ร้านไอติมแบรนด์ดัง
ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำแห่งหนึ่ง
“สบายใจขึ้นมั้ยครับ”
“ก็ดีค่ะ รู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะเลย ขอบคุณนะคะ”
แคนดี้ตอบขณะตักไอติมใส่ปาก จนทำให้บางส่วนของไอติมย้อยลงมาจากมุมปากเกือบถึงคาง
“พี่เช็ดให้นะ”
เขายื่นมือดึงทิชชูเตรียมจะเช็ดปากให้เธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ แคนเช็ดเองได้”
แคนดี้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขาและรีบคุ้ยหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าของเธอมาเช็ดปาก
เฟี๊ยสไม่ได้เสียความรู้สึกที่ถูกเธอปฏิเสธ
กลับกันเขานั่งยิ้มเอ็นดูในความรักนวลสงวนตัวของเธอเอามากๆ
“น้องรู้มั้ย ว่าการยอมให้อีกฝ่ายแตะเนื้อต้องตัวบ้างเล็กน้อย เป็นพื้นฐานหนึ่งของเซ็กซ์เลยนะ แค่เราได้สัมผัสกันผ่านทิชชู ก็ทำให้ใจเต้นแรงแล้ว”
ขณะที่พูด เขาเองก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ แม้ไม่ได้สัมผัสเธอแม้แต่น้อย
“นี่เรา เริ่มคลาสกันแล้วหรือคะ”
เธอพูดแกมอมยิ้มมุมปากให้เขา
“อ่อ ขอโทษครับพี่ติดสอนจนเคยชินน่ะ” เขายิ้มเขิน
“ไม่เป็นไรค่ะ แคนถามได้มั้ย ทำไมพี่ถึงมาเป็นอาจารย์สอนเรื่องเซ็กซ์หรอคะ”
เธอพูดจบ เขาถึงกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ถ้าพี่ลำบากใจไม่ต้องตอบก็ได้นะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ พี่ยินดีเล่าให้ฟัง มันเริ่มมาจากพ่อกับแม่พี่เลิกกันตอนพี่อายุ 7 ขวบ พี่แยกมาอยู่กับพ่อสองคน ตอนนั้นก็ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลิกกัน มารู้อีกทีก็อายุ 15 ตัดสินใจถามพ่อตรงๆ พ่อเลยบอกว่าสาเหตุมาจากเรื่องเซ็กซ์ที่ไม่ลงตัว ปล่อยเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จนแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ตั้งแต่นั้นมา พี่ก็เลยหาประสบการณ์เรื่องเซ็กซ์ด้วยตัวเอง เพราะอยากรู้ว่าจุดลงตัวที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน”
“แล้วพี่หาเจอมั้ยคะ” เธอถามด้วยความอยากรู้
“เจอครับ..แต่แค่ 80%นะ”
“แล้วอีก 20%ล่ะคะ” เธอถามต่อ
“พี่ขออนุญาตไม่ตอบนะครับ เดี๋ยวน้องก็รู้เอง”
เขายิ้มเจ้าเล่ห์สบตาเธอ ก่อนจะหลบตาไปทางอื่น
“ไม่อยากรู้ก็ได้ค่าาาา” เธอพูดกึ่งประชด และตักไอติมเข้าปากต่อไป
ระหว่างต่างคนต่างนั่งกินไอติมครู่หนึ่ง
เสียงกรุบ กรุบ เป็นจังหวะ ของร่างเท้าส้นสูง ดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลังของเฟี๊ยส
“สวัสดีค่ะ Pro S น่าแปลกนะคะ ที่เราเจอกันในร้านไอติม ไม่ใช่ที่อื่น”
