึงสิบห้านาที ซากีฟมองหญิงสาวที่เขาอยากจะเห็นหน้ามาทั้งคืนแล้วยกยิ้มมุมปาก เขารู้สึกดีใจที่เห็นเธอมาตามนัดแม้ว่าเธอจะมาเพราะอยากได้ของคืนก็ตาม ชายหนุ่มลอบมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ไร้เครื่องสำอางฉาบเอาไว้ แล้วนึกชื่นชมในใจว่าเธอดูสวยยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก เพราะหน้าตาที่ไร้สีสันแต่งแต้มยามนี้ดูอ่อนเยาว์และหวานละมุนเหลือเกินในความคิดของเขา "สวัสดี..." "คุณ!" "ผมซากีฟ" "ค่ะ คุณซากีฟช่วยคืนของที่คุณเอาไปให้ฉันด้วยค่ะ" ถึงแม้จะหงุดหงิดไม่ชอบใจแต่เธอก็ยังคงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับของเธอ "อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยเชิญนั่งก่อนเถอะผมอยากคุยกับคุณสักครู่" หญิงสาวกวาดตามองไปรอบบริเวณด้วยความหวาดระแวงจนชายหนุ่มต้องพูดให้เธอคลายกังวล "ที่นี่คนพลุกพล่านผมไม่ทำอะไรคุณหรอก แค่อยากจะพูดด้วยเท่านั้น ในที่สุดนิศราก็ยอมนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มที่บุกำมะหยี่สีเลือดนก แล้วเอ่ยถามเขาทันทีอย่างไม่ต้องการเสียเวลา "คุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ" "เปล่า...ผมแค่อยากพูดคุยด้วย ผมชอบคุณ" ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจู่ๆเขาก็พูดออกมาว่าชอบเธอ ทั้งๆที่เขาเป็นคนแปลกหน้าและทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่พอเขาบอกว่าชอบหัวใจของเธอมันกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ "ชอบ...ชอบฉันเหรอ" ซากีฟมองใบหน้าที่แดงจัดของเธอแล้วนึกมันเขี้ยวอยู่ในใจ เขาอยากที่จะดึงเธอมากอดแล้วหอมแก้มอิ่มนั้นแรงๆแต่ก็ทำได้เพียงกลืนน้ำลายเท่านั้น "ใช่...ผมชอบคุณ อยากทำความรู้จักกับคุณได้หรือเปล่า" นิศรากระพริบตาถี่ๆจนขนตางอนกระพือขึ้นลงอย่างน่ามอง พอตั้งสติได้จึงพูดกับเขาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ "คือ...อยากทำความรู้จักกับฉันน่ะได้ค่ะ เป็นเพื่อนกันได้" "แต่ผมไม่อยากเป็นเพื่อน ผมอยากเป็นอะไรที่มากกว่านั้น" คราวนี้ใบหน้าหวานแดงจัดจนลามถึงใบหู ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเจอผู้ชายที่บอกว่าชอบพอ แต่ทุกครั้งมันแตกต่างเพราะที่ผ่านมาเธอรับมือได้และปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แตกต่างจากครั้งนี้ที่เธอรู้สึกใจสั่นไปกับคำพูดของเขา 'หรือเธอควรเปิดใจกับเขา' เพราะซากีฟทำให้เธอรู้สึกแตกต่างจากผู้ชายที่เคยเข้ามาจีบ เธอจึงเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ "อะ...เอ่อ...ฉัน..." "คุณไม่ต้องตอบรับก็ได้หากว่าคุณเขินที่จะพูดมัน เอาเป็นว่าคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมก็ถามมาได้เลย" ในใจของนิศราเต้นระทึกเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนในสมองก็วุ่นวนอยู่กับความคิดว่าเธอควรที่จะตอบรับหรือปฏิเสธเขาดี "น้ำได้แล้วค่ะ" ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไรพนักงานสาวของโรงแรมก็เดินเข้ามาเสิร์ฟน้ำพอดี จึงทำให้นิศราได้ยืดเวลาในการตัดสินใจออกไปอีกหน่อย "น้ำนี่ผมสั่งให้คุณแต่เข้าใจว่าคุณคงจะมีความกังวล ผมเลยขออนุญาตแสดงความจริงใจ" ซากีฟดึงหลอดที่ปักอยู่ในแก้วของตัวเองมาปักที่แก้วของเธอแล้วดูดน้ำปั่นสีสวยจนพร่องไป ก่อนที่เขาจะดึงหลอดไปปักไว้ที่แก้วของตัวเองตามเดิม "ทำแบบนี้คุณจะได้กล้าดื่มน้ำของผม" "เอ่อ...ค่ะ" นิศราตอบรับราวกับกำลังละเมอเพราะเธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรที่มากกว่านั้น "เอาล่ะ...คุณอยากทำความรู้จักกับผมมั้ย อยากถามอะไรหรือเปล่า" "คุณชื่ออะไรคะ...ทำงานอะไร" พอเธอถามถึงเรื่องงานคะแนนนิยมในใจของชายหนุ่มก็ตกวูบ เพราะเขาคิดว่าเธอคงจะเป็นจำพวกผู้หญิงหน้าเงินที่ถามเรื่องรายได้ก่อนเรื่องอื่น แต่เขาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่เพราะสิ่งที่เขาปรารถนาคือร่างกายของเธอ "ผมชื่อซากีฟ อาบีดีล ทำงานเป็น...คนเลี้ยงอูฐ" "ฮะ! เลี้ยงอูฐ!" เธออุทานเสียงดังจนซากีฟคิดว่าเธอคงจะรังเกียจอาชีพที่ต้อยต่ำเช่นนั้น ที่เขาบอกอย่างนั้นก็เพราะอยากจะดูท่าทีของเธอและเขาก็ได้เห็นว่าเธอมีสีหน้าตกใจจริงๆ 'คนเลี้ยงอูฐหล่อขนาดนี้ เจ้าของอูฐจะหล่อขนาดไหนเนี่ย!' เธออุทานในใจและการที่เธอเงียบทำให้ชายหนุ่มยิ่งเข้าใจผิด "คุณคงตกใจและรังเกียจอาชีพคนเลี้ยงอูฐที่ต่ำต้อย แต่วางใจเถอะผมแค่..." "เปล่านะคะ!" คำว่า 'ล้อเล่น' ยังไม่ทันได้พูดออกมานิศราก็แทรกขึ้นเสียก่อน "คุณอย่าพูดแบบนั้นสิคะดูฉันแย่ไปเลย ฉันไม่มีความคิดแบบนั้นหรอกค่ะ สำหรับฉันแล้วทุกอาชีพมีเกียรติมีความสำคัญทั้งนั้น" คราวนี้กลับเป็นซากีฟบ้างที่ต้องอึ้ง เพราะนอกจากเธอจะไม่ได้แสดงความรังเกียจแล้วยังพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม "เอ้ะ! แต่เมื่อคืนคุณเข้าไปในโซนวีไอพี การ์ดบอกกับฉันว่า..." "ผมเข้าไปกับเจ้านายน่ะครับ" เขารีบแก้ตัวเพราะเริ่มรู้สึกสนุกที่เธอเข้าใจผิด "อ้อ...ค่ะ ฉันชื่อหนูนิดนะคะเป็นคนไทยมาแสดงที่นี่เผยแพร่วัฒนธรรมค่ะ" "คุณเก่งมาก...สวยมาก" "ค่ะ ขอบคุณ" "คุณจะกลับเมื่อไหร่" "ยังหรอกค่ะอีกสามวัน ตอนนี้เขาปล่อยให้พักผ่อนตามสบาย" "งั้น...คุณไปเที่ยวกับผมได้มั้ย ผมดูแลคุณเอง" หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่หยุดคิดเพราะเธอไม่ได้รู้จักเขาพอที่จะไปไหนมาไหนด้วย "คุณคงคิดว่าคนเลี้ยงอูฐอย่างผมไม่มีปัญญาเลี้ยงคุณสินะ" "ไม่ใช่นะคะ! ไม่ใช่! แต่...เอ่อ...ฉันยังไม่รู้จักคุณดีพอที่จะทำอย่างนั้น" "ผมดูน่ากลัวงั้นเหรอ...หรือดูจนไม่น่าคบ" พอเขาทำเสียงสลดหน้าเศร้าเธอก็เริ่มที่จะลำบากใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่สีหน้าผิดหวังของเขาทำให้เธอรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก "ไปก็ได้ค่ะ...แต่ไปใกล้ๆแถวนี้ได้มั้ยคะ ฉันเห็นตลาดขายของที่ระลึกว่าจะเดินไปดูสักหน่อย" "ได้สิ...ผมจะเดินไปเป็นเพื่อนคุณ" ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเธอยอมตอบรับไมตรีของเขา ทั้งๆที่อยากเพียงครอบครองร่างอ้อนแอ้นของเธอ แต่เขากลับรู้สึกดีใจที่เธอยอมเดินด้วย หากเป็นปกติเวลาที่ถูกตาต้องใจใครเขาก็จะใช้เงินดึงดูดพวกเธอ แต่กับนิศราเขารู้สึกได้ว่าเงินใช้กับเธอไม่ได้ผล วันนี้จึงเป็นวันที่เขาพูดกับผู้หญิงที่อยากได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

หัวใจซ่อนรัก(เฮียเดย์)

read
48.6K
bc

หัวใจที่โหยหา

read
1.1K
bc

กลับมาเกิดเป็นฮูหยินวิปลาส

read
3.5K
bc

ร่านรัก จักรพรรดินี

read
2.0K
bc

วิศวะร้ายปกป้องยัยตัวเล็ก

read
1.7K
bc

เมื่อฉันแอบรักซุปตาร์นายเอกซีรีส์วาย

read
18.8K
bc

ทะลุมิติสยบสามีจอมเย็นชา

read
3.0K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook