Ep.8

2065 Words
Ep.8 Janjao talk. 14.30 น. "หิวมั้ย ?" ไทม์ยิ้มและเอ่ยถามฉันทันทีที่ฉันก้าวขึ้นมานั่งบนรถที่เขาขับมาจอดรอที่บริเวณข้างๆ บริษัท "หิวสิ ก็ไทม์บอกให้รอกินพร้อมไทม์ ตอนเที่ยงเราก็เลยไม่ได้กินอะไร" ก็เพราะว่าเรามีนัดกินข้าวกัน และเขาก็บอกให้ฉันรอกินพร้อมเขา ฉันก็เลยไม่กินข้าวเที่ยง ทำให้ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมานิดๆ "ฮ่าๆ โอเค รอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวจะรีบพาไปกินเดี๋ยวนี้เลยครับ" พูดจบไทม์ก็เปลี่ยนเกียร์รถและเริ่มออกรถทันที ระหว่างนั้นเราก็คุยเล่นกันไปเรื่อยๆ คุยกันเรื่องต่างๆ นานา หยอกล้อกันบ้าง หาสาระกับเรื่องที่คุยไม่ได้หรอก...รู้แค่ว่ามันรู้สึกดี ดีมากๆเลยล่ะ "แล้วงานของไทม์ที่ต้องทำ เสร็จหมดแล้วเหรอ" ฉันถามขึ้นในระหว่างที่เรากำลังนั่งกินข้าวด้วยกัน ร้านที่ไทม์พาฉันมาวันนี้เป็นร้านอาหารไทย ซึ่งรสชาติมันอร่อยมากๆ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันอร่อยเพราะคนทำหรือเพราะคนที่พามากันแน่ บ้าจริง! ฉันว่าฉันอาการหนักแล้วนะ นับวันฉันยิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะอะไรๆ ก็ไทม์ทุกอย่างเลย "เสร็จหมดแล้ว จริงๆ งานไทม์ก็ไม่มีอะไรเยอะนะ แค่ตรวจแล้วก็เช็กดูว่าข้อมูลทุกอย่างมันตรงกับที่ลูกน้องส่งให้มั้ย" "อ๋อ แล้วไม่ไว้ใจลูกน้องเหรอถึงต้องลงทุนมาดูเองบ่อยขนาดนี้" สี่ครั้งต่อเดือนนี่ถือว่าบ่อยนะ สำหรับการบินไป-กลับกรุงเทพฯ เชียงใหม่อะ "ไว้ใจนะ แต่บางอย่างถ้าไม่เห็นกับตาไม่ทำกับมือมันก็ไม่สบายใจหรอก" "ก็จริง..." ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับเขา เพราะพ่อฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ท่านลงพื้นที่ตรวจงานด้วยตัวเองบ่อยมาก สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศการลงพื้นที่ตรวจงานเดือนละครั้งนี่ถือว่าบ่อยมาก เพราะกว่าจะตรวจแต่ละอย่างเสร็จต้องใช้เวลานานมากๆ ดีที่ท่านมีอาคิว อาแจ็คและพี่เจ้าขุนช่วยตรวจดูอีกแรง ไม่งั้นพ่อคงทำคนเดียวไม่ไหวแน่ๆ ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่าธุรกิจในเครือของครอบครัวฉันมันไม่ได้มีแค่อย่างสองอย่าง "อ้อ ถ้าจำไม่ผิด ไทม์จำได้ว่าจันทร์เจ้าเคยเล่าให้ฟังว่าที่บ้านจันทร์เจ้าเปิดผับด้วยใช่ปะ" "อ๋อใช่ๆ เป็นของพ่อเราเอง เปิดอยู่แถวๆ ทองหล่ออะ" "ใช่ K.pub รึเปล่า" "อ่าใช่ ผับนั้นแหละของพ่อเราเอง" "...บังเอิญแฮะ" ไทม์พูดออกมาเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง ทำให้ฉันสงสัยเลยเคียงคอนิดๆ แล้วเอ่ยถามออกไป "เมื่อกีไทม์พูดว่าไรนะ" "เปล่า ไทม์แค่ว่ามันบังเอิญเฉยๆ ไม่คิดว่าผับของเราจะกลายเป็นคู่แข่งกันเฉยๆ ไม่มีอะไร" ฉันรู้ค่ะว่าที่ไทม์ต้องมากรุงเทพฯบ่อยๆ คือมาดูแลผับแทนพ่อของเขา แล้วก็รู้ด้วยว่าผับที่ไทม์มาดูคือผับดัง ที่ดังพอๆ กับผับของพ่อฉันเลย "นั่นสิ แต่เราว่าไม่ใช่คู่แข่งหรอก เพราะลูกค้าที่เข้าส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าประจำมากกว่า" คนที่มาส่วนมากก็จะเป็น Member ทั้งนั้น และก็จะมีกลุ่มลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดว่าเป็นคู่แข่งกัน "แต่ในเชิงการค้าเราคือคู่แข่งกันอยู่ดี ถึงจะไม่ได้แย่งลูกค้ากันก็เถอะ ประมาณว่าคนอื่นเขาชอบประเมินว่าผับไหนดีกว่าผับไหนอะไรประมาณนี้" "อ๋อ พอเข้าใจ เพราะแบบนี้ใช่มั้ยไทม์เลยคอยมาดูด้วยตัวเอง ?" "อ่าฮะ ใช่แล้ว" ไทม์พยักหน้าตอบฉัน เอาจริงๆ ฉันก็พอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่นะ เพราะฉันก็เคยเข้าไปช่วยพ่อตรวจดูผับอยู่บ่อยๆ และท่านก็มักจะปรับปรุงนั่นนู่นนี่ให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา คงจะคิดเหมือนไทม์แหละมั้ง "แล้วนี่...ถ้ากลับเชียงใหม่ไปแล้วจะกลับมากรุงเทพฯ อีกเมื่อไหร่อะ" ฉันเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะคุยเรื่องธุรกิจแล้วมันไม่ค่อยจรรโลงใจสักเท่าไหร่ "รอบอีกคงอีกสองอาทิตย์อะถึงจะได้มาอีก" "ทำไมรอบนี้เว้นนานจัง" ฉันถามไปอย่างอยากรู้ ในใจก็แอบเซ็งที่จะไม่ได้เจอเขาถึงสองอาทิตย์ "พอดีญาติไทม์แต่งงานอาทิตย์หน้า ไทม์ก็เลยต้องอยู่ร่วมงานน่ะ แล้วไทม์ล็อกวันที่ว่างจากงานที่เชียงใหม่เอาไว้แล้ว ว่าว่างแค่วันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ แล้วศุกร์หน้าก็ตรงกับงานแต่งญาติไทม์ ไทม์ก็เลยมาไม่ได้" "ง่ะ" ฉันยู่ปากตัวเองนิดๆ เพราะเสียดายที่อาทิตย์หน้าจะไม่ได้เจอเขา แต่ก็เข้าใจ ไทม์ไม่ได้มีงานแค่ที่กรุงเทพฯ ที่เชียงใหม่เขาก็มีธุรกิจครอบครัวที่ต้องดูแล สรุปง่ายๆ วันพฤหัส-วันศุกร์ของไทม์ที่เชียงใหม่ก็เปรียบเสมือนเสาร์-อาทิตย์นั่นแหละ แต่เขาก็ต้องเอาเวลาสองวันนั้นบินมาทำงานที่กรุงเทพฯ "คิดถึงไทม์เหรอ" ไทม์ถามพร้อมกับท้าวคางกับโต๊ะ อมยิ้มมองฉันด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ส่วนฉันก็ได้แต่ก้มหน้าลงนิดๆ หลบสายตาของเขา แล้วตอบไปเสียงเบา "ก็...ปกติก็เจอกันทุกอาทิตย์ไง" "ถ้าคิดถึงไทม์ ก็ไปหาไทม์สิ" "วันที่ไทม์หยุด เราไม่ได้หยุดสักหน่อย" พูดถึงเรื่องนี่ก็แอบเสียดายนะ ถ้าวันหยุดของเราตรงกัน อะไรๆ ก็คงดีกว่านี้ หลังกินข้าวเสร็จเราก็ไม่รู้จะไปทำอะไรต่อกันดี จะชวนไปดูหนังก็ไม่รู้จะดูเรื่องอะไร ถ้าจะไปเดินเล่นก็ดูเลื่อนลอยเกินไป สรุปคือตอนนี้ฉันก็ได้แต่นั่งคิดว่าจะไปทำไรต่อดี แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก และในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งคิดอยู่นั้น อยู่ๆ ไทม์ก็พูดขึ้นมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ "จริงสิ! จะกลับพรุ่งนี้แล้วแต่ไทม์ยังไม่ได้เก็บของเลย รอบนี้ของเยอะด้วยสิ ไหนๆ ก็ไม่รู้จะไปไหนแล้ว สนใจไปเก็บของช่วยไทม์มั้ย ?" ไทม์เสนอมาพร้อมกับส่งยิ้มมาให้ แต่ฉันนี่สิ ตอนนี้เริ่มใจสั่นขึ้นมานิดๆ แล้ว เพราะทันทีที่ไทม์พูดจบ...คำที่พี่เจ้าขุนย้ำกับฉันก่อนที่ฉันจะออกมาก็ดังขึ้น 'ถ้าไม่จำเป็นอย่าเพิ่งไปอยู่ที่ลับกับมันสองต่อสอง' ฉันไม่ได้ซื่อถึงขนาดที่ไม่รู้ว่า ที่ที่ไทม์ชวนไปเก็บของนั่นคือที่ไหน ก็โรงแรมที่เขาพักยังไงล่ะ 'มีอะไรหรือเปล่าคะพี่เจ้าขุน ?' 'พี่แค่...ยังไม่อยากให้เราไว้ใจมันเร็วเกินไป' ใช่! มันจะเร็วไปมากๆ ถ้าฉันยอมไปโรงแรมกับเขาวันนี้ ไม่ใช่ว่าที่คุยกันมาสองปีไม่มีความหมายนะ ตอนที่เราแค่คุยอะไทม์ดี ดูไว้ใจได้ แต่มันก็ไม่ได้การันตีว่าพอเปลี่ยนสถานะแล้ว เขายังจะเป็นแบบนั้นอยู่...อีกอย่าง...ฉันควรเชื่อพี่เจ้าขุน...? "...จันทร์เจ้าไม่ไว้ใจไทม์เหรอ ?" ฉันกลับไปให้ความสนใจกับคนตรงหน้าอีกครั้งเมื่อเขาถามขึ้นมา หลังจากที่ฉันเงียบไปนาน แต่...พอเห็นสายตาเขาที่มองฉันอยู่ตอนนี้ มันทำให้ฉันไม่กล้าที่จะปฏิเสธเขา "คือ..." "แต่ถ้าจันทร์เจ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ไทม์โอเคนะ เลือกที่ที่จันทร์เจ้าอยากไปก็ได้ ไทม์ได้หมด" ปากก็บอกว่าโอเค แต่สายตาที่มองฉันนี่สิดูผิดหวังมาก "ไทม์เข้าใจเราจริงๆ ใช่มั้ย ?" ฉันถามย้ำเขาไปอีกครั้ง บอกตามตรงว่าฉันใจไม่ดีเลย ทั้งสายตา ทั้งน้ำเสียงที่เขาใช้พูดคือมันสวนทางกับสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด "เข้าใจสิ" ... KT.Hotel และแล้วตอนนี้ฉันก็มาอยู่ที่โรงแรมที่ไทม์พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นฉันเองแหละที่ใจไม่แข็งพอที่เห็นสายตาผิดหวังของเขา ถึงปากจะบอกว่าโอเค แต่น้ำเสียงเขามันไม่เหมือนเดิม มันทำให้ฉันอึดอัด จนสุดท้ายฉันก็เลยตัดสินใจตกลงมาในที่สุด เอาเป็นว่า...ฉันจะพยายามระวังตัวเองให้ได้มากที่สุดแล้วกัน! "จันทร์เจ้า" "อ๊ะ!!" ฉันสะดุ้งตัวขึ้นทันทีด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อไทม์ยื่นมือมาแตะไหล่ฉัน ในขณะที่ฉันกำลังมองสำรวจห้องอย่างเกร็งๆ "ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ" "ปะ...