ต้องตา

3489 Words
ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมชื่อดังกลางมหานครดูไบ บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เนื่องจากมีการจัดแสดงศิลปะของแต่ละประเทศเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม นิศรา ใจอมร หรือ 'หนูนิด' หญิงสาวชาวไทยที่แต่งชุดนาง มโนราห์แบบเต็มยศกำลังยืนบีบมือตัวเองอยู่ที่หลังเวทีเพราะความตื่นเต้น ก็จะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไรในเมื่อตั้งแต่เข้าสู่วงการนางรำ เธอยังไม่เคยที่จะได้แสดงต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้มาก่อน "หนูนิดตื่นเต้นเหรอลูก" ครูเบญจมาศเอ่ยถามอดีตลูกศิษย์ของตัวเองด้วยความเอ็นดู อันที่จริงนิศราเรียนจบนาฏศิลป์ไปแล้วแต่ครูเบญจมาศดึงตัวเธอมาเพราะงานนี้โดยเฉพาะ บวกกับที่นิศรารักในการร่ายรำเธอจึงตกลงอย่างไม่ลังเล เพราะต้องการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมอันงดงามให้เป็นที่รู้จัก "ตื่นเต้นค่ะครู...คนเยอะมากเลย" "อย่าไปกังวลนะลูก...คนเยอะสิดีเราจะได้ทำให้พวกเขาเห็นว่าศิลปะของเรางดงามแค่ไหน" "ค่ะครู...นิดจะทำให้ดีที่สุดค่ะ" "ดีลูก..." นิศราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนที่จะยกมือขึ้นจับปิ่นปักผมที่ทำจากเงินแท้ประดับพลอยนพเก้า ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่เธอได้รับตกทอดมาจากคุณทวด ถึงแม้มันจะไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรแต่มันก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างดี เพราะทุกครั้งที่เธอขึ้นเวทีเธอมักจะปักปิ่นนี้เพื่อระลึกถึงคุณทวดที่เป็นนางรำเก่าและเป็นเจ้าของปิ่น "อันนี้คืออะไรคะคุณทวดสวยจัง" เด็กหญิงนิศราชี้ไปที่ปิ่นปักผมที่ประดับอยู่ที่มวยผมของคุณทวดอย่างชื่นชม "เขาเรียกว่าปิ่นลูก...เมื่อตอนสาวๆทวดเป็นนางรำด้วยนะ ปิ่นอันนี้คุณตาทวดสั่งทำมาเป็นของแทนใจให้ทวดจ้ะ" "เหรอคะ...สวยมากๆเลยหนูนิดอยากได้บ้าง" "ได้สิลูก...แต่หนูต้องสัญญาว่าจะเก็บรักษาอย่างดี" "หนูสัญญาค่ะ" หญิงชราขมวดผมให้กับเหลนตัวน้อยแล้วดึงเอาปิ่นเงินออกจากมวยผมของตัวเองเพื่อปักให้เหลนช่างอ้อน พอทุกอย่างเสร็จสิ้นเด็กหญิงก็มองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มไม่หยุด "เข้ากับหนูมากเลยลูก" "สวยจังค่ะ หนูสัญญาจะเก็บไว้อย่างดีเลย" นิศราน้ำตาซึมเมื่อนึกถึงความอบอุ่นใจดีของคุณทวดที่จากไปแล้ว และเพราะปิ่นอันนี้เองจึงทำให้เธอเลือกเรียนสายนาฏศิลป์ เธอรู้สึกรักและชื่นชอบในการร่ายรำเป็นพิเศษ และทุกครั้งที่เธอแสดงเธอก็จะปักปิ่นของคุณทวดเสมอ "มาจ้ะ...ถึงคิวแล้ว!" ครูเบญจมาศร้องบอกอย่างตื่นเต้นทำให้นักแสดงชุดมโนราห์รีบเดินเข้ามารวมตัวกัน "แสดงให้เต็มที่เลยนะพวกเรา!" "ค่ะครู!" ทุกคนรับคำพร้อมเพรียงแล้วจึงยืนเรียงแถวตามคิวที่จะต้องออกแสดง นิศราในฐานะตัวเอกอย่างนางมโนราห์ย่อมรู้สึกตื่นเต้นกว่าใคร แต่ก็พยายามที่จะระงับความตื่นเต้นนั้นเอาไว้เพราะกลัวว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีพอ ซากีฟนั่งไขว่ห้างแล้วมองไปบนเวทีด้วยดวงตาเรียบเฉย เขามางานนี้เพราะเกรงใจคนจัดงานที่เชิญแล้วเชิญอีก แต่ตอนนี้เขากำลังรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะความเกรงใจทำให้เขาต้องมาติดแหง็กอยู่กับอะไรที่น่าเบื่อ ด้วยความที่เป็นคนชอบท่องเที่ยวทำให้เขาได้เห็นการแสดงพวกนี้มาจนชินตา จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือประทับใจอย่างที่ควรจะเป็น "ท่านซากีฟจะไปไหนเสียล่ะ!" ท่านบาซามเจ้าของงานรีบทักขึ้นเมื่อชายหนุ่มขยับตัว อันที่จริงบาซามอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาของชายหนุ่ม แต่สรรพนามเรียกขานว่าท่านนั้นก็เพราะให้เกียรติอีกฝ่าย "ผมว่าผมจะขอตัวกลับก่อน พอดีนึกได้ว่ามีบางอย่างต้องไปจัดการ" "โอ...น่าเสียดาย โชว์ชุดต่อไปมาจากประเทศไทยเป็นชุดที่ผมตั้งใจจะชวนให้คุณมาดู" "อ้อ...ครับ งั้นผมจะดูชุดนี้ก่อนแล้วค่อยกลับแล้วกัน" ซากีฟตอบรับเพราะรู้สึกเกรงใจทำให้ท่านบาซามยิ้มกว้างด้วยความยินดี "ดีๆ..." ชายหนุ่มทอดตามองไปบนเวทีแล้วรู้สึกคล้ายโลกหยุดหมุนเมื่อสบตากับนางรำหน้าหวานเข้า เขารู้สึกราวกับถูกเธอร่ายเวทมนตร์สะกดให้นิ่งงัน ซากีฟมองร่างอ้อนแอ้นที่เยื้องย่างไปมาอย่างอ่อนช้อยโดยไม่ละสายตา ทุกท่วงท่าของเธอละเมียดละไมเสียจนชายหนุ่มใจสั่น และที่มากกว่านั้นคือเขารู้สึกปรารถนาจะครอบครองความงดงามของเธอ "งดงามมากเลยใช่มั้ยล่ะท่านซากีฟ..." "งดงาม...งดงามมาก" ซากีฟตอบรับทั้งๆที่ดวงตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของนางมโนราห์ผู้ที่งดงามเสียจนตรึงสายตาของเขาไม่ให้มองไปที่อื่น ถึงแม้การแสดงชุดที่โชว์อยู่จะมีนักแสดงหลายคน แต่ซากีฟกลับต้องไปที่นางรำเพียงนางเดียวจนการแสดงจบลง เสียงปรบมือที่ดังสนั่นเรียกสติของชายหนุ่มให้กลับมา เขาส่งยิ้มให้กับท่านบาซามแล้วจึงเอ่ยขอตัว "ผมประทับใจมาก...วันนี้ขอตัวก่อนครับ" "ขอบคุณที่มาเป็นเกียรติ" ซากีฟค้อมศีรษะแล้วรีบเดินออกจากตรงนั้น หากแต่เขาไม่ได้กลับบ้านหรือไปธุระอย่างที่บอกกับบาซาม เพราะชายหนุ่มเดินไปที่หลังเวทีเพื่อพบหน้านางมโนราห์ใกล้ๆ นิศรายืนมองตัวเองจากเงาสะท้อนในกระจก เธอยิ้มกว้างให้กับตัวเองเพราะปลาบปลื้มที่การแสดงของเธอจบลงอย่างงดงาม เสียงปรบมือจากผู้ที่ได้รับชมยังคงดังก้องอยู่ในหูของเธอ มันทำให้เธอรู้สึกภาคภูมิใจจนน้ำตาคลอ "เก่งมากหนูนิด...เธอเก่งมาก" เธอกระซิบบอกตัวเองแล้วเดินออกจากห้องน้ำ เพราะความตื่นเต้นที่มีมากมายทำให้เธอรีบวิ่งมายังห้องน้ำทันทีที่การแสดงจบลง "อุ้ย!" หญิงสาวอุทานเบาๆเมื่อชนเข้ากับแผงอกกว้างของผู้ชายคนหนึ่ง เธอจึงรีบถอยหลังแล้วกล่าวขอโทษอย่างรวดเร็ว "ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ" "ไม่เป็นไร" เสียงเข้มที่ตอบมาฟังดูนุ่มทุ้มและน่ากลัวในเวลาเดียวกันแต่หญิงสาวก็พยายามที่จะไม่ใส่ใจ เธอส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาแบบเถื่อนๆในชุดประจำชาติของชาวอาหรับแล้วทำท่าจะเดินจากไป "เดี๋ยวสิ...ขอเวลาสักหน่อย" เท้าเล็กที่กำลังก้าวเดินชะงักอยู่กับที่แล้วมองเขาด้วยสายตาเป็นคำถาม "มีอะไรหรือเปล่าคะ..." ซากีฟกวาดตามองร่างบางในชุดนางมโนราห์ด้วยความชื่นชมไม่ปิดบัง เมื่อมายืนใกล้ๆแบบนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าหุ่นของเธออ้อนแอ้นเพียงใด เธอสูงไม่ถึงปลายคางเขาด้วยซ้ำแต่เขากลับมองว่าร่างเล็กนั้นดูเย้ายวนอย่างประหลาด เอวเล็กที่เห็นอยู่รำไรทำให้ชายหนุ่มรู้สึกคอแห้งขึ้นมากระทันหัน "คุณคะ...มีอะไรหรือเปล่าคะ" นิศราเอ่ยถามอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่มองจ้องเธอ ซ้ำสายตาที่มองมานั้นยังดูคล้ายกับจะกลืนกินเธอ จนหญิงสาวใจเต้นเพราะความกลัว "ผมชอบ..." หญิงสาวแทบลืมหายใจเมื่อเขาเว้นจังหวะการพูด ก็ใครบ้างล่ะที่จะไม่ใจสั่นถ้าเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับเธอ "...ชุดของคุณ" ฟู่!! เธอถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเขาพูดจบประโยค แล้วจึงส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง "ค่ะ" "มันงดงามมาก...เหมาะกับคุณ" "ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ อันที่จริงชุดประจำชาติของประเทศไทยมีสวยๆอีกเยอะค่ะ" "ที่คุณใส่คือชุดอะไร..." "กินรีค่ะ กินรีคือครึ่งคนครึ่งนกเป็นวรรณคดีไทย ฉันแสดงเป็นนางเอกค่ะชื่อนางมโนราห์" ซากีฟจับจ้องกลีบปากอิ่มที่แย้มยิ้มและช่างเจรจาของเธอไม่วางตา ถึงแม้วัยสามสิบสามของเขาจะผ่านสตรีมามากมาย แต่ก็ไม่เคยมีรอยยิ้มของผู้หญิงคนไหนสะกดสายตาเขาได้อย่างเธอ "อันนี้อะไร..." ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่มือใหญ่ยื่นไปดึงปิ่นปักผมสุดรักสุดหวงของเธอมาถือเอาไว้ สร้างความตกใจและไม่พอใจให้กับนิศราในเวลาเดียวกัน แต่เธอก็พยายามข่มใจเพราะไม่ต้องการแสดงกิริยาก้าวร้าวออกไป "อันนั้นเรียกว่าปิ่นค่ะมีไว้ประดับผม ขอคืนด้วยค่ะฉันต้องไปแล้ว" ถึงแม้ว่าเธอจะสงวนท่าทีโกรธเคืองเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบสนิท แต่ซากีฟก็ยังเห็นความไม่พอใจเล็กๆในดวงตาของเธอ และแทนที่เขาจะรีบคืนปิ่นให้กับเธอเขากลับนำมือที่ถือปิ่นไขว้ไปข้างหลัง "หากเธออยากได้คืนพรุ่งนี้เก้าโมงตรงเจอกันที่ลอบบี้ของโรงแรม" "นี่คุณคะ!" เขาไม่รอฟังว่าเธอจะตอบรับหรือปฏิเสธเพราะทันทีที่พูดจบชายหนุ่มก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่นิศราก็ไม่ยอมง่ายๆเพราะเธอซอยเท้าตามเขาไปติดๆ จนเขาเข้าไปในส่วนของแขกที่มาร่วมงานเธอจึงถูกกันออกมาจากการ์ด "เข้าไม่ได้นะครับตรงนี้โซนวีไอพี ส่วนของนักแสดงอยู่ทางด้านโน้นครับ" "แต่ผู้ชายคนที่เข้าไปเมื่อกี้เขาขโมยของฉันไปค่ะฉันต้องไปเอาคืน" การ์ดผู้ชายที่ใส่สูทดำเลิกคิ้วแล้วทำหน้าคล้ายกับกำลังขบขัน "คุณรู้หรือเปล่าครับว่าคนที่จะเข้ามาในส่วนนี้ได้ต้องระดับไหน เรื่องขโมยของน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ" นิศรารู้สึกหงุดหงิดและไม่พอใจเป็นอย่างมากที่การ์ดทำราวกับว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งๆที่ตั้งใจมาเผยแพร่วัฒนธรรมและรอยยิ้มจริงใจของชาวไทย กลับอดไม่ไหวที่จะแสดงใบหน้าบูดบึ้งเพราะคนนิสัยเสีย "ทุกที่เลยสินะที่คิดว่าคนรวยไม่มีวันทำผิด" เธอค่อนขอดกับตัวเองเบาๆแล้วเดินออกจากตรงนั้นด้วยกิริยาที่บอกชัดถึงความไม่พอใจ ... ซากีฟนอนลืมตาอยู่ภายในห้องนอนของตัวเองที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟ เขากำลังจ้องมองปิ่นปักผมที่ช่วงชิงมาจากหญิงสาวที่เขาต้องตา "พรุ่งนี้เธอจะมาหรือเปล่าแม่กระต่ายน้อย..." เขาพึมพำในขณะที่ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าหวานละมุนที่ประดับด้วยรอยยิ้ม ซากีฟรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเมื่อในใจคาดเดาว่าเธอจะมาตามนัดหรือไม่ เขาภาวนาให้ปิ่นนี้สำคัญพอที่เธอจะมาพบเขา เพราะเขาอยากที่จะพบหน้าและพูดคุยกับเธออีกสักครั้ง อาการของชายหนุ่มในตอนนี้คืออาการของคนตกหลุมรัก และเขาก็ผ่านโลกมาไม่น้อยจึงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นแบบชั่วครู่ชั่วยามอย่างที่เคยเป็นหรือไม่ เพราะคำว่าตกหลุมรักสำหรับเขาคือการอยากครอบครองผู้หญิงคนหนึ่ง เขาคลั่งไคล้และปรารถนาเพียงเธอในช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น การตกหลุมรักในนิยามของเขาไม่ใช่การฝันถึงอนาคตที่ได้ครองคู่กันแต่อย่างใด ในขณะที่ซากีฟนอนคิดถึงใบหน้าหวานของเธอหญิงสาวเองก็ไม่ต่างกัน เพราะนิศราเองก็กำลังคิดถึงชายหนุ่มที่ทำตัวไร้มารยาทกับเธอ หญิงสาวรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากในสิ่งที่เขาทำ เธอเฝ้าแต่ภาวนาให้เขามาตามนัดเพราะอยากจะได้ปิ่นปักผมคืน "เป็นอะไรเหรอหนูนิดพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับเหรอ" เพื่อนร่วมห้องเอ่ยถามเมื่อนิศรานอนพลิกไปพลิกมาทั้งๆที่เวลาก็ล่วงเข้าครึ่งคืนแล้ว "เราขอโทษนะฐิสาพอดีนอนไม่ค่อยหลับน่ะ" "ตื่นเต้นไม่หายหรือไง" "ก็...นิดหน่อยจ้ะ" "จบงานที่นี่เราได้พักสามวันนะก่อนกลับไทย นอนเถอะพรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวให้สบายใจ ไปแบบไม่ต้องมีไกด์นำอยากไปไหนก็ไปสนุกแน่ๆ" "จ้ะ" "หนูนิดคิดว่าจะไปเที่ยวไหนบ้างวางแผนให้ตัวเองหรือยัง" "เอ่อ...เรายังไม่ได้คิดเลยจ้ะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยถามคนแถวนี้เอาว่ามีอะไรน่าเที่ยว" "อ้อ...แต่ถ้าไม่รู้จะไปไหนไปกับเราสองคนก็ได้นะ" "ขอบใจจ้ะ" หญิงสาวกล่าวขอบคุณเพื่อนทั้งๆที่ในหัวไม่ได้มีเรื่องการเที่ยวอยู่เลย เพราะเธอกำลังกังวลว่าจะได้ของคืนหรือไม่ นิศรานอนคิดอยู่นานนับชั่วโมงสุดท้ายก็หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย …….. ร่างเล็กในชุดแม็กซี่เดรสลายดอกไม้สีชมพูหวานผุดลุกผุดนั่งอยู่ที่ลอบบี้ของโรงแรม ดวงตาเธอก็เอาแต่จับจ้องนาฬิกาแบบใจจดใจจ่อ ด้วยความร้อนใจทำให้นิศราลงมารอเขาก่อนเวลาถึงสิบห้านาที ซากีฟมองหญิงสาวที่เขาอยากจะเห็นหน้ามาทั้งคืนแล้วยกยิ้มมุมปาก เขารู้สึกดีใจที่เห็นเธอมาตามนัดแม้ว่าเธอจะมาเพราะอยากได้ของคืนก็ตาม ชายหนุ่มลอบมองใบหน้าหวานที่ตอนนี้ไร้เครื่องสำอางฉาบเอาไว้ แล้วนึกชื่นชมในใจว่าเธอดูสวยยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก เพราะหน้าตาที่ไร้สีสันแต่งแต้มยามนี้ดูอ่อนเยาว์และหวานละมุนเหลือเกินในความคิดของเขา "สวัสดี..." "คุณ!" "ผมซากีฟ" "ค่ะ คุณซากีฟช่วยคืนของที่คุณเอาไปให้ฉันด้วยค่ะ" ถึงแม้จะหงุดหงิดไม่ชอบใจแต่เธอก็ยังคงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามแบบฉบับของเธอ "อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยเชิญนั่งก่อนเถอะผมอยากคุยกับคุณสักครู่" หญิงสาวกวาดตามองไปรอบบริเวณด้วยความหวาดระแวงจนชายหนุ่มต้องพูดให้เธอคลายกังวล "ที่นี่คนพลุกพล่านผมไม่ทำอะไรคุณหรอก แค่อยากจะพูดด้วยเท่านั้น ในที่สุดนิศราก็ยอมนั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มที่บุกำมะหยี่สีเลือดนก แล้วเอ่ยถามเขาทันทีอย่างไม่ต้องการเสียเวลา "คุณมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ" "เปล่า...ผมแค่อยากพูดคุยด้วย ผมชอบคุณ" ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจู่ๆเขาก็พูดออกมาว่าชอบเธอ ทั้งๆที่เขาเป็นคนแปลกหน้าและทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่พอเขาบอกว่าชอบหัวใจของเธอมันกลับเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ "ชอบ...ชอบฉันเหรอ" ซากีฟมองใบหน้าที่แดงจัดของเธอแล้วนึกมันเขี้ยวอยู่ในใจ เขาอยากที่จะดึงเธอมากอดแล้วหอมแก้มอิ่มนั้นแรงๆแต่ก็ทำได้เพียงกลืนน้ำลายเท่านั้น "ใช่...ผมชอบคุณ อยากทำความรู้จักกับคุณได้หรือเปล่า" นิศรากระพริบตาถี่ๆจนขนตางอนกระพือขึ้นลงอย่างน่ามอง พอตั้งสติได้จึงพูดกับเขาแบบแบ่งรับแบ่งสู้ "คือ...อยากทำความรู้จักกับฉันน่ะได้ค่ะ เป็นเพื่อนกันได้" "แต่ผมไม่อยากเป็นเพื่อน ผมอยากเป็นอะไรที่มากกว่านั้น" คราวนี้ใบหน้าหวานแดงจัดจนลามถึงใบหู ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเจอผู้ชายที่บอกว่าชอบพอ แต่ทุกครั้งมันแตกต่างเพราะที่ผ่านมาเธอรับมือได้และปฏิเสธอย่างนุ่มนวล แตกต่างจากครั้งนี้ที่เธอรู้สึกใจสั่นไปกับคำพูดของเขา 'หรือเธอควรเปิดใจกับเขา' เพราะซากีฟทำให้เธอรู้สึกแตกต่างจากผู้ชายที่เคยเข้ามาจีบ เธอจึงเกิดคำถามนี้ขึ้นในใจ "อะ...เอ่อ...ฉัน..." "คุณไม่ต้องตอบรับก็ได้หากว่าคุณเขินที่จะพูดมัน เอาเป็นว่าคุณอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมก็ถามมาได้เลย" ในใจของนิศราเต้นระทึกเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนในสมองก็วุ่นวนอยู่กับความคิดว่าเธอควรที่จะตอบรับหรือปฏิเสธเขาดี "น้ำได้แล้วค่ะ" ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไรพนักงานสาวของโรงแรมก็เดินเข้ามาเสิร์ฟน้ำพอดี จึงทำให้นิศราได้ยืดเวลาในการตัดสินใจออกไปอีกหน่อย "น้ำนี่ผมสั่งให้คุณแต่เข้าใจว่าคุณคงจะมีความกังวล ผมเลยขออนุญาตแสดงความจริงใจ" ซากีฟดึงหลอดที่ปักอยู่ในแก้วของตัวเองมาปักที่แก้วของเธอแล้วดูดน้ำปั่นสีสวยจนพร่องไป ก่อนที่เขาจะดึงหลอดไปปักไว้ที่แก้วของตัวเองตามเดิม "ทำแบบนี้คุณจะได้กล้าดื่มน้ำของผม" "เอ่อ...ค่ะ" นิศราตอบรับราวกับกำลังละเมอเพราะเธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรที่มากกว่านั้น "เอาล่ะ...คุณอยากทำความรู้จักกับผมมั้ย อยากถามอะไรหรือเปล่า" "คุณชื่ออะไรคะ...ทำงานอะไร" พอเธอถามถึงเรื่องงานคะแนนนิยมในใจของชายหนุ่มก็ตกวูบ เพราะเขาคิดว่าเธอคงจะเป็นจำพวกผู้หญิงหน้าเงินที่ถามเรื่องรายได้ก่อนเรื่องอื่น แต่เขาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่เพราะสิ่งที่เขาปรารถนาคือร่างกายของเธอ "ผมชื่อซากีฟ อาบีดีล ทำงานเป็น...คนเลี้ยงอูฐ" "ฮะ! เลี้ยงอูฐ!" เธออุทานเสียงดังจนซากีฟคิดว่าเธอคงจะรังเกียจอาชีพที่ต้อยต่ำเช่นนั้น ที่เขาบอกอย่างนั้นก็เพราะอยากจะดูท่าทีของเธอและเขาก็ได้เห็นว่าเธอมีสีหน้าตกใจจริงๆ 'คนเลี้ยงอูฐหล่อขนาดนี้ เจ้าของอูฐจะหล่อขนาดไหนเนี่ย!' เธออุทานในใจและการที่เธอเงียบทำให้ชายหนุ่มยิ่งเข้าใจผิด "คุณคงตกใจและรังเกียจอาชีพคนเลี้ยงอูฐที่ต่ำต้อย แต่วางใจเถอะผมแค่..." "เปล่านะคะ!" คำว่า 'ล้อเล่น' ยังไม่ทันได้พูดออกมานิศราก็แทรกขึ้นเสียก่อน "คุณอย่าพูดแบบนั้นสิคะดูฉันแย่ไปเลย ฉันไม่มีความคิดแบบนั้นหรอกค่ะ สำหรับฉันแล้วทุกอาชีพมีเกียรติมีความสำคัญทั้งนั้น" คราวนี้กลับเป็นซากีฟบ้างที่ต้องอึ้ง เพราะนอกจากเธอจะไม่ได้แสดงความรังเกียจแล้วยังพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเดิม "เอ้ะ! แต่เมื่อคืนคุณเข้าไปในโซนวีไอพี การ์ดบอกกับฉันว่า..." "ผมเข้าไปกับเจ้านายน่ะครับ" เขารีบแก้ตัวเพราะเริ่มรู้สึกสนุกที่เธอเข้าใจผิด "อ้อ...ค่ะ ฉันชื่อหนูนิดนะคะเป็นคนไทยมาแสดงที่นี่เผยแพร่วัฒนธรรมค่ะ" "คุณเก่งมาก...สวยมาก" "ค่ะ ขอบคุณ" "คุณจะกลับเมื่อไหร่" "ยังหรอกค่ะอีกสามวัน ตอนนี้เขาปล่อยให้พักผ่อนตามสบาย" "งั้น...คุณไปเที่ยวกับผมได้มั้ย ผมดูแลคุณเอง" หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่หยุดคิดเพราะเธอไม่ได้รู้จักเขาพอที่จะไปไหนมาไหนด้วย "คุณคงคิดว่าคนเลี้ยงอูฐอย่างผมไม่มีปัญญาเลี้ยงคุณสินะ" "ไม่ใช่นะคะ! ไม่ใช่! แต่...เอ่อ...ฉันยังไม่รู้จักคุณดีพอที่จะทำอย่างนั้น" "ผมดูน่ากลัวงั้นเหรอ...หรือดูจนไม่น่าคบ" พอเขาทำเสียงสลดหน้าเศร้าเธอก็เริ่มที่จะลำบากใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่สีหน้าผิดหวังของเขาทำให้เธอรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก "ไปก็ได้ค่ะ...แต่ไปใกล้ๆแถวนี้ได้มั้ยคะ ฉันเห็นตลาดขายของที่ระลึกว่าจะเดินไปดูสักหน่อย" "ได้สิ...ผมจะเดินไปเป็นเพื่อนคุณ" ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเธอยอมตอบรับไมตรีของเขา ทั้งๆที่อยากเพียงครอบครองร่างอ้อนแอ้นของเธอ แต่เขากลับรู้สึกดีใจที่เธอยอมเดินด้วย หากเป็นปกติเวลาที่ถูกตาต้องใจใครเขาก็จะใช้เงินดึงดูดพวกเธอ แต่กับนิศราเขารู้สึกได้ว่าเงินใช้กับเธอไม่ได้ผล วันนี้จึงเป็นวันที่เขาพูดกับผู้หญิงที่อยากได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD