ราตรีที่ 1 ความกลัวที่ไม่อาจหลุดพ้น ความเจ็บปวดที่หวนคืน
“คนเราเกิดมาเพื่ออะไรกันนะ”
ถ้าเกิดว่าเราตายไปแล้วจิตวิญญาณของเราจะไปอยู่ที่ไหน....ภพนรกและสวรรค์นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า
อ่า...แต่ชีวิตตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรจากนรกอยู่แล้วนี่....
ชีวิตบัดซบที่ไม่มีใครต้องการ....
ถ้าเราตายไป....จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ได้หรือเปล่า
-----------------------------------------------------------------
ท้ายที่สุดการตายในชาติที่แล้วมันก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของชาติใหม่เพียงเท่านั้น
ได้เกิดใหม่เป็นมนุษย์ในโลกที่แตกต่าง.....หวังว่าครั้งนี้เราจะหาคำตอบ “ของชีวิต” เจอนะ
แต่ดันเกิดมาในโลกที่มนุษย์เป็นทาสของแวมไพร์ซะได้....
ชีวิตบัดซบครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว......
---------------------------------------------------------------------------------
“ข้าเกลียดมนุษย์....โดยเฉพาะเจ้า....เกลียดที่เจ้ามีกลิ่นเย้ายวน เกลียดเลือดที่หอมหวานของเจ้า เกลียดที่มันอร่อยจนถอนคมเขี้ยวไม่ขึ้น ทั้งหมดนั่นมันเป็นความผิดของเจ้า! อัล!”
“อยากจะฝังเขี้ยวเข้าไปให้ลึกถึงกระดูก อยากฉีกกระชากเสื้อผ้าเน่าๆ นั่น อยากโลมเลียและทำให้ส่วนล่างของเจ้าสั่นกระเส่าไม่หยุด จนกว่าเจ้าจะฉี่ราดอย่างหมดสภาพเลย....อัล....”
“รู้รึเปล่าครับ...ว่าการมอบความตายให้อีกฝ่ายมันหมายความว่ายังไง....สำหรับแวมไพร์ที่มีชีวิตมาอย่างยาวนานนับร้อยปีอย่างพวกเรา การฆ่าอีกฝ่ายมันคือการมอบรักนิรันดร์ให้ยังไงล่ะ!”
“เอ้า!! มาสิอัล ฆ่าผมเลย ปักกริดลงมาบนหัวใจของผมเลยสิ!! ได้โปรดมอบความรักให้ผมที”
“ขอความรักจงสถิตอยู่เหนือกาลเวลา ความเจ็บปวด ความตายและการดับสูญ....”
“ชั่วนิรันดร์”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลำดับขั้นของแวมไพร์
ระดับ S - ท่านลอร์ด. ราชาของเหล่าแวมไพร์สายเลือดบริสุทธิ์ที่ควบคุมระดับ A ได้
ระดับ A - แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ = (เรียกว่า นายท่าน)
ระดับ B - แวมไพร์ชั้นสูง = (ชนชั้นผู้ดี)
ระดับ C - แวมไพร์สามัญทั่วไป
ระดับ D - แวมไพร์ที่เคยเป็นมนุษย์และถูกกัดโดยแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์
ระดับ E - (หรือ "End") - แวมไพร์ระดับ D ที่ต่อมาควบคุมตัวเองไม่ได้
-------------------------------------------------------
การจัดลำดับขั้นของทาสมนุษย์….
ระดับสูงสุด ทาสคนโปรด
ระดับที่ 1 ทาสชั้นสูง
ระดับที่ 2 ทาสชั้นกลาง
ระดับที่ 3 ทาสชั้นต่ำ
-----------------------------------
แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ 5 ตระกูลใหญ่
1. แอชเชอร์
2. เจเนซิส
3. ลุค
4. เรน
5. ซีน่า
……………………………………
ราตรีที่ 1
ความกลัวที่ไม่อาจหลุดพ้น ความเจ็บปวดที่หวนคืน
“ว่ากันว่าหากคนเราตายไปแล้วจะได้ไปสวรรค์”
มีความเชื่อมากมายได้กล่าวถึงโลกหลังความตายเอาไว้ บ้างก็บอกว่าจะได้ไปสวรรค์ บ้างก็ว่าจะลงนรกไปรับผลกรรมหรือไม่ดวงวิญญาณของเราก็จะหวนคืนสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้า
แต่สำหรับคนที่เคยตายมาแล้วหนหนึ่งอย่างผม....ความตายนั้นเป็นเพียง... “ความว่างเปล่า”
ดวงวิญญาณของผู้คนจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่งในห้วงของความว่างเปล่า ก่อนที่ดวงวิญญาณนั้นจะได้หวนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง....
......ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้เกิดใหม่เช่นกัน หากแต่ว่าโลกที่ได้ถือกำเนิดขึ้นมานั้นมันโหดร้ายยิ่งกว่าชาติก่อนเสียอีก
ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้สิ่งที่ผมต้องทำเพื่อการมีชีวิตรอดมีเพียงแค่การหลบหนีเท่านั้น.....
“หนีจากความเจ็บปวดและความตาย”
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ กระท่อมไม้หลังเล็กในหมู่บ้านกลางป่าลึกอันเป็นที่หลบซ่อนตัวมานับแรมปี แม้ว่าเหล่าผู้คนในหมู่บ้านจะไม่ใช่มนุษย์แต่ว่าพวกเขาก็ให้การต้อนรับและช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี
“ใครครับ?”
ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ จากผู้ที่อยู่ด้านหลังประตู บางทีนี่อาจจะเป็นการหยอกล้อของเด็กๆ ในหมู่บ้านเหมือนเช่นเคยก็ได้
"ใครน่ะ!"
....แต่ทำไมกันนะ บางอย่างในส่วนลึกของจิตใจผมมันบอกว่าห้ามเปิดประตูบานนั้นออกเด็ดขาด ร่างกายเริ่มสั่นเทาขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความกลัวที่แล่นเข้ามาในโซนประสาท เท้าของผมถอยหลังเองโดยอัตโนมัติ
“พะ...พี่อัลอัล”
เสียงของเด็กน้อยที่มักจะมาขอขนมที่บ้านของผมเป็นประจำเอ่ยเรียกขึ้น ทันทีที่ได้ยินเสียงของเขาร่างกายที่สั่นกลัวเพราะความคิดไปเองก็ได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“มาเอาลูกกวาดเหรอครับ ทำไมวันนี้ถึงได้มาซะค่ำละ อั๊ก!”
ผมพูดขึ้นก่อนที่จะค่อยๆ เปิดประตูออกกว้าง แต่ทว่ายังไม่ทันได้เปิดสุดบาน ก็มีบางอย่างพุ่งตัวเข้ามาล๊อกตัวของผมกดลงกับพื้นด้วยแรงมหาศาลจนผมไม่อาจจะขยับตัวได้เลย
“ข้าบอกแล้วไง ว่าเจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้นหรอก!!!....อัล!!!”
เสียงทุ้มต่ำที่ตะคอกอยู่ข้างหูด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด น้ำเสียงที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม
.....ต่อให้อยากจะลืมแค่ไหนแต่ใครมันจะไปลืมลงกัน
“ทะ....ท่านเฮย์เซล”
“ สนุกรึเปล่าล่ะ อิสระในช่วงสั้นๆ น่ะ...ฮ๊ะ!” มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนมาบีบกรามของผมไว้แน่น
ผมรับรู้ได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่ายที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ เพียงเสี้ยววินาทียังไม่ทันได้ตั้งตัว ที่ต้นคอก็รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่กำลังแทรกตัวเข้ามาในชั้นผิว คมเขี้ยวของคนตรงหน้าได้ฝังเข้ามาสุดแรงราวกับว่าร่างกายของผมจะถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ
“อ๊ะ อ๊า!!”
เจ็บ....
.
มันเจ็บเหลือเกิน.....ต้องทำยังไงถึงจะหนีไปจากเขาได้กัน!
.
น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มไหลรินอีกครั้ง....
เสียงดูดดื่มที่ฟังหื่นกระหายดังอยู่ข้างหู มือหนาของเขาเลื่อนมาฉีกกระชากเสื้อผ้าตัวบางที่ผมสวมใส่อยู่ออกได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่เจ้าตัวจะผละออกจากต้นคอแล้วหันมาดึงกางเกงของผมออกไปแทน แม้จะพยายามดิ้นขัดขืนยังไงมันก็ไม่เป็นผลอยู่ดี
"หยุดนะ...ปะ ปล่อย..."
