Prologue 1/2
Prologue
ในช่วงบ่ายอ่อน ๆ ในเมืองเบอร์กันดี เมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในฝรั่งเศส เบอร์กันดีเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ไม่ต่างจากบอร์โด
ทริปท่องเที่ยวบ้านตระกูลวัฒนากิจ ซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่ และลูกชายอีกสองคน วันนี้พวกเขาตั้งใจจะนอนที่เบอร์กันดีสองคืนเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศแล้วจึงบินกลับไปนอนที่ปารีสเป็นคืนสุดท้ายแล้วจะแยกย้ายกัน
สี่คนพ่อแม่ลูกเดินเล่นกันจนเหนื่อยในเขต Semu ren Auxois เที่ยวชมพิพิธพันธ์กันจนเริ่มบ่ายคล้อยก็ตั้งใจจะทานมื้อเที่ยงกัน ในทริปนี้เป็นทริปของพ่อแม่ลูกโดยสมบูรณืเนื่องจากว่าเก้าทัพผู้เป็นพ่อใช้วันลาพักร้อนทั้งหมดกับทริปนี้โดยเฉพาะ
เขาเป็นข้าราชการระดับสูงจึงไม่สามารถที่จะพักผ่อนได้ตามอำเภอใจนอกเสียจากจะใช้วันหยุดราชการหรือวันลาพักร้อนเอา และมีนตราภรรยาของเขาก็บอกว่าอยากมาฝรั่งเศสด้วยกันตั้งแต่ปลายปีก่อน
ไม่ใช่ว่าครอบครัวของเขาจะไม่มีเงินมา แต่สิ่งที่มีนตราต้องการคือให้สามีที่รักมาด้วยต่างหาก ดีไปกว่านั้นลูกชายสุดที่รักทั้งสองอย่างพฤกษ์ และภัทร ก็มาด้วยกัน
พฤกษ์กับภัทรเรียนอยู่ต่างประเทศกันตั้งตาไฮสคูลแล้ว และปีนี้ก็เป็นปีที่ภัทรเรียนจบปริญญาตรี คนเป็นก็เลยอยากให้ทริปนี้เป็นทริปฉลองเรียนจบลูกชายคนเล็กด้วย
“เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะ เพื่อนภัทรจะแวะมาหา” เขาบอกพ่อกับแม่ตอนอยู่ที่หน้าร้านขายของที่ระลึกหลังจากที่เลือกซื้อของกันเรียบร้อยแล้ว
“ภัทรมีเพื่อนที่นี่ด้วยเหรอลูก” คนเป็นแม่ถาม
“รดา เพื่อนภัทรน่ะครับ เป็นลูกของทูตฯประจำที่นี่ครับ” ภัทรเอ่ยถึงรดาภา ลูกสาวอุปทูตคนปัจจุบันประจำกรุงปารีส
ภัทรกับรดาเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนอยู่ออกฟอร์ด เรียนมัธยมโรงเรียนเดียวกันและเรียนที่ออกฟอร์ดด้วยกันด้วย ภัทรเคยเล่าเรื่องรดาให้ที่บ้านฟังอยู่สองสามครั้ง เคยเอารูปให้พ่อกับแม่ดูบ้าง แม่เขาชอบบอกว่าถ้าภัทรคบกับรดาก็น่าจะดี
แต่ภัทรได้ยินแล้วขนลุกมาก รดาน่ะเป็นเพื่อนที่ดีของภัทร และภัทรเองก็เป็นเพื่อนที่ดีของเธอ แต่จะให้เป็นมากกว่านั้นเขากับรดาเกรงว่าฟ้าจะผ่าเอา
พ่อกับแม่เขาเคยเห็นภาพรดาสองสามครั้ง แต่กับพฤกษ์ยังไม่เคย เขาอายุห่างกับภัทรสามปีแต่ชอบทำตัวเหมือนคนแก่โลว์เทคฯ โซเชียลไม่เล่น ซึ่งภัทรก็จนปัญญากับพี่ชายคนนี้อยู่
ภัทรเองก็อยากพารดาไปแนะนำให้รู้จักกับที่บ้านแต่ตลอดเวลาหลายปีรดาไม่ค่อยกลับเมืองไทย ถึงกลับก็ไม่ค่อยได้กลับพร้อมกัน เพราะพ่อกับแม่ของเธอประจำอยู่ที่ฝรั่งเศสเป็นหลักทำให้เมื่อถึงช่วงปิดเทอมรดาภาชอบมาอยู่ที่ฝรั่งเศสมากกว่าจะกลับเมืองไทย
“นั่นไง มาแล้ว” อีกราวห้านาทีภัทรก็เมืองเห็นเพื่อนที่กำลังเร่งฝีเท้าจ้ำ ๆ มา พอเห็นภัทรก็รีบโบกมือให้เป็นสัญญาณ “ไง ไม่เจอกันตั้งสามเดือน”
สองเพื่อนรักโผเข้ากอดกันจนตัวลอย หมายถึงรดาภาต่างหากที่ลอยเพราะภัทรสูงกว่าเธอมาก พอกอดกันหอมปากหอมคอแล้วทั้งสองก็คลายกอดออก
“นี่พ่อกับแม่เรา ส่วนนี่พี่ชายเรา” ภัทรแนะนำให้เพื่อนรู้จักกับครอบครัวของเขา “แล้วก็นี่รดาครับ เพื่อนของผมที่เคยเล่าให้ฟัง”
“สวัสดีค่ะ” รดาทักทายคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าเธอทั้งสามคนพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
แม้ว่ารดาภาจะเกิดและโตที่เมืองนอก แถมยังใช้ชีวิตที่ยุโรปเป็นหลักแต่เธอก็มีมารยาทแบบไทยที่ดีเยี่ยม เธอไหว้สวย พูดไทยคล่องแคล่ว และรู้ขนบทำเนียมแบบไทยดีทุกอย่าง
รอยยิ้มของรดาภาสามารถพรีเซ้นต์คำว่าสยามเมืองยิ้มของไทยได้เป็นอย่างดี เธอยิ้มสวยมากกอปรกับใบหน้าสวยตามฉบับพิมพ์นิยมของไทยก็ทำให้เธอดูสวยจับใจขึ้นไปอีก หากภัทรไม่ได้ชื่อชอบสาวที่อายุน้อยกว่าเขาก็คงจะเผลอหลงเสน่ห์เพื่อนรักคนนี้ไปแล้ว
รดาภาไหว้พ่อกับแม่ภัทรก่อนเป็นคนแรก ก่อนจะหันมามองพฤกษ์พี่ชายของภัทรแล้วไหว้เขาพร้อมส่งรอยยิ้มเช่นเดียวกันมาให้ วินาทีนั้นพฤกษ์ที่ไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงกับหญิงสาวคนไหนในรอบหลายปีก็ถึงกับใจกระตุก
พฤกษ์เป็นโสดมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เขาเลิกรากับแฟนสาวสาวลูกครึ่งไทยสวีเดนไปหลังจากเรียนจบเพราะแฟนสาวเขานอกใจไปมีคนอื่นช่วงที่พฤกษ์ต้องกลับมาอยู่บ้าน การเลิกราครั้งนั้นทำให้พฤกษ์ฝังใจอยู่พอควรถึงได้ไม่จริงจังกับใครมาหลายปี
แต่พอได้เห็นหน้ารดาเขาก็รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นแปลกไป เขาคล้ายจะตกหลุมรักเธอ หรือไม่ก็คงตะลึงความสวยของรดาภาจนตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ
พฤกษ์รู้สึกว่าเจ้าคิวปิดตัวร้ายแผงศรลงใส่ใจเขาทันทีที่ได้เห็นหน้าเธอ ซึ่งโชคดีมากที่ทั้งสีคนไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางตะลึงงันของพฤกษ์ที่มองรดา
“ตัวจริงสวยยิ่งกว่าในรูปอีกนะจ๊ะเนี้ย แม่ต้องด่าตาภัทรแล้วที่ไม่บอกว่าตัวจริงหนูสวยแค่ไหน” มีนตราอดจะชื่นชมความสวยของรดาภาไม่ได้
“ภัทรชอบว่าหนูขี้เหล่น่ะค่ะ” รดาเหย้าเพื่อนรักพลางเขาศอกไปกระทุ้งเอว
“ดีใจที่ได้เจอตัวจริงสักทีนะจ๊ะ” มีนตราบอกับเพื่อนรักของลูก “น่าเสียดายจริงที่หนูไม่ได้มาอยู่เที่ยวด้วยกัน จะได้เล่าวีรกรรมของเจ้าภัทรให้แม่ฟัง”
“เสียดายเช่นกันค่ะ หนูมางานกับคุณพ่อตั้งแต่เมื่อวันก่อนนี่กำลังจะกลับกันแล้วแต่ขอแวะมา เพราะพรุ่งนี้มีต้อนรับทูตไทยจากอิตาลีที่บ้าน” น้ำเสียงของรดาพอเองก็หวานใสน่าฟัง พฤกษ์แอบคิดและตั้งคำถามอยู่ในใจว่า....
หญิงสาวผู้นี้รู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองนั้นเฟอร์เฟกจนไร้ที่ติเพียงใด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนคิวปิดแผลงศรใส่ใจเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก
“จะกลับเมืองไทยไหม” ภัทรถามเพื่อน
“อีกสักสองเดือน” รดาตอบเสียงใส “กลับเข้าปารีสมะรืนใช่ไหม”
“อืม นอนปารีสคืนหนึ่งแล้วก็จะกลับล่ะ” สองเพื่อนรักพูดคุยกันอยู่สองสามประโยค รดาภามางานกับพ่อและแม่ที่นี่ซึ่งได้รับเชิญมาในนามสถานทูต ดังนั้นเธอจึงอยู่กับเพื่อนได้ไม่นานนัก
ราวห้านาทีรดาภาก็ก้มมองมือถือก่อนจะเงยหน้าขึ้น
“ต้องแล้วไปนะ เดี๋ยวจะถึงปารีสค่ำ พรุ่งนี้พ่อมีงานเช้า” แม้จะรู้สึกว่าการเจอกันมันสั้นนักแต่เธอก็จำต้องบอกลา “เข้าไปปารีสแล้วไปทานข้าวที่บ้านนะ วันนั้นว่าง”
“ได้สิ” ภัทรตอบรับ
“เรียนเชิญทุกคนด้วยนะคะ คุณพ่อคุณแม่หนูก็อยากรู้จักภัทรแล้วก็คุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน” เพราะภัทรเป็นเพื่อนคนไทยและเพื่อนสนิทของลูกสาวคนเดียวของพวกเขา พ่อกับแม่ของรดาเองก็ได้ฟังเรื่องของภัทรมามากมายพอกันจึงอยากรู้จัก
“แน่นอนจ้ะ พวกเราจะไป” มีนตราตอบรับคำเชิญอย่างไม่อิดออดนัก การได้ผูกมิตรไมตรีกับอุปทูตถือเป็นการดีพอสมควร
ชนินทร์ พ่อของรดาภาปัจจุบันเป็นอุปทูตแต่มีนตราก็พอจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขาว่าเป็นบุตรชายของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศและผู้มีที่ดินมากมายในจังหวัดปริมณฑล ตระกูลเขาเป็นข้าราชการระดับสูงมากมาย
รมิดา แม่ของรดาภาแม้ปัจจุบันจะไม่ได้มีตำแหน่งอะไรทางราชการนอกจากตำแหน่งภริยาของอุปทูตแต่เธอก็เป็นลูกสาวของนักธุรกิจชื่อดังที่ทำธุรกิจด้านห้างร้านในเมืองไทย เมื่อรมิดาและชนินทร์แต่งงานกันก็ยิ่งตอกย้ำความสมบูรณ์พร้อมของคู่แต่งงานนี้
รดาภาลูกสาวของทั้งสองคนจึงเป็นคนที่ถือได้ว่าเพอร์เฟกพอสมควร หน้าตาเธอสวยงามราวกับตกลงมาจากสวรรค์ ฐานะก็ร่ำรวยแถมยังมีหน้ามีตาในวงสังคมมากด้วย
ไม่ใช่ว่าตระกูลของภัทรจะน้อยหน้ารดาภาหรอกนะ ปู่ของภัทรเป็นนายตำรวจใหญ่ พ่อของเขากำลังเจริญรอยตามได้อย่างดีเยี่ยม ย่าของเขาก็ร่ำรวยจากธุรกิจของปู่ทวดไม่น้อยหน้ากับทางรดาภาแม้แต่น้อย แต่มีนตราคิดว่าหากได้รดาภามาเป็นสะใภ้ก็คงจะตอกย้ำความทรงอิทธิพลของตระกูลทั้งสองมากขึ้นผ่านการเกี่ยวดอง
แต่มีนตราหมดหวังแล้วเมื่อลูกชายคนเล็กของเขาบอกว่ารักกับรดาในฐานะคนรักไม่ได้ และลูกชายคนโตของเธอก็ทำตัวคล้ายกับบรรพชิตมากขึ้นทุกวัน ดีไม่ดีเกิดพฤกษ์ครึ้มอกครึ้มใจไปบวชจริงเธอก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร
“หนูรดาสวยจังนะ” ระหว่างกลับเขาที่พักมีนตราควงแขนลูกชายคนเล็กพรางชื่นชมกับเขาถึงความงามของรดาภา ซึ่งเขาก็ไม่เถียงอะไรกับความงามของเธอ แต่เธอเป็นเพื่อนเขาแล้วก็สนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงหมดแล้ว เขาว่าเรากับรดาภาเข้ากันไม่ได้แน่ในฐานะคนรัก ผู้หญิงคนนั้นรู้ทันเขาเสียหมด
“เขามีแฟนหรือยัง” มีนตรายังคงถามลูกชายต่อไปอีก ซึ่งภัทรเริ่มร้อน ๆ หนาว ๆ ว่าแม่อาจจะอยากให้เขาชอบยัยเพื่อนคนนั้นแน่ ๆ
“ยังไม่มีหรอกครับ แต่แม่อย่าคิดอยากให้ผมคบกับยัยนั่นเชียว” ภัทรเหลือบตามองบน
“อย่าเรียกผู้หญิงแบบนั้นสิ” มารดามุ่นคิ้ว ภัทรไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามอะไรรดาภา แต่พวกเขาสนิมสนมกันมาก จวนจะพูดกูมึงด้วยกันอยู่รอมร่อเพียงแต่รดาภาไม่ชอบพูดคำแบบนั้น “แปลกใจจริง สวยขนาดนั้นทำไมยังโสดนะ”
มีนตราสงสัย หากแต่ว่าการสนทนาของแม่กับลูกชายคนเล็กก็ถูกแอบฟังโดยลูกชายคนโต พฤกษ์รู้สึกดีใจแปลก ๆ ที่เขารู้ว่ารดาภายังโสดอยู่ อาจจะเป็นกามเทพได้แผลงศรปักอกเข้าเข้าให้แล้วจริง ๆ เขาท่าจะตกหลุมรักเธอแล้วล่ะ
เวลาล่วงเลยผ่านมาถึงวันที่ต้องไปทานข้าวที่บ้านของรดาภา ซึ่งอยู่ในปารีส บ้านหลังนี้งดงามหรูหราสมฐานะอุปทูต แต่บ้านหลังนี้ชนินทร์และรมิดาซื้อบ้านหลังนี้ด้วยเงินส่วนตัวไม่ได้พักในสถานที่รัฐจัดหาให้ ครอบครัวเขามีเงินมากมายพอที่จะหาที่อยู่ในย่านคนรวยได้
ครอบครัวตระกูลวัฒนากิจมาที่นี่ทุกคนและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี พฤกษ์เป็นคนไม่ค่อยพูดนักเขาจึงมักจะฟังเสียมากกว่า รดาภากับภัทรต่างก็สลับกันเล่าวีรกรรมของกันและกันตอนเรียนไฮสคูลไปจนถึงปริญญาตรี
ชนินทร์และเก้าทัพ บิดาของพวกเขาสนทนากันได้อย่างราบรื่น พอกันกับที่มีนตาแลรมิดา
“อ้าว พี่พฤกษ์เองหรอกเหรอคะที่อยู่ตรงนี้” รดาภาทักทายเมื่อเดินผ่านมาแล้วเห็นพฤกษ์ยืนอยู่ตรงช่วงที่เป็นระเบียงของบ้านเธอซึ่งมันสามารถมองไปสวนหลังบ้านและสระว่ายน้ำได้
“ครับ พี่มาเข้าห้องน้ำแล้วก็เลยแวะสูดอากาศ” รดาภาส่งยิ้มอีกครั้งซึ่งเขาเองก็อยากบอกเธอว่าให้หยุดส่งยิ้มจะดีกว่า เพราะพฤกษ์รู้สึกว่าทุกครั้งที่เธอส่งรอยยิ้มหวานหยดมาให้เจ้าคิวปิดก็จ้องจะแผลงศรใส่ใจเขาอยู่เรื่อย
“อาหารถูกปากไหมคะ” รดาภายังพยายามที่จะชวนพฤกษ์คุยต่อเพราะเธอยังไม่ได้คุยกับเขามากนัก รดาภาได้ยินเรื่องราวของพฤกษ์จากปากเพื่อนเธอและเคยเห็นรูปของเขา ซึ่งก็ยอมรับว่าหล่อจับใจ
เธอชอบหนุ่มไทยหรือหนุ่มเอเชียมากกว่าหนุ่มยุโรปที่เธอเห็นจนชินตา และพฤกษ์ก็หล่อสะกดใจเธอพอสมควร
อาจจะพูดได้ว่าทั้งสองตกหลุมรักกันก็ได้ แต่ดูเหมือนว่าพฤกษ์จะมีอาการนั้นมากกว่าจนเข้าขั้น ส่วนรดาภาเธอยังไม่มั่นใจนักว่าความรู้สึกนี้นัก แต่เธอเองก็พอจะประทับใจเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันอยู่
“อร่อยมากครับ” พฤกษ์ประหม่าจึงไม่รู้จะชวนเธอคุยอะไรดี เขามองไปยังรดาภาที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เวลาเธอพูดเขาเผลอมองแต่ปากเธอ มันอวบอิ่มและสวยได้รูป จนเขาเผลอเม้มปากตัวเองอยู่หลายที มันทำให้เขาคิดอยากจะลองจูบเธอสักทีแต่เขาอาจจะถูกท่านทูตยิงแสกกระบาลแล้วเป็นผีเฝ้าฝรั่งเศส
“นั่งกันไหมคะ” เธอพยักหน้าไปกับเก้าอี้ชุดที่อยู่ด้านหน้าซึ่งมันสามารถนั่งได้ ในขณะที่ตอนแรกพฤกษ์เพียงแค่ยืนพิงผนังอยู่เท่านั้น
“ครับ” พฤกษ์นั่งลง รดาภานั่งตาม ทั้งคู่มีบทสนทากันพอหมิ่นเหม่ แต่ก็ดูออกว่าทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจกับสถานการณ์ตรงนี้แล้วออกจะพอใจอยู่พอสมควร
พฤกษ์ไม่ใช่คนที่ไม่ประสาเรื่องความรัก ช่วงไฮสคูลจนจบมหาลัยเขาก็เจนจัดผู้หญิงอยู่พอสมควร ซึ่งแฟนคนสุดท้ายที่นอกใจเขาก็คบกันราวปีเศษ
พอถูกนอกใจเขาก็ไม่คิดจะมีความรักที่จริงจังอีกครั้ง เขาพบเจอผู้หญิงบ้าง มีสัมพันธ์ทางกายบ้างแต่ไม่บ่อย เพียงแต่มารดาของเขาอาจจะไม่รู้ว่าลุกชายตนเป็นเสือร้ายเงียบ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเสือตัวนั้นกำลังจะสิ้นลายโดยชัดเจน
ตั้งแต่เกิดมาพฤกษ์ไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขาเสียอาการได้เท่านี้ เขานึกถึงเธอ จินตนาการถึงเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลาสองวันที่หลังจากพบกันครั้งแรก และเขาก็รู้ว่าหากจะต้องเปิดใจให้ใครอีกสักคน คนนั้นก็คงเป็นเธอคนนี้
ทั้งสองสนทนากันไม่มากก็ถึงเวลาต้องแยกกลับ และรดาภาก็ทราบดีว่าตนนั้นก็ออกจะพึงใจในตัวพี่ชายของเพื่อนอยู่พอสมควร
พฤกษ์เปรยกับน้องชายเขาว่าชอบรดาภาในวันที่กลับจากบ้านท่านทูต สิ่งนั้นให้ภัทรอดแปลกใจไม่ได้เพราะหลังจากเลิกกับแฟนคราวนั้นพี่ชายเขาก็ดูจะไม่จริงจังกับใครอีก
พฤกษ์ยืนยันกับน้องชายว่าเขาไม่ได้อยากคบรดาภาเล่น ๆ เพราะภัทรกลัวว่าเพื่อนรักแสนสวยและบอบบางน่าทะนุถนอมของตนจะเสียใจนากเสือร้ายลึกอย่างพี่ชาย แต่เมื่อพฤกษ์ยืนยันหนักแน่นภัทรก็ยินดีจะเป็นกามเทพในชีวิตจริงให้
แน่นอนว่างานของพฤกษ์ง่ายขึ้นมากเพราะรดาพาพึงพอใจในตัวพฤกษ์อยู่พอสมควร เธอไม่ได้บอกให้เพื่อนรักรู้และเธอเองรู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์นี้ยังไงดี
ไม่นานพฤกษ์กับรดาภาก็ได้อยู่ในสถานะคนคุยกัน ทั้งสองคนยังเจอกันไม่ได้เพราะรดาภาต้องอยู่ที่ฝรั่งเศสราวสองเดือนนิด ๆ จึงจะกลับมาเมืองไทย ซึ่งทั้งสองก็คุยกันมาสองเดือนแล้วจนรดาภากลับมาเมืองไทย