12 รอยที่มองไม่เห็น

1605 Words
เสียงหอบหายใจหนักๆ ของคนทั้งสองค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัดเข้ามาแทนที่ ภาคย์ยังคงนอนทาบทับร่างที่อ่อนระทวยของเธออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนกายออกไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างเปล่าและเหนียวเหนอะหนะ เพียงขวัญนอนนิ่งอยู่บนเตียง เธอไม่แม้แต่จะขยับตัว เธอยังคงหลับตาแน่น ไม่อยากรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น กลิ่นกายของเขายังติดอยู่บนผิว เสียงหอบหายใจของเขายังดังก้องในหู สัมผัสของเขายังวนเวียนอยู่ในร่างเธอไม่หาย...และที่น่ากลัวคือเธอไม่อยากให้มันหายไป เธอปล่อยให้เขาจัดการกับตัวเองไปเงียบๆ เธอได้ยินเสียงเขาเดินเข้าไปในห้องน้ำ เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบไป ตามด้วยเสียงแต่งตัวที่ดังมาจากปลายเตียง ความเงียบที่โรยตัวอยู่นั้นหนักอึ้งเสียจนน่ากลัว ในที่สุด เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “คุณหมอ...” เธอเอ่ยขึ้นมาทำลายความเงียบ เสียงแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน “ออกจากคอนโดได้...ใช่ไหมคะ” มันเป็นคำถามโง่ๆ ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบจริงๆ เธอแค่ต้องการให้เขาไป...ไปให้พ้นจากพื้นที่ปลอดภัยของเธอเสียที เสียงของเขาตอบกลับมาเรียบๆ ขณะที่กำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ต “ฉันจัดการ ตัวเองได้” แล้วความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง เพียงขวัญพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้เขา เธอไม่อยากเห็นเขาอีกแล้ว เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินเข้ามาใกล้เตียง หัวใจของเธอเผลอกระตุกวูบด้วยความกลัวว่าเขาจะทำอะไรเธออีก แต่เขากลับเดินผ่านเตียงไปที่ประตู เคร้ง... เสียงโซ่คล้องประตูถูกปลดออก ตามด้วยเสียงลูกบิดที่กำลังจะหมุน “คืนนี้...ทำได้ดีนะ” เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงแค่นั้น ก่อนที่เสียงเปิดและปิดประตูจะดังขึ้นเบาๆ แล้วทุกอย่างก็เงียบสงัด... มีเพียงเธอคนเดียวที่นอนอยู่บนเตียงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบแห่งความอัปยศ พร้อมกับบาดแผลที่มองไม่เห็นซึ่งกรีดลึกลงไปในหัวใจ สามวันต่อมา... ชีวิตของเพียงขวัญกลับสู่สภาวะปกติ...หรืออย่างน้อยเธอก็พยายามจะทำให้มันเป็นอย่างนั้น เธอไปทำงานตามปกติ พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเหมือนเดิม แต่ใครๆ ที่สนิทกับเธอก็สังเกตเห็นว่ารอยยิ้มของเธอไม่เคยไปถึงดวงตาอีกเลย เธอกลายเป็นคนเหม่อลอย พูดน้อยลง และมักจะสะดุ้งตกใจกับเสียงดังๆ เสมอ ค่ำคืนนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนเธอในทุกความฝัน สัมผัสที่อ่อนโยนและป่าเถื่อนของเขายังคงติดตรึงอยู่ที่ผิวเนื้อ คำพูดที่ร้ายกาจและเสียงครางที่น่าอายของตัวเธอยังคงดังก้องอยู่ในหัว และที่สำคัญ...