เปล่าๆ พอดีเราเหม่อๆ น่ะ เลยไม่ทันตั้งตัว ไหนเหรอของที่ต้องเก็บอะ" ฉันตอบก่อนจะเปลี่ยนเรื่องมุ่งไปที่เป้าหมายของการมาที่นี่เลยทันที "อยู่ในห้องนอนน่ะ จะเก็บเลยรึไง ไม่นั่งพักก่อนเหรอ" "ก็เห็นไทม์บอกว่าเยอะ เราก็กลัวมันจะไม่เสร็จไง" "มันก็เยอะจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าเราช่วยกันแป๊บเดียวก็เสร็จ นั่งดูหนังก่อนก็ได้" ไทม์ชี้ไปที่โซฟาห้องนั่งเล่นแล้วเดินนำฉันไปนั่ง ส่วนฉันก็ไม่มีทางเลือก ก็เลยเดินตามไปแล้วไปนั่งลงที่โซฟาตัวเดียวกันกับเขา แต่ก็ไม่ได้นั่งชิดนะ ประมาณว่าเขานั่งมุมหนึ่ง ส่วนฉันนั่งอีกมุมหนึ่ง โรงแรมที่ไทม์พักให้ฟีลคล้ายคอนโดเลย มีนอนแยกต่างหาก มีห้องนั่งเล่น มีครัว มีระเบียง คือมีครบทุกอย่างเหมือนคอนโดนั่นแหละ "ทำไมไทม์ไม่ซื้อคอนโดเลยอะ ?" ฉันเอ่ยถามในระหว่างรอเขาหาแผ่นหนังอย่างหาเรื่องชวนคุย เพื่อหวังทำลายความเงียบระหว่างเรา "ก็ไม่รู้จะซื้อทำไม ที่นี่ก็ดี อีกอย่างมันก็เหมือนคอนโดเลยนะ" "ก็ใช่ แต่ถ้าไทม์ซื้อไว้ไทม์จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเปิดห้องบ่อยๆ ไง" ลองคิดดูเล่นๆ ค่าโรงแรมแต่ละคืนไม่ใช่ถูกๆ เลยนะสำหรับห้องระดับนี้ "แล้วใครบอกว่าไทม์จ่ายล่ะ" ไทม์พูดพร้อมกับลุกกลับมานั่งที่เดิมเมื่อเขาเปิดหนังเรียบร้อยแล้ว "อ้าว ไม่ได้จ่ายเหรอ" ฉันเอียงคอถามอย่างสงสัยนิดๆ "ไม่อะ ที่นี่เป็นของพ่อไทม์เอง" "อ๋อ" เข้าใจละ นี่คือความรู้ใหม่ นอกจากครอบครัวไทม์จะมีผับแล้วยังทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรมอีกด้วย "ที่บ้านไทม์ทำธุรกิจหลายอย่าง แต่โรงแรมก็มีแค่ที่กรุงเทพฯ ที่เดียว ไม่ได้มีหลายสาขาเหมือนครอบครัวจันทร์เจ้า" จากนั้นเราก็คุยกันต่ออีกนิดหน่อย และบทสนทนาก็ต้องหยุดลงเมื่อหนังเริ่มเล่น... ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ หนังที่เราดูเป็นหนังรัก...และแน่นอนว่ามันต้องมีฉากจูบ แล้วมันก็ไม่ได้จบแค่จูบอย่างเดียว สายตาฉันจ้องเขม็งไปที่นักแสดงทั้งสองที่กำลังเล่นบทรักและนัวเนียกันอยู่ ฉันไม่กล้าเลื่อนสายตาไปไหนเลย เหมือนร่างกายและสายตาฉันถูกใครสตาฟเอาไว้ มันเกร็งไปหมดทุกส่วน ยิ่งภาพที่พระเอกกำลังไล้ลิ้นไปตามริมฝีปากของนางเอก ใจฉันมันก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เผลอใช้มือจิกเข้ากับโซฟาไปอย่างไม่รู้ตัว และกว่าบทรักในจอทีวีจะจบลงก็ทำเอาฉันแทบขาดอากาศหายใจ ...เฮ้ออ! ทันทีที่หนังจบลง ฉันก็รีบสูดอากาศหายใจเพื่อเอาออกซิเจนเข้าร่างกายทันที แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้หายใจได้ทั่วท้อง คนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ก็เรียกชื่อฉันขึ้นมาด้วยเสียงกระเส่า พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าฉัน แล้วเลื่อนหน้าตัวเองเข้ามา... "จันทร์เจ้า..." จูบ! ใช่แล้วค่ะ! ไทม์จูบฉัน และมันก็เป็นจูบแรกของฉันด้วย!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD