หลังพายุพัดผ่าน
“กุนจะไปอยู่ที่ฟาร์มจริงๆ เหรอลูก”
“ค่ะคุณป้า” ศกุนตลาตอบ ตอนนี้หญิงสาวอายุ 25 ปีเต็ม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบิดาและสามีที่เสียชีวิตไปในเวลาที่ไล่เรี่ยกัน
ทัพพ์สามีที่เสียชีวิตไปเมื่อสี่เดือนก่อนจากการถูกวิสามัญฆาตกรรม เมื่อเขาถูกล้อมจับในคดีปล้นฆ่าบิดาของเธอเอง เพราะเหตุผลเกี่ยวกับที่ดินผืนใหญ่ที่สระบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของฟาร์มโคนมอันเป็นกิจการของครอบครัว และเป็นที่ที่ 'ศานิต' บิดาของเธอรักมาก
หลังจากทำศพเขาเรียบร้อย เธอได้ตรวจสอบทรัพย์สินของเขา พบว่าทัพพ์มีบัญชีเงินฝากรวมสี่บัญชีสามธนาคาร เป็นธนาคารที่ลอนดอนหนึ่งแห่งและมีเงินสดที่นั่นประมาณสามสิบล้านบาทไทย นอกนั้นเป็นบัญชีในไทยมีทรัพย์สินรวมกันทั้งเงินสดและกองทุนอีกยี่สิบล้านบาท
ศกุนตลาสะท้อนใจในความไม่พอของเขา หากเขาไม่โลภคงไม่มีวันนี้ เธอเดินทางไปลอนดอนเพื่อบอกขายอพาร์ทเม้นท์และรถยนต์ของเขาที่นั่น เมื่อจัดการเสร็จแล้วจึงกลับมาไทยเธอแบ่งเงินสดของเขาเป็นสามส่วน ส่วนแรกฝากธนาคารในชื่อของเธอเพื่อใช้ในการดำรงชีพและหมุนเวียนทำธุรกิจ ส่วนที่สองฝากธนาคารในชื่อของบุตรชาย ด.ช.ธีร์ อาชวมนตรี
และส่วนสุดท้ายเธอกันไว้เพื่อทำบุญให้เขา เธอตั้งใจว่าจะเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำบุญให้เขาที่นั่นเพราะทัพพ์เป็นคนเชียงใหม่นั่นเอง
ศกุนตลาเปลี่ยนนามสกุลกลับมาใช้นามสกุลเดิมของเธอเองคือ 'เสกรังสรรค์' และเปลี่ยนให้ลูกชายด้วย
“แต่กุนจะไปเชียงใหม่ก่อนค่ะ อยากไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่สักที”
ตอนนี้น้องธีครบหนึ่งขวบแล้ว เธอจึงตั้งใจว่าจะพาลูกชายเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยกัน
“แล้วกุนจะไปยังไงลูก” คุณดารัณถามด้วยความเป็นห่วง ในช่วงที่ทัพพ์เสียชีวิตไปใหม่ๆ หลานสาวถึงกับต้องไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษาอาการซึมเศร้าตามคำแนะนำของศรันย์ บุตรชายของท่านเอง
ท่านเองก็ช่วยเธออีกแรงด้วยการพาศกุนตลาเข้าหาทางธรรม ท่านเคยพาเธอไปถือศีลแปดที่วัดนานถึงเจ็ดวัด แต่ผลที่ได้ก็คุ้มค่าเมื่อศกุนตลาสงบขึ้น ผู้หญิงเอาแต่ใจ ขาวีน ขี้โวยวายรวมถึงดูถูกคนอื่นได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อลาศีลกลับมาอยู่บ้านศกุนตลาใส่บาตรทุกวันพระ และตระเวนทำบุญแทบทุกวันที่มีเวลาว่าง บางครั้งเธอไปกับคุณดารัณ บางครั้งไปกับพี่สะใภ้คือชัชชุอร บางวันพาเด็กๆ ไปด้วยแต่บางทีก็ไม่ได้ไป