ท่านเฮย์เซลยกขาของผมแยกออกจากกันแล้วกดมันลงมาด้านหน้าให้ก้นขาวเนียนกระดกขึ้น เผยให้เห็นรูรักสีระเรื่อได้อย่างชัดเจน ลิ้นสีแดงสดของเขาเลียริมฝีปากตนเองที่เปื้อนเลือด สายตาที่มองมามันเจ้าเล่ห์ทั้งยังดูเซ็กซี่ในเวลาเดียวกัน
“ฮื้ม....ส่งกลิ่นหอมหวานน่าดูเลยนิ” เขายกยิ้มมุมปากก่อนที่จะละเลงลิ้นลงเลียตรงรูรักอย่างเมามัน
“อ๊า! หยุดนะครับ!”
“อ๊า....รสชาติ มันหวานกว่าเดิมซะอีกนะ....อัล”
อย่าพูดทั้งที่หน้ายังซุกอยู่ตรงนั้นได้ไหมครับ! เสียงดูดเลียที่หยาบโลนดังขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งจนน่าอาย เมื่อเขาลงลิ้นที่ตรงนั้นจนพอใจแล้ว ก็เลื่อนสูงขึ้นมาอีกนิด ก่อนจะดูดกลืนเจ้าแกนกายของผมเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย
ผมครางเสียงดังลั่นแอ่นสะโพกขึ้นตามความเสียวซ่านที่ได้รับ เมื่อเขาเริ่มเร่งจังหวะขึ้นลงแล้วดูดมันแรงขึ้น สะโพกของผมก็ยิ่งส่ายร่อนตามจังหวะของเขาอย่างน่าอาย คมเขี้ยวของท่านเฮย์เซลมันครูดเข้ากับแท่งแข็งของผมจนเริ่มรับรู้ได้ถึงความเจ็บแสบเป็นทางยาว
.....นี่มันไม่ใช่การให้ความสำราญแต่อย่างใด.....
.....หากแต่เป็น....การลงโทษต่างหาก....
“อั๊ก! เจ็บ...ฮื่อ พอแล้วครับไม่เอาแล้ว”
“อ๊อก อ๊อก อ๊อก อ๊อก”
เฮย์เซลยกยิ้มมุมปากอย่างพออกพอใจเมื่อเห็นว่าผมกำลังร้องไห้เสียงดังกว่าเดิม ใบหน้าที่ขาวซีดของเขาเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาให้ได้เห็น สายตาที่หรี่มองอย่างมีเลศนัยทั้งยังหอบหายใจอย่างหื่นกระหาย
"อ่ะ อ่า อ๊าาาา…!"
ไม่รีรอต่อไป เขาจับตัวผมพลิกคว่ำหน้าลงกับพื้นก่อนที่จะยัดแท่งสวรรค์ที่ทั้งแข็งและใหญ่ของเขาเข้ามารวดเดียวมิดด้ามอย่างไม่ไยดี
"เดี๋ยว!"
ช่องทางที่ไม่ได้มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานานเมื่อมีบางอย่างแทรกตัวเข้ามากะทันหันทำให้เกิดการฉีกขาดขึ้น
“อ๊า!! ฮื่อออ จะ เจ็บครับ พอแล้วไม่เอาแล้ว...ฮึก”
“หึหึ ฮ่าๆๆ นั่นแหละร้องอีกสิ ร้องดังๆ เจ็บปวดให้มากกว่านี้อีก!”
เสียงที่ฟังดูสะใจจากคนที่อยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้น ไม่ทันได้เตรียมใจเขาก็ซอยดุ้นถี่ยิบๆ สลับจังหวะกับการกระแทกเน้นๆ จนภายในท้องของผมรู้สึกจุกไปหมด....
“อ่าๆ ...อ๊า! อึก!” ทันใดก็รู้สึกเจ็บที่หลังคอจากคมเขี้ยวของเขาที่ฝังเข้ามาอย่างแรง
เมื่อใดก็ตามที่ถูกกัดตอนที่มีส่วนนั้นสอดใส่เชื่อมต่อกันอยู่ ขนทั้งตัวของผมมันก็ลุกขึ้นทันที ความเสียวซ่านที่รู้สึกได้มันเสียวจนแทบจะเสร็จซะเดี๋ยวนั้นเลย
พั่บพั่บพั่บพั่บพั่บพั่บพั่บ!!!
“อ๊า! อ่าๆๆ! ขะ...ขอโทษครับ ฮื่ออ ผมขอโทษ ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ...ผมเจ็บ”
การร้องไห้คร่ำครวญที่รู้ดีว่ามันไม่อาจมีผลอะไรกับคนอย่างเขา แต่ว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำได้ในตอนนี้....
“อัล ข้าทำไม่ได้.....ข้าทำไม่ได้ ขอโทษ ข้าขอโทษ....ข้าปล่อยเจ้าไปไม่ได้จริงๆ” เสียงของเขามันเริ่มสั่นเครือขึ้นเรื่อยๆ ....
.
.
"......ข้า....ไม่อยากปล่อยเจ้าไป....จริงๆนะอัล....ข้าน่ะ....เจ็บปวดมากเหลือเกิน"
.
.
"เจ็บปวด....ที่ต้องทนเห็นเจ้าหวาดกลัวข้าเช่นนี้....ฮึก."
"หากจะไป...ก็ช่วยรอข้าอีกหน่อยเถอะนะ....เพราะอีกไม่นานข้าก็จะ...."
นัยน์ตาของเฮย์เซลที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดมีหยดน้ำสีใสไหลรินอาบแก้มที่ขาวซีด...ด้วยหัวใจที่ปวดร้าวอย่างแสนสาหัส...
"อัล.....ข้า...."
เฮย์เซลทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาซุกหน้าไปที่ไหล่ของคนตรงหน้าลำเอ็นที่เอาแต่กระแทกกระทั้นเมื่อครู่ก็หยุดสนิท มือทั้งสองข้างโอบกอดคนตัวเล็กแน่นหนาราวกับว่ากลัวคนในอ้อมแขนจะหลุดลอยหายไป ไหล่ที่เคยแห้งสนิทของอัลเริ่มรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้นของหยดน้ำที่ไหลลงมากระทบผิวหนังของตน
".....ฮึก"
เสียงสะอื้นไห้ดังเข้ามาในโซนประสาทของอัล มันดังกึกก้องในหัวจนไม่อาจลบให้หายออกไปได้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจจนไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ระ....ร้องไห้งั้นเหรอ?”
อัลเผยอปากมองเฮย์เซลนิ่ง แรงแขนของคนด้านหลังกอดแน่นขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ ร่างกายของเขาที่สั่นเครือ....และเสียงร้องไห้กระซิกที่แผ่วเบาข้างๆ หู
ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวของคนทั้งสองความเงียบงันเริ่มเข้ามาแทนที่ เฮย์เซลขยับตัวลุกขึ้นไม่วายดึงตัวอัลขึ้นมาอุ้มสูงระดับอก ก่อนจะเงยหน้ามองคนในอ้อมแขน...
"อ้าาา!"
คนตัวเล็กจับศีรษะของเฮย์เซล มือเล็กขยำเข้าไปที่เส้นผมสีเงินเต็มฝ่ามือทั้งยังดึงอย่างแรงเพราะกลัวจะหงายท้องตกลงไป พอตั้งสติได้ก็ต้องนิ่งค้างไปทันที คนอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอยทั้งยังโกรธง่ายแบบเขามีหวังจบไม่สวยแน่
“เอ๊ะ? ....”
อัลกะพริบตาปริบๆ เมื่อครู่อุตส่าห์เตรียมใจว่าอาจจะโดนเล่นงานแต่ทว่า การลงโทษของเฮย์เซลครั้งนี้กลับดูต่างออกไปจากทุกที...
".....อัล"
ใบหน้าที่หล่อเหลาซุกไซซ์หน้าท้องที่แบนราบของคนในอ้อมแขน นอกจากจะไม่โกรธที่โดนกระชากผมแล้วยังมีสีหน้าที่ออดอ้อนจนผิดวิสัยอีกด้วย อีกทั้งใบหน้าขาวซีดนั้นยังคงเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
“อัล...อัล...เป็นเจ้าจริงๆ ใช่หรือไม่”
.
“นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม...”
น้ำเสียงที่สั่นเครือของเฮย์เซลเอื้อนเอ่ยออกมาช้าๆ หยาดน้ำตาสีใสไหลรินอาบแก้มมากกว่าเดิม ดวงตาที่แดงก่ำของเขาทำให้รู้ว่าน้ำตานั่นเป็นของจริง อัลนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรคนตัวเล็กทำเพียงมองเฮย์เซลนิ่งๆ เพราะยังมึนงงกับสถานการณ์ตอนนี้อยู่
แวมไพร์หนุ่มวางอัลลงบนโต๊ะอาหาร ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!
“อัล....ข้าขอโทษ....ขอโทษนะ...อัล” น้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้นพูดออกมาอย่างจริงใจ
อยู่ๆ แวมไพร์หนุ่มผู้หยิ่งผยองไม่เคยก้มหัวให้ใครกลับนั่งคุกเข่าลงไปกับพื้นแล้วก้มจูบที่ฝ่าเท้าของคนตรงหน้าอย่างอัล
“ได้โปรดยกโทษให้ข้าเถอะนะ....จะให้ข้าทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น” ขณะที่พูดเขาก็กอดขาอัลแน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งยังร้องไห้ฟูมฟายราวกับคนเสียสติ
“ขอเพียงแค่...อย่าหายไปจากข้า”
.
“อย่าหายไปไหนอีกเลยนะ....”
"แค่ตอนนี้ก็ยังดี...." พึมพำ
เสียงร้องไห้คร่ำครวญฟังดูเศร้าโศกเสียใจราวกับหัวใจแตกออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ อัลยังคงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป การกระทำของอีกฝ่ายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนมันทำให้คนตัวเล็กกำลังตกอยู่ในสภาวะสับสนมึนงงอย่างหนัก
แต่ใช่ว่าเพียงแค่ขอโทษแล้วเรื่องเลวร้ายทุกอย่างที่ผ่านมามันจะหายไป...
“เจ้าจะเอาตีนเหยียบหน้าข้าก็ได้ ถ้ามันจะทำให้เจ้าหายโกรธ....” ไม่พูดเปล่าเพราะว่าเฮย์เซลยกเท้าของอัลขึ้นมาทาบหน้าของตนเองจริงอย่างที่เอ่ยปาก
คนบนพื้นคลานเข่าเข้ามาใกล้เขาแทรกตัวเข้าไปตรงหว่างขาของอัล มือก็เอื้อมขึ้นมาโอบกอดเอวของคนตรงหน้าเอาไว้แน่น พร้อมทั้งถูหน้าบนตักขาวเนียนไปมาอย่างออดอ้อน
"...ได้โปรด...."
แต่ดูเหมือนว่าคนทำตัวไม่ถูกมากที่สุดจะเป็นอัลเสียมากกว่า คนตัวเล็กคิดทบทวนถึงการกระทำเมื่อครู่เดี๋ยวรุนแรงเดี๋ยวอ่อนโยน แวมไพร์ตรงหน้าช่างเข้าใจยากเสียจริง หากจะยอมให้ข่มเหงก็ดูว่าจะเป็นเรื่องเสียหน้ามากเกินไปในใจจึงคิดอยากจะลองของเสียหน่อย
ว่าจะยอมทำทุกอย่างตามที่เคยได้ลั่นวาจาเอาไว้จริงหรือไม่
“ถ้าอย่างงั้น....ไหนลองเห่าเหมือนหมาให้ผมฟังหน่อยสิครับ....”
เสียงใสเอื้อนเอ่ยออกมาเนิบนาบ แต่ใบหน้ากลับหวั่นวิตกเป็นกังวลพอๆ กับน้ำเสียง แม้อาจจะยังเกรงกลัวแต่ว่าอัลก็ไม่อยากจะถูกรังเจ้าฝ่ายเดียวอีกแล้ว
“โฮ่ง....”
โดยไม่คาดคิดเสียงเห่าเยี่ยงสุนัขก็ดังขึ้นมาจากปากของแวมไพร์ผู้หยิ่งผยองจริงๆ ...มือเรียวของเฮย์เซลจับมือของอัลมาใกล้ใบหน้า
ก่อนที่วินาทีต่อมาหลังมือของคนตัวเล็กจะรู้สึกได้ถึงแก้มเย็นๆ ที่เข้ามาสัมผัส...ดวงตากลมโตเบิกกว้างเนื่องจากอาการช๊อกราวกับว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์อย่างที่แปดของโลกก็ไม่ปาน....
“โฮ่ง โฮ่ง”
นอกจากจะไม่มีวี่แววของความโกรธเกรี้ยวแล้วยังจะมีใบหน้าที่ออดอ้อนราวกับสุนัขจริงๆ เสียอีก....
อัลนิ่งเงียบไม่คาดคิดว่าคนตรงหน้าจะยอมทำตามที่พูดจริงๆ คนตัวเล็กยังคงสับสนและคิดถึงเหตุผลที่ทำให้คนอย่างเฮย์เซลยอมทำถึงขนาดนี้...
“แต่ว่า"
.
"....ขอโทษทีนะครับ”
.
“พอดีผมเกลียดหมา...”