นาน่านางแบบสาวสวย หุ่นเพรียว ในชุดเดรสสั้นเกาะอกสีแดงเพลิง กล่าวทักทาย ชายหนุ่มคนเคยสนิทที่เจอโดยบังเอิญ
แต่ขณะพูด สายตาเธอกลับจับจ้องไปที่หญิงสาวร่วมโต๊ะของเขาแทน
“สวัสดีครับนาน่า สบายดีมั้ยครับ” เขากล่าวทักทายตอบ
“พูดจาห่างเหินจังเลยนะคะ ทั้งที่เมื่อก่อน…ช่างมันเถอะค่ะ เดี๋ยวนี้มีเด็กใหม่แล้วหรอคะ คนที่เท่าไหร่แล้วน้า”
เธอพูดพลางยกนิ้วยาวเรียวขึ้นมานับเหมือนเป็นการยั่วประสาทเขา
“คุณไม่ควรพูดพาดพิงคนของผมนะครับ”
เขาเสียงเข้มขึ้น
“เธอคงเป็นนักเรียนหญิงว่านอน…สอนง่าย..ในคลาสของเขาสินะ คิดยังไงมาคบกับเขา สวยแซ่บอย่างฉัน ยังไม่ได้ไปต่อ ดูสารรูปตัวเองบ้างมั้ย”
นาน่าไม่โต้ตอบอะไรกับเฟี๊ยส แต่กลับจงใจพูดหาเรื่องแคนดี้ ด้วยถ้อยคำจิกกัดราวโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน
“สารรูปอย่างฉันนี่แหละคือผู้เลือก ไม่ได้เป็นตัวเลือกของใครง่ายๆ พอโดนเทขึ้นมาก็ร้อนรน ทำตัวไร้ค่าระรานคนอื่นไปทั่ว ถ้าไม่โง่คงรู้ว่าฉันด่าเธอ กรี๊ดสิ กรี๊ดมันออกมาเลย”
แคนดี้ลุกขึ้นพูดตอบโต้อย่างดุเดือด จนเฟี๊ยสและทุกคนในร้านตกใจมองเป็นตาเดียว
นาน่าเองถ้าไม่ถูกพูดดักคอคงกรี๊ดลั่นไปแล้วเรียบร้อย
เธอทำได้แต่ข่มอารมณ์โกรธ ยืนกัดฟันกรอดฟึดฟัดอยู่ตรงนั้น
“น่าพอเหอะอายเค้า ขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะคะ”
มิ้งค์เพื่อนสาวที่มาด้วยกันดึงแขนเธอออกไปนอกร้าน พลางโค้งตัวกล่าวขอโทษ
แคนดี้รู้สึกได้ว่าหน้าตัวเองร้อนผ่าวด้วยความโกรธ แต่ไม่คิดว่าจะกล้าพูดจาร้ายกาจ ออกไปแบบนั้น
เธอรีบค้นหาแว่นตากรอบกลมประจำตัวในกระเป๋า เพราะเวลาที่เธอเกิดความไม่มั่นใจ หรือ รู้สึกว่าทำอะไรไม่เป็นตัวเอง เธอมักจะใส่มันไว้เสมอ แต่ค้นหาอยู่นานทุกซอกทุกมุมก็ไม่พบ
“พี่เฟี๊ยสเห็นแว่นแคนมั้ยคะ” เธอถามด้วยอาการร้อนรน
“ไม่เห็นครับ ตอนเจอแคนใต้ต้นไม้พี่ก็ไม่เห็นแคนใส่นะ” เขาตอบ
“เรากลับกันเถอะค่ะ แคนอยากกลับแล้ว”
เธอชวนเขาออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด เพราะเมื่อหาแว่นไม่เจอ ทำให้เธอรู้สึกประหม่าจนไม่สามารถอยู่เป็นเป้าสายตาใครได้อีกต่อไป
“ครับ”
เขาเดินนำเธอออกไปอย่างรวดเร็ว
“พี่ไปส่งแคนที่หอได้ใช่มั้ยครับ”
เขาถามเธอเป็นเชิงอ้อนวอน
“ได้สิคะ ไปกันเถอะค่ะ”
เธอตอบพร้อมดึงเข็มขัดนิรภัยออกมาคาดทันที
เฟี๊ยสขับรถออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ภายในใจไม่ได้มีความสุขเช่นรอยยิ้มนั้นสักเท่าไหร่ เขารู้สึกผิดที่เหมือนเป็นต้นเหตุทำให้แคนดี้ต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆ แบบนี้
“พี่ขอโทษเรื่องนาน่าด้วยนะครับ”
เขากล่าวขอโทษเธอออกไปเสียงอ่อย
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ แคนไม่ได้โกรธอะไรพี่เลย สาวชุดแดงนั่นต่างหากที่ทำแคนโกรธ จะพูดว่าไงดีล่ะ เธอเหมือนนางร้ายที่หลุดออกมาจากละครหลังข่าวยังไงยังงั้น บทพูดนี่เป๊ะมาก พี่ไม่ต้องคิดมากนะคะ แคนถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของแคนด้วย ที่มีคนมาทำให้โกรธจนเผลอด่าออกไปได้ ถ้าเดาไม่ผิด เธอคนนี้ก็คงเป็นหนึ่งในประสบการณ์ของพี่เฟี๊ยสด้วยใช่มั้ยคะ”
เธอโพล่งถาม ออกไปตรงๆ
“ใช่ครับ นาน่ากับพี่เคยคบกัน เมื่อก่อนนาน่าเป็นผู้เรียนในคลาส เราสนิทกันมากไปปาร์ตี้ด้วยกันบ่อยๆ เลย…”
เขาอ้ำอึ้ง ไม่กล้าจะตอบเธอออกไปตรงๆ ว่าเขากับนาน่า คบหากันโดยมีเซ็กซ์เป็นตัวนำ เขายอมรับว่า เรื่องบนเตียงของเขากับนาน่าเข้ากันได้ดีมาก มากจนยืนระยะมาได้นานกว่าคนอื่นๆ ที่เคยคบ
เธอตอบสนองทุกท่วงท่า ทุกองศาที่เขาปรารถนา เขาเองก็ตอบสนองเธอได้มากพอแบบที่เธอต้องการด้วยเช่นกัน
แต่เซ็กซ์ที่เร่าร้อนโดยปราศจากพื้นฐานของความรัก
ก็ต้องจบลงโดยไม่มีสายใยใดๆ มาผูกมัดคนสองคนไว้ได้ จึงต้องจบลงด้วยการเลิกรา
“พี่พูดกับแคนตรงๆได้ทุกเรื่องนะคะ แคนไม่ใช่คนคิดเยอะ อดีตก็คืออดีตไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน แคนไม่ได้เหมือนนางเอกในละครนะ ที่ต้องมานั่งนอยด์กับอดีตของคนที่เรากำลังดูใจ”
พูดจบเธอรีบเอามือปิดปาก เพราะรู้ตัวว่าเพิ่งเผลอพูดคีย์เวิร์ดสำคัญออกไป
“เมื่อกี้พี่ได้ยินไม่ผิดใช่มั้ยครับ แคนบอกว่าพี่คือคนที่แคนกำลังดูใจ”
เขายิ้มกว้างพูดออกมาอย่างละล่ำละลัก
เธอไม่ตอบได้แต่นั่งเขินจนตัวแทบบิดมาตลอดทางจนถึงหอ
“พรุ่งนี้พี่มีสอนเช้าถึงบ่าย ว่างตอนเย็นๆ พี่ตั้งใจว่าจะพาน้องไปซื้อแว่นตาน่ะครับ น้องสะดวกมั้ย”
“ถ้าแคนสะดวก แต่อยากเล่นตัวว่าไม่สะดวกล่ะคะพี่จะทำยังไง”
เธอถามเขากลับไปอย่างยียวน
เขาไม่ตอบแต่กลับโน้มตัวจากเบาะคนขับขึ้นมาจ้องหน้าเธอใกล้ๆ จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจของกันและกัน กลิ่นน้ำหอมของเขาปะทะเข้าจมูกเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เธอรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวโดยเฉพาะมือ เธอรู้สึกมึนหัวเหมือนอยากจะนอนทอดร่าง ติดอยู่กับเบาะไปเสียอย่างนั้น
“ทำแบบนี้ไงครับ”
พูดจบริมฝีปากเขาเผยอพร้อมประกบลงไปบนปากบางสีชมพูระเรื่อตรงหน้า แต่ต้องแข็งใจหักห้ามความคิดที่กำลังเตลิดเปิดเปิงนั้นไว้ เปลี่ยนเป็นเลื่อนริมฝีปากไปจูบหน้าผากเธอแทน
ดวงตาของหญิงสาวพริ้มหลับลงโดยอัตโนมัติ
“เช็กชื่อเข้าคลาสแล้วนะครับ อย่าหนีไปไหนนะ”
เขากระซิบข้างหูเธอสุดละมุน