“พี่บอลบอกว่าทางโน้นมีไกด์พื้นที่ค่ะ ติดต่อไว้ให้แล้วพอกุนกับลูกไปถึงเขาจะมารับที่สนามบินเลยค่ะ”
“ก็ดีลูก ถ้าน้องฟาไม่ป่วยช่วงนี้ป้าก็จะไปด้วย ถ้ามีคนดูแลทางโน้นก็ดี” น้องฟาคือหลานสาวคนโตของท่าน บุตรสาวของศริดาพี่สาวของศรันย์ เธอป่วยเป็นไข้เลือดออกต้องแอดมิทที่โรงพยาบาล คุณดารัณจึงต้องคอยดูแล
“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า คุณป้าดูแลกุนมาตั้งเยอะแล้วค่ะ” เธอยิ้มให้ป้าสะใภ้ แต่ดูแลเธอเหมือนคนที่มีสายเลือดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน
เมื่อถึงวันเดินทางคณะของเธอซึ่งมีกันสามคน คือตัวเธอเอง บุตรชายและพี่เลี้ยง หญิงสาวไปถึงสนามบินเชียงใหม่ในเวลาสิบโมงเช้า เธอโทรหาศรันย์เพื่อถามถึงไกด์ที่เขาติดต่อไว้ให้
“พี่บอลคะ กุนขอเบอร์ติดต่อไกด์ที่พี่หาไว้ได้ไหมคะ ไม่ทราบว่าเขาอยู่ตรงไหน กุนมองไม่เห็นค่ะ”
“ไกด์เหรอ ได้ๆ รอเดี๋ยวนะ พี่ส่งไปให้ทางข้อความ” ศรันย์ตอบกลับมา
เสียงข้อความเข้าศกุนตลายังไม่ทันได้เปิดอ่าน เธอก็ได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
“สวัสดีครับคุณกุน” เสียงนั้นคุ้นหูอย่างประหลาด เธอหันไปมองอย่างไม่แน่ใจ และเมื่อเห็นคนที่มารับชัดเจนเธอจึงรู้ว่าใช่จริงๆ
“พี่อิท”
อิทธิคือคนที่เคยช่วยดูแลเธอในช่วงหลังการเสียชีวิตของบิดาใหม่ๆ เคยช่วยเธอให้รอดชีวิตจากการตกหน้าผา เขาเป็นอดีตนายทหารผู้ผ่านการฝึกหลักสูตรรบพิเศษจนได้ปีกประดับหน้าอกหลายปีก และลาออกจากราชการด้วยเหตุผลส่วนตัว
ปัจจุบันอิทธิเป็นผู้ช่วยของรวิช ผู้กว้างขวางด้านธุรกิจการนำเข้าอุปกรณ์ประดับยนต์จากยุโรป และเขามีธุรกิจส่วนตัวคือเปิดบริษัทรักษาความปลอดภัยให้บุคคลระดับสูง
“พี่อิทเป็นไกด์ที่พี่บอลพูดถึงเหรอคะ” ศกุนตลาถามอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ครับช่วงนี้ผมว่าง คุณกุนจะพักที่ไหนดีจองโรงแรมไว้หรือยัง” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวจองที่พักไว้ที่โรงแรมมณียาเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่พักของเขาด้วย
อิทธิมีบ้านที่กรุงเทพฯ งานของเขาต้องขึ้นล่องกรุงเทพฯ เชียงใหม่เป็นประจำ และด้วยความที่รวิชเป็นเพื่อนสนิทกับเจษฎา เขาจึงมีที่พักที่โรงแรมมณียาเป็นห้องชุด เช่าแบบรายเดือนในราคาพิเศษ
“กุนจองที่พักไว้ที่มณียาค่ะ” เธอตอบสั้นๆ
“แล้วจะไปไหนก่อนไหมครับ หรือจะเข้าที่พักเลย” อิทธิดูเวลา ปกติมณียาเช็กอินบ่ายสองตอนนี้เพิ่งสิบโมงครึ่ง
“ไปที่พักก่อนได้ไหมคะ กุนจองไว้แบบ early check in ค่ะ เผื่อต้องทำธุระของน้องธี” เธอให้รายละเอียด
“งั้นไปกันเลยครับ ผมช่วยอุ้มน้องธีไหม” เขาเสนอความช่วยเหลือเมื่อเห็นว่าเด็กชายวัยขวบเศษน่าจะน้ำหนักไม่น้อย
ศกุนตลาลองส่งร่างบุตรชายให้เขา และเธอก็ต้องแปลกใจเมื่อเด็กชายไปหาเขาแบบไม่อิดเอื้อน ปกติแล้วน้องธีไม่เคยเอาใครเลยแม้แต่ทัพพ์เองก็แทบไม่ได้อุ้มลูกชาย
“ขอบคุณค่ะ”
“มาทางนี้เลยครับ ผมจอดรถไว้ด้านโน้น” อิทธิอุ้มเด็กชายด้วยมือเดียว และอีกมือยกกระเป๋าใบใหญ่เดินนำไป ศกุนตลาและ 'ดาว' พี่เลี้ยงน้องธีที่ถือกระเป๋าใบเล็กๆ ยังแทบจะเดินไม่ทันเขา
สองสาวเดินไปถึงรถเจ็ดที่นั่งคันใหญ่ของเขา โดยที่ชายหนุ่มไปรอแล้ว อิทธิวางตัวน้องธีในคาร์ซีทที่ติดตั้งที่เบาะหลังแล้วเรียบร้อย และเด็กชายไม่ร้องงอแงแบบที่เธอเคยพยายามหัดลูกให้นั่งคาร์ซีทในรถของเธอเอง
ศกุนตลามองเขาอย่างทึ่งมาก
“พี่อิททำได้ยังไงคะ ปกติน้องธีไม่เคยยอมนั่งคาร์ซีทเลยค่ะ” เธอถามแต่อิทธิยิ้มนิดๆ ตามนิสัยเขาและไม่อธิบายอะไร
ศกุนตลาสำรวจความเรียบร้อยของลูกชาย เธอพบว่าคาร์ซีทที่ติดตั้งนั้นใหม่เอี่ยม เหมือนไม่ได้ใช้เลย
“ลูกพี่อิทยังเล็กเหมือนกันเหรอคะ คาร์ซีทนี่ใหม่มากเลย” หญิงสาวถามแบบไม่ได้คิดอะไร
“เปล่าครับ พี่ไม่มีลูก” เธอเงยหน้ามองเขา ไม่มีลูกแล้วบริษัทผลิตรถแถมคาร์ซีทมาให้เขารึนี่
“หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ พี่ยังไม่มีครอบครัวครับ”
“อ้อ ขอโทษค่ะกุนไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง” ศกุนตลากล่าวคำขอโทษ
ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชม. ก็ถึงโรงแรมมณียา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อทางโรงแรมไม่สามารถให้เช็คอินก่อนเวลาได้ ตามที่คุยกันไว้ เนื่องจากแม่บ้านคนไม่พอ
“งั้นขึ้นไปพักบนห้องพี่ก่อนไหมครับ เผื่อเจ้าตัวเล็กจะต้องเปลี่ยนแพมเพิส” เขาเสนอเพราะห้องพักของเขาเป็นห้องชุดอยู่แล้ว มีสองห้องนอน ห้องนั่งเล่นและมีครัวเล็กๆ มีอุปกรณ์ทำอาหารพอสมควร เช่น ไมโครเวฟ กาน้ำร้อน มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ต่างจากอยู่คอนโดมิเนียม
“งั้นคงต้องรบกวนแล้วค่ะ” ศกุนตลาพูดอย่างเกรงใจ แต่ความจำเป็นของบุตรชาย ทำให้จำเป็นต้องรบกวนอิทธิมากกว่าที่เธอคิดไว้