เขายังไม่ติดต่อมาอีกเลย มันเหมือนกับการรอระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะทำงานเมื่อไหร่ ครืดดด... ครืดดด... เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะทำงานทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว เธอรีบคว้ามันขึ้นมาดูด้วยใจที่เต้นระรัว แต่เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ เธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เปิ้ล “ฮัลโหลเปิ้ล ว่าไง” เธอพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ยัยขวัญ! นี่แกหายหัวไปไหนมา! ฉันไม่เห็นหน้าแกมาสามสี่วันแล้วนะ โทรไปก็ไม่ค่อยรับ ไลน์ไปก็ตอบช้า เป็นอะไรของแกเนี่ย งานยุ่งเหรอ” เสียงแจ้วๆ ที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของเพื่อนรักดังออกมาจากปลายสาย “เอ่อ...ก็ยุ่งๆ น่ะ พอดีมีโปรเจกต์ด่วนเข้ามา” เธอโกหกไปคำโต “แล้วแกเป็นไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง” “ก็ดีขึ้นแล้วล่ะ แต่ยังลุกไปไหนไม่ค่อยได้เหมือนเดิม... นี่ขวัญ... คืนนี้แกมานอนเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ” เพียงขวัญชะงักไปทันที “หะ...ทำไมล่ะ” “พอดีพี่นนท์ต้องไปทำงานต่างจังหวัดด่วนตั้งสองสามวันแน่ะ คืนนี้ฉันต้องนอนคนเดียว ฉันกลัวอ่ะ ไม่อยากนอนคนเดียว อยู่โรงพยาบาลตอนกลางคืนมันวังเวงจะตายไป นะๆๆ มานอนเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะ ถือว่ามาเฝ้าไข้ฉันด้วยเลย” เปิ้ลอ้อนวอนสุดฤทธิ์ หัวใจของเพียงขวัญหล่นวูบ แค่คิดว่าจะต้องกลับไปที่โรงพยาบาลแห่งนั้น...สถานที่ที่เธอได้พบกับจุดเริ่มต้นของฝันร้าย...เธอก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาแล้ว “เอ่อ...คือ...” เพียงขวัญลังเลอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่อยากไป ไม่อยากเจอ... “นะขวัญนะ ถือว่าฉันขอนะ ฉันกลัวจริงๆ นะเว้ย” น้ำเสียงของเปิ้ลเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย คำว่า ‘กลัว’ ของเพื่อนทำให้เธอใจอ่อนยวบ เธอรู้ดีว่าความรู้สึกนั้นมันทรมานแค่ไหน และเธอจะปล่อยให้เพื่อนต้องเผชิญกับมันคนเดียวได้อย่างไร “โอเคๆ ก็ได้” เธอถอนหายใจยอมแพ้ “เดี๋ยวเลิกงานแล้วฉันเข้าไปหา เตรียมของใช้แล้วจะรีบไป” “เย้! ขอบใจมากนะแกรักแกที่สุดเลย!” เพียงขวัญวางสายไปพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เธอได้แต่ภาวนา...ขออย่าให้เธอต้องเจอเขาเลย... เย็นวันนั้น หลังจากแวะกลับไปเอาของที่คอนโด เธอก็มุ่งหน้ามายังโรงพยาบาลทันที เพียงขวัญเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วยรอยยิ้มที่ฝืนเอาไว้เต็มที่ “ไงจ๊ะคนป่วย นอนเป็นผักเลยนะเรา” “ยัยขวัญ! มาแล้วเหรอ คิดถึงจะแย่” เปิ้ลยิ้มกว้างอย่างดีใจ ทั้งสองพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันไปเรื่อยเปื่อย เพียงขวัญพยายามทำตัวให้ร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เปิ้ลก็ยังอดสังเกตไม่ได้ “แกดูผอมไปนะขวัญ หน้าก็โทรมๆ งานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ” “นิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก” เธอเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ “เดี๋ยวฉันลงไปซื้อกาแฟแป๊บนึงนะ เอาอะไรมั้ย” “เอาเหมือนเดิมเลย อเมริกาโน่เย็น ไม่หวาน” “โอเค รอแป๊บ” เพียงขวัญเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในสมรภูมิรบ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เธอภาวนาซ้ำๆ ในใจว่าขออย่าให้เจอเขาเลย เธอเดินมาถึงร้านกาแฟเจ้าประจำที่อยู่ชั้นล่างของโรงพยาบาล แต่แล้วขาก็พลันหยุดชะงัก หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก เขา...หมอภาคย์...กำลังยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ และเขาไม่ได้อยู่คนเดียว เขายืนอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง...ผู้หญิงที่สวยในชุดเดรสทำงานราคาแพง เธอดูดีและเหมาะสมกับเขาราวกับกิ่งทองใบหยก เพียงขวัญรีบหลบเข้าหลังเสาทันที เธอไม่ได้สนใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่ภาพที่เห็นมันตอกย้ำความจริงที่แสนเจ็บปวด...สำหรับเขาแล้ว เธอเป็นเพียงของเล่นชั่วคราวที่เขาจะทิ้งขว้างเมื่อไหร่ก็ได้ ในขณะที่เขายังคงมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเขาต่อไป รีบซื้อรีบไปหาเพื่อน...เพราะถ้าไม่เจอมันคงจะดีกว่า เธอคิดในใจ รอจนกระทั่งเขาและผู้หญิงคนนั้นรับกาแฟแล้วเดินออกไปจากร้าน เธอมองตามแผ่นหลังกว้างของเขาที่เดินเคียงคู่ไปกับหญิงสาวคนสวยแล้วก็ได้แต่ข่มความรู้สึกขมขื่นในใจเอาไว้ เธอรีบเดินไปสั่งกาแฟ จ่ายเงิน แล้วรีบเดินออกจากร้านทันที เหมือนกำลังหนีจากอะไรบางอย่าง “โอ๊ย! ขอโทษค่ะ!” เธอร้องออกมาเมื่อเดินชนเข้ากับใครคนหนึ่งอย่างจังจนเกือบจะทำกาแฟหก “อ้าว ยัยขวัญ! เดินยังไงของเธอน่ะ ซุ่มซ่ามตลอด” เพียงขวัญเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงคุ้นหู ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อย “นัท!” เขาเจอนัทเพื่อนชายคนสนิที่กำลังจะมาเยี่ยมเปิ้ลพอดี ชายหนุ่มร่างโปร่งหน้าตาน่ารักในชุดเสื้อยืดแบรนด์เนมกับกางเกงยีนส์ขาดๆ กำลังยืนยิ้มกว้างให้เธออยู่ “มาทำอะไรที่นี่ ไม่สบายเหรอ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยนะเรา” นัททักทายด้วยความเป็นห่วงพลางขยับแว่นสายตา “เปล่าๆ มาเฝ้ายัยเปิ้ลน่ะ แล้วแกล่ะ” เพียงขวัญยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน “ก็มาเยี่ยมยัยเปิ้ลเหมือนกันสิยะ! ได้ข่าวว่าเดี้ยงเลยรีบแจ้นมาดูสภาพหน่อย” นัทพูดด้วยจริตจะก้านที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง “ไปสิ ไปด้วยกันเลย” “อื้ม” ทั้งคู่จึงเดินไปด้วยกัน นัทเล่าเรื่องตลกโปกฮาที่เจอมาให้เธอฟังไม่หยุด ทำให้เพียงขวัญหลุดหัวเราะออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน เธอรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยเมื่ออยู่กับเพื่อนสนิทคนนี้ แต่เธอไม่รู้เลยว่า... รอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันเป็นธรรมชาติของเธอนั้น...ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนที่ยืนมองมาจากมุมหนึ่งไม่ไกลนัก... หมอภาคย์...ที่เพิ่งแยกกับหญิงสาวคนนั้นไป...ยังไม่ได้ไปไหน เขายืนกอดอกพิงผนังอยู่ในมุมมืด และมันก็ไม่พ้นสายตาของเขา ดวงตาคมกริบคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย...จับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มที่เดินหัวเราะเคียงข้างของเล่นของเขา...ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... แต่ลึกลงไปในความว่างเปล่านั้น...กลับแฝงไปด้วยรังสีของความเป็นเจ้าของและความไม่พอใจจนน่าขนลุก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD