bc

โซ่การุณย์

book_age18+
2.1K
FOLLOW
12.3K
READ
love-triangle
HE
pregnant
kickass heroine
drama
bxg
campus
city
childhood crush
like
intro-logo
Blurb

เธอปล่อยให้ท้อง...เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณแต่พ่อของลูก...กลับคิดว่าเธอต้องการจะจับเขาเพราะความอยากได้อยากมีปานชีวาและลูกจึงเป็นยิ่งกว่าเศษขยะในสายตาเขา...ปานชีวา หรือมะยม หญิงสาววัยยี่สิบปี เธอถูกคุณย่าประภาอุปการะคุณมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านแตกไม่มีใครต้องการ ทำให้เธอพยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนพระคุณของคุณย่าศรา หรือ เสือ ชายหนุ่มอายุสามสิบปี เขาเป็นหลานชายคนเดียวของคุณย่าประภา เป็นคนเคร่งขรึมเด็ดขาดและจริงจังในทุกๆเรื่องศราให้ความเอ็นดูกับเด็กหญิงที่คุณย่ารับอุปการะมาตลอด เพราะรู้สึกเห็นใจและสงสารในโชคชะตาของเธอ แต่ในที่สุดความเอ็นดูก็แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง เมื่อเขารู้ธาตุแท้ว่าความจริงแล้วเธอมันไม่ได้น่าสงสารเลยสักนิด แต่ป็นผู้หญิงหน้าด้านและทะเยอทะยานจนน่ารังเกียจและความทะเยอทะยานของเธอก็ทำให้เขาสูญเสียคนรักไป ศราจึงพยายามทำทุกทางให้เธอได้รับความเจ็บปวดอย่างสาสม!"ลงไป!"เขาออกคำสั่งแล้วจ้องเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ"ฉันบอกให้ลงไป!""แต่ฝน...""แค่น้ำฝนทำอะไรคนหน้าด้านอย่างเธอไม่ได้หรอก! รู้ไว้ซะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะเธอ! ลงไป!"ก้อนสะอื้นวิ่งขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเจ็บร้าว กระบอกตาร้อนผ่าวเมื่อเขาไล่อย่างไม่ไยดี และเธอก็เลือกที่จะเปิดประตูลงจากรถไปโดยไม่อ้อนวอน"ฮึก...ฮึก..."ปานชีวามองตามท้ายรถคันหรูที่ขับออกไปด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ยกสองแขนขึ้นกอดตัวเองท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ครืนนน ครืนนน เปรี้ยง!!!กรี๊ดดดด!!!เธอทรุดนั่งลงตรงนั้นแล้วกรีดร้องสุดเสียงแล้วยกสองมือขึ้นปิดหู ทั้งหวาดกลัวทั้งตกใจจนตัวเนื้อสั่น นึกเสียใจที่ไม่เอ่ยปากอ้อนวอนเขา"ฮือๆ....ฮึก"การที่ศราทอดทิ้งเธอมันเหมือนกับหอกดาบที่ทะลวงซ้ำตรงแผลเก่า ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันวานเธอก็ยังคงเป็นชีวิตไร้ค่าที่ไม่มีใครต้องการ ไม่มีแม้แต่คนที่คอยห่วงใยหรือใส่ใจดวงตาแดงก่ำมองไปยังพ่อของลูกด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าท้องนูนที่ปวดแปลบ"ในท้องนี่ก็ลูกคุณนะคะ คุณกล้าพูดแบบนั้นออกมาได้ยังไง!""ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ในเมื่อมันคือชีวิตที่ฉันไม่เคยต้องการ!"เขาตะคอกใส่ด้วยแรงโทสะโดยไม่ทันสังเกตุเลือดสีแดงสดที่เริ่มไหลลงตามเรียวขาของเธอ"เด็กคนนี้มันก็จะเป็นเหมือนเธอ! เหมือนแม่ของมัน! เกิดมาเป็นตัวปัญหาที่ไม่มีใครต้องการ!"ปานชีวายืนอึ้งเมื่อได้ยินคำนั้นจากปากเขา ที่ผ่านมาศราทำร้ายจิตใจเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทำให้เธอเจ็บปวดได้เท่าครั้งนี้

chap-preview
Free preview
โซ่การุณย์...1
เด็กหญิงสองคนวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่อีกคนไม่ทันระวังจึงสะดุดล้มลงบนพื้น ก่อนจะแผดเสียงร้องไห้ดังทั่วบริเวณ “คุณเมเป็นอะไรไหมคะ” ‘ปานชีวา’ หรือ ‘มะยม’ รีบเข้าไปประคองคุณหนูของบ้านเพราะรู้ดีว่าหาก ‘คุณเม’ หรือ ‘เมลินดา’ ยังไม่ยอมหยุดร้องคนที่ซวยก็จะต้องเป็นเธอ “แกแกล้งลูกฉันอีกแล้วเหรอฮะ! อีเด็กเหลือขอ!” ยังไม่ทันที่ความคิดของเด็กหญิงจะสิ้นสุดเสียงแหลมของคุณมาลินีก็แผดลั่น “คุณแม่!... ฮือ ๆ” คุณมาลินีตรงเข้ากอดประคองลูกสาวที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้นแล้วปลอบโยนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ “โอ๋... คนดีของแม่ไม่ร้องนะคะลูก” “ฮือ ๆ” “บอกแม่สิคะลูก ว่านังเด็กเหลือขอนี่มันแกล้งอะไรหนู” “ฮึก... ฮึก... มะยมวิ่งไล่เม... ฮึก... เมวิ่งหนีเลยล้มค่ะ” “นั่นไง! ฉันคิดอยู่แล้วเชียวอีนี่!” พอได้ยินที่ลูกสาวบอกหญิงวัยกลางคนก็รีบลุกขึ้นพร้อมเงื้อมือหมายจะฟาดเด็กหญิงที่ตอนนี้กำลังถอยหนีอย่างลนลาน “คุณเมล้มเองนะคะ! หนูไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะคุณป้า!” ปานชีวารีบร้องบอกในขณะที่ขาเล็ก ๆ ยังคงก้าวถอยหลังไม่หยุด “อย่ามาสะเออะนับญาติกับฉันนะ! แกต้องรับผิดชอบที่ทำลูกเมเจ็บตัว!” ดวงตากลมโตของเด็กหญิงปิดสนิทรอรับแรงปะทะจากฝ่ามือของคุณมาลินี แต่แล้วเสียงทุ้มที่ดังขึ้นด้านหลังก็ทำให้ปานชีวาดีใจสุดขีด “คุณอาจะทำอะไรครับ!” คุณมาลินีลดมือลงเมื่อเห็นหลานชายเดินเข้ามาพร้อมมองด้วยแววตาตำหนิติติง “อาจะตีอีเด็กเหลือขอนี่โทษฐานที่มันทำน้องเมเจ็บ” “แค่เด็กเล่นกันครับคุณอา จะโทษมะยมก็ไม่ถูกนะครับ” “นี่เสือเห็นนังเด็กนี่ดีกว่าน้องเชียวเหรอ!” “เปล่าครับคุณอา ผมพูดตามความเป็นจริง อีกอย่างถ้าคุณอาตีมะยม ผมคิดว่าคุณย่าต้องไม่พอใจแน่ ๆ” คนถูกเตือนชักสีหน้าก่อนจะคว้าแขนลูกสาวเดินออกไปอย่างโกรธเคือง “มะยม...” “คะ...” เด็กหญิงเงยหน้าจนคอตั้งบ่าเพื่อมองหน้าคุณเสือผู้ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเธอ “ต่อไปถ้าหลีกเลี่ยงการเล่นกับน้องเมได้ก็หลีกเลี่ยงนะ เพราะฉันคงไม่ได้มาช่วยเธอได้ทุกครั้ง” “ค่ะคุณเสือ ขอบคุณนะคะ” “ไปเถอะ แล้วอย่าเอะอะแถวนี้ฉันจะอ่านหนังสือ” “ค่ะ” แถวนี้ที่เขาว่าคือสวนหลังบ้านคุณย่าประภาผู้ที่มีอุปการะคุณต่อเธอ ปานชีวารีบหายตัวไปจากสายตาของศราทันทีที่เขาบอกว่าต้องการอ่านหนังสือ แต่เธอไม่ได้หายไปไหนหรอกเพียงแต่แอบอยู่หลังต้นไม้เพื่อมองเขาเงียบ ๆ ศรา... คือทายาทคนโตของ ‘พิริยะสกุล’ เขามีอายุมากกว่าเธอถึงสิบปี นอกจากเขาจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวสำหรับเด็กหญิงวัยสิบขวบแล้ว ก็ยังเป็นไอดอลในด้านการเรียนของเธออีกด้วย ในวัยเพียงสิบขวบปานชีวาไม่รู้อะไรมากนัก เธอรู้เพียงว่าทุก ๆ คนต่างชื่นชมในการเรียนดีของศรา จึงอยากที่จะได้รับคำชมแบบนั้นบ้าง ปานชีวา... ถูกพ่อแท้ ๆ ทอดทิ้งเมื่อตอนแปดขวบ มันเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด และหยั่งรากฝังลึกในใจของเด็กหญิง จนต้องนอนร้องไห้ทุกคืนเพราะเหตุการณ์นั้นยังตามหลอกหลอน และถ้าหากไม่ได้คุณย่าประภาหญิงชราเจ้าของบ้านสวนริมน้ำ เธอก็คงไม่แคล้วถูกส่งไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเพราะคุณย่าประภาโอบอุ้มชีวิตน้อย ๆ ของเธอเอาไว้ ปานชีวาจึงเทิดทูนท่านเหนือทุกสิ่งรวมทั้งทุกคนในพิริยะสกุลด้วย แต่มันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสงสารและเอ็นดูเด็กกำพร้าอย่างเธอ (2 ปีก่อน) เด็กหญิงวัยแปดขวบมองดูบิดาที่ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยความสงสัย มารดาของเธอตายจากไปได้เกือบปีทิ้งเธอให้อยู่กับบิดาเพียงลำพังในบ้านสังกะสีหลังน้อย ทำให้ปานชีวาเหลือเพียงบิดาเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งทั้งกายและใจ “พ่อจะไปไหนจ๊ะ” “เปล่า... เก็บเอาไว้ก่อน พ่อว่าอีกสองสามวันจะพามะยมไปเที่ยว” พอได้ยินอย่างนั้นเด็กหญิงก็ยิ้มร่าด้วยความดีใจ เพราะช่วงหลังบิดาไม่ค่อยมีเวลาให้เธอเลย “จริงเหรอจ๊ะ!” “อื้อ... จริงสิลูก” “แต่คืนนี้มะยมต้องไปอยู่กับป้าพรก่อนนะ” “ทำไมล่ะพ่อ คืนนี้พ่อไม่ไปทำงานไม่ใช่เหรอ” เด็กหญิงทำหน้าสลดเมื่อรู้ว่าคืนนี้เป็นอีกคืนที่ต้องไปนอนบ้านป้า เนื่องจากบิดาของเธอมีอาชีพเป็นนักดนตรีจึงต้องทำงานกลางคืน เวลาที่ไปทำงานจึงเอาเธอไปฝากนอนที่บ้านของป้าซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ “พ่อมีงานด่วนน่ะ ไปเถอะเสร็จละ” นายชัยพัชลุกขึ้นยืนพร้อมหิ้วกระเป๋าที่เพิ่งรูดซิปด้วยท่าทางเตรียมพร้อม “พ่อจะเอากระเป๋าไปทำไมล่ะจ๊ะ” “อ้อ... งานด่วนต้องไปสองวัน พ่อจะเอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยน” “อ้าว... แต่เมื่อกี้พ่อบอกว่าเก็บกระเป๋าเตรียมไว้พา...” “เงียบสักทีเถอะมะยม จะสงสัยอะไรกันนักกันหนาฮะ!” พอถูกบิดาตวาดใส่เด็กหญิงก็ปิดปากเงียบแล้วเดินตามแรงจูงมาถึงที่บ้านของป้า ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านเธอเท่าไหร่นัก ก๊อก ก๊อก ก๊อก “พี่พร! พี่!” “เออ ๆ” นางพรเปิดประตูออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าบูดบึ้งเช่นเคย “ฝากมะยมหน่อยนะพี่ แล้วก็... อย่างที่บอกอะ” “เออ! แค่ให้มันจริงอย่างที่พูดนะ!” “จริงแน่นอนพี่” “อืม...” นายชัยพัชทรุดลงนั่งแล้วดึงร่างผอมบางของลูกสาวเข้ามากอดเพียงครู่เดียวก็ผละออก “อย่าดื้อกับป้านะมะยม” “จ้ะ” ถึงแม้ในใจจะเกิดความสงสัยแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรอีกแล้ว “ไป ๆ เข้าบ้าน” นางพรดึงหลานเข้าบ้านแล้วปิดประตูแทบจะทันที แต่เด็กหญิงที่ยังรู้สึกอาลัยกับอ้อมกอดของบิดาไม่ยอมขยับออกจากหน้าประตู “เอ้า! มานอนสิอีมะยม จะยืนตรงนั้นทั้งคืนหรือยังไง!” “เปล่าจ้ะ” “เปล่าก็มานอน บอกเอาไว้ก่อนนะว่าถ้าต่อไปนี้มึงดื้อกับกูละก็มึงโดนแน่” “หนูแค่ขอนอนด้วยจ้ะ ไม่ดื้อกับป้าหรอก” “แค่ขอนอนด้วยอะไรของมึง ต่อไปนี้มึงต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปนั่นแหละ” “พ่อไปแค่สองวันจ้ะ เดี๋ยวก็มา” “นี่มึงไม่รู้เลยเหรออีมะยม พ่อมึงน่ะเขาไปมีเมียใหม่ เมียรวยได้ดิบได้ดีแล้ว และเมียรวยของเขาไม่เอามึงเขาถึงได้เอามาทิ้งไว้กะกูนี่ไง!” “ไม่จริง! ป้าโกหก!” “อ้าวอีนี่ เดี๋ยวกูตบปากแตก! กูพูดจริงทุกคำโว้ย!” “หนูจะไปถามพ่อ!” ไม่ทันที่นางพรจะได้ห้ามปรามคนตัวเล็กก็เปิดประตูแล้ววิ่งออกไปจากบ้านทันที สองเท้าเล็ก ๆ ที่ไร้รองเท้าสวมใส่เหยียบหินลูกรังบนถนน แต่ความเจ็บปวดไม่อาจหยุดเธอได้ เพราะสิ่งที่คิดตอนนี้คือต้องตามบิดาไปให้ทัน “พ่อ! พ่อจ๋า!” เด็กหญิงตะโกนเรียกสุดเสียงเมื่อเห็นร่างสูงของบิดากำลังจะเปิดประตูรถเบนซ์คันหรู “พ่อ!” เมื่อเห็นว่าบิดาหันกลับมามองเธอก็ชะลอฝีเท้าลงเพราะทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บ อีกทั้งยังมั่นใจว่าบิดาจะต้องหยุดรอเพราะเห็นเธอแล้ว แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น... “พ่อ!!!!” เสียงเล็กเรียกดังกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าบิดาเปิดประตูขึ้นไปนั่งในรถราวกับไม่เห็นเธอ “พ่อจ๋า! รอหนูด้วย! พ่อ!!!” ร่างเล็กล้มกลิ้งบนพื้นถนนลูกรังเมื่อสองขาหมดเรี่ยวแรง ในขณะที่ปากยังร้องเรียกบิดาและดวงตาก็ยังจับจ้องไฟท้ายรถที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ “พ่อ! ฮือ ๆ... พ่อทิ้งหนูทำไม... ฮึก... หนูจะอยู่กับใครล่ะพ่อจ๋า... ฮือ ๆ...” เสียงร่ำไห้คล้ายใจจะขาดเกิดขึ้นจากหัวใจที่อาวรณ์และว้าเหว่ แต่นางพรซึ่งเป็นป้าแท้ ๆ ไม่ได้นึกสงสารเด็กหญิงผู้อาภัพคนนี้เลยแม้แต่น้อย “หนอย... อีมะยม! มึงมานี่เลย!” คืนนั้นเป็นคืนที่ปานชีวาจำได้ไม่มีวันลืม เธอถูกบิดาทิ้งและยังถูกป้าแท้ ๆ ตีจนเนื้อตัวแตกยับ เรียกได้ว่าทั้งกายและใจของเธอบอบช้ำอย่างแสนสาหัส จนเกิดเป็นบาดแผลในใจที่ไม่สามารถจะลบเลือน (2 เดือนต่อมา) “ออกไป! มึงออกไปเลย!” ตุบ! กระเป๋าเสื้อผ้าถูกโยนใส่จนร่างผอมบางของเด็กหญิงล้มลง “ฮึก... ป้า... แล้วหนูจะไปอยู่ที่ไหน... ฮือ ๆ” เธอพยายามยกมือไหว้อ้อนวอนผู้เป็นป้า ถึงจะไม่ได้อยากอยู่ด้วยแต่เธอไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีกแล้ว “กลับไปอยู่บ้านมึงไง! ไป! ออกไปให้พ้นบ้านกู!” นางพรขับไล่อย่างไม่ปรานี สาเหตุก็เพราะบิดาของเด็กหญิงซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเธอผิดสัญญา ที่บอกว่าไปได้ดิบได้ดีมีเมียรวยจะส่งเงินกลับมาเป็นค่าเลี้ยงดู แต่นี่เงียบไปถึงสองเดือนซ้ำเบอร์โทรที่ให้ไว้ยังไม่สามารถติดต่อได้ นางจึงโกรธและไล่เด็กหญิงออกจากบ้านโดยไม่คิดสงสาร “อะไรกันนังพร ไล่มันกลับไปอยู่บ้านแล้วมันจะอยู่กินยังไง” ยายมาซึ่งเป็นคนในละแวกบ้านเดินออกมาดูอย่างอดไม่ไหว ทั้งสงสารและเวทนาเด็กหญิงผู้อาภัพคนนี้ “จะกินยังไงก็เรื่องของมัน หรือจะอดตายก็ช่างมัน! แกสงสารก็เอามันไปอยู่ด้วยสิยายมา!” “ฮือ ๆ... ป้าจ๋า...” “ไป! อย่ามาเกะกะหน้าบ้านกู!” นางพรผลักหลานสาวแล้วเข้าบ้านปิดประตูทันที “เฮ้อ... มากับยายเถอะมะยม” ยายมาถอนใจแล้วพยักหน้าเรียกเด็กหญิง “ยายมา... ฮึก... จะให้หนูไปอยู่ด้วยเหรอจ๊ะ” เสียงถามเจือสะอื้นและแววตาเดียงสาที่จ้องมองอย่างมีความหวังทำเอาหญิงชราน้ำตารื้น “ยายจะมีปัญญาที่ไหนเลี้ยงเอ็งล่ะ แต่เอ็งไปกับยายเถอะ ยายจะพาเอ็งไปหาคุณท่าน” “ใครจ๊ะ” “มาเถอะน่า...” ยายมาพาเด็กหญิงไปยังบ้านสวนของคุณย่าประภาซึ่งอยู่ห่างออกไปห้ากิโลเมตร เพราะลูกหลานรวมทั้งสามีที่ตายจากไปแล้วของนางล้วนเป็นคนงานที่บ้านนี้ จึงรู้ว่าคุณท่านหรือคุณย่าประภาเป็นคนใจดี ยายมาจึงได้แต่หวังว่าคุณท่านจะเมตตาเลี้ยงดูเด็กหญิงเอาไว้ “มะยม... ขยับเข้ามากราบคุณท่านสิ” “สวัสดีค่ะคุณท่าน” ทันทีที่มือน้อยกราบลงบนพื้นตรงหน้าของคุณท่าน ยายมาก็รู้ได้จากแววตาของอีกฝ่ายว่ามีหวัง “นี่มะยมค่ะ ที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อหลายวันก่อน” “แล้ววันนี้พามายังไงล่ะ” “พ่อมันที่ทิ้งไปไม่ยอมส่งเงินกลับมา นังพรมันเลยไล่หลานออกจากบ้านค่ะ” “โธ่เอ้ย... เวรกรรมจริง” “ค่ะ ฉันเองก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูมัน เลยพามันมาหาคุณท่านเผื่อคุณท่านจะเมตตา” “บ้านนี้ไม่มีใคร ลูกหลานก็นานทีกว่าจะแวะเวียนมา เอาเป็นว่ามาอยู่เป็นเพื่อนย่าแล้วกันนะมะยม พ่อเขากลับมารับเมื่อไหร่ก็ค่อยกลับ” “เอ้า! นั่งอึ้งอยู่นั่นล่ะ กราบขอบคุณคุณท่านสิมะยม!” “ขอบคุณค่ะคุณท่าน” “คุณย่า... ต่อไปเรียกย่าว่าคุณย่า” ทั้งน้ำเสียงและแววตาเอื้อเอ็นดูทำให้เด็กหญิงรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะตั้งแต่มารดาตายจากก็ไม่มีใครมองเธอด้วยแววตาเช่นนี้อีกเลย ส่วนชาวบ้านที่รู้จักก็จะมองด้วยความสมเพชเวทนาเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสายตาที่ปานชีวาไม่ชอบเอาเสียเลย (ปัจจุบัน) ถึงแม้ชีวิตจะพบเจอแต่เรื่องที่ชวนให้เศร้าหมอง แต่เด็กหญิงก็เก็บทุกความเจ็บปวดเอาไว้ในใจ ซ่อนน้ำตาเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มสดใส ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ต้องการให้ใครมาสมเพชหรือเวทนาเธอ “มะยม มะยม!” “จ้ะป้าเนียน” ร่างเล็กที่ยืนแอบอยู่หลังต้นไม้สะดุ้งเมื่อถูกป้าเนียนเรียกเสียงดัง “เอ็งไปหาคุณท่านเร็ว ๆ เลย!” “มีอะไรเหรอป้า” “เออน่ะ ไปถึงก็รู้เอง” เด็กหญิงเกาหัวแกรกด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดพวกผู้ใหญ่ถึงชอบใช้คำนี้กันนัก จะเสียเวลาสักครึ่งนาทีบอกให้เธอรู้หน่อยไม่ได้หรือยังไง เธอเดินตามหลังแม่บ้านมาจนถึงเรือนไม้ทรงไทยหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของคุณท่าน และตอนนี้ก็เป็นที่อยู่ของเธอด้วยเพราะคุณท่านเมตตา พอขึ้นถึงโถงรับแขกเด็กหญิงก็แทบจะก้าวขาไม่ออก เมื่อเห็นว่าป้าแท้ ๆ ของเธอนั่งอยู่ที่นั่นด้วย พร้อมทั้งคุณท่าน คุณมาลินีและเมลินดา “เข้ามานี่สิมะยม” น้ำเสียงที่แฝงด้วยความปรานีของคุณท่านทำให้เท้าเล็กก้าวต่อไปข้างหน้าก่อนจะนั่งลงบนพื้นไม้ขัดมันเช่นเดียวกับป้าของเธอ “อ้าว... ยังไงล่ะ มาธุระอะไรพูดอีกทีสิ” “ฉันจะมารับหลานกลับไปอยู่ด้วยกันค่ะ” พอได้ยินอย่างนั้นดวงตากลมของเด็กหญิงก็มีประกายตื่นตระหนก พร้อมมองไปที่คุณท่านของเธอราวกับกำลังขอความช่วยเหลือ “ทำไมล่ะ ตอนแรกที่เด็กมาอยู่ที่นี่เธอก็สนับสนุน ฝากเอกสารจำเป็นมาให้ฉันพามะยมเข้าโรงเรียนใหม่ไม่ใช่หรอกเหรอ” “ค่ะ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันควรเอาหลานไปเลี้ยงเอง” “ทำไมล่ะ พ่อเขากลับมาแล้วเรอะ” “ยังค่ะ พ่อนังมะยมมันไม่เคยติดต่อมา” คำตอบนั้นของป้าเปรียบได้กับแส้ที่โบยตีหัวใจดวงน้อยจนเกิดแผลเหวอะหวะ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริงที่เธอถูกบิดาทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็อดที่จะรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ “เอาไว้พ่อเขากลับมาให้พ่อเขามารับก็แล้วกัน” คำตอบของคุณย่าประภาทำให้เด็กหญิงรู้สึกใจชื้น เพราะเธอไม่ต้องการกลับไปอยู่ในความดูแลของป้าอีก “ถ้าคุณไม่ให้นังมะยมมันกลับไปกับฉันก็ต้องจ่ายมาสามหมื่น” “อย่าไปจ่ายนะคะคุณแม่ ให้มันกลับไปกับญาติมันซะ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียเงินเสียทองให้พวกมัน!” เพียงแค่ถูกแม่สามีปรายตามองลูกสะใภ้อย่างมาลินีก็รีบหุบปากฉับ “สรุปที่เธอมาใจจริงไม่ได้อยากได้หลานแต่ต้องการเงินสินะ” “ไม่...” “อายุของฉันเกินครึ่งคนมามากแล้วเธอไม่จำเป็นต้องโกหก แต่เสียใจด้วยนะเพราะวันนี้เธอจะไม่ได้ทั้งเงินและก็หลานกลับไป” “ไม่ได้! นังมะยมมันเป็นหลานฉัน ยังไงฉันก็จะพามันกลับ!” “ถ้าพ่อของมะยมมารับเมื่อไหร่ฉันจะให้กลับ” “ก็ได้! ฉันจะไปแจ้งตำรวจว่าพวกคุณกักขังหน่วงเหนี่ยวหลานของฉัน!” “ก็เอาสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าระหว่างเธอกับฉัน ใครกันที่จะต้องเข้าตะราง!” น้ำเสียงของหญิงชราเข้มขึ้นเพราะนึกรังเกียจความเห็นแก่ตัวของคนตรงหน้า “คุณน่ะสิที่ต้องติดคุก! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดจะติดคุกเรื่องอะไร!” “ก็เรื่องที่คุณทารุณกรรมเด็กไงล่ะ...” เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของหญิงชรา แต่เป็นเสียงของศราที่เดินเข้ามาสมทบ “คุณคงนึกไม่ถึงหรอกว่าตอนที่มะยมมาถึงมือคุณย่า ร่างกายของมะยมยังคงมีบาดแผลจากการถูกทำร้าย และเราถ่ายภาพพวกนั้นเก็บไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอที่มะยมเป็นคนพูดเอง ว่าเธอถูกใครทำร้ายและทารุณยังไงบ้าง” นางพรหน้าซีดเผือดเพราะคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันเป็นเช่นนี้ นอกจากพลาดหวังจากเงินก้อนโตแล้วก็ยังเสี่ยงต้องติดคุกอีกด้วย ความเป็นจริงสิ่งจูงใจที่ทำให้กล้ามาที่นี่ก็คือเงินล้วน ๆ แต่ไม่คิดว่าจะถูกสวนกลับจนหมดทางเดิน “กลับไปซะ แล้วอย่ามาวุ่นวายที่นี่อีก ถ้าพ่อของมะยมต้องการรับลูกสาวให้เขามารับด้วยตัวเองได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้... เชิญ!” ทั้งน้ำเสียงและแววตาเอาจริงของหลานชายเจ้าของบ้าน ทำให้นางพรได้แต่ขบฟันแน่นแล้วกอบเศษหน้าที่เเตกยับก่อนจะเดินกระแทกเท้าจากไป “อันที่จริงก็น่าจะให้มันกลับไปอยู่กับญาติมันนะคะคุณแม่ เปลืองข้าวเปลืองน้ำ ไหนจะค่าเล่าเรียน” “ทุกวันนี้ฉันขอเงินแม่ม่านมาซื้อข้าวหรอกเหรอเนี่ย” “ปะ... เปล่าค่ะ” “แล้าค่าเล่าเรียนของมะยมล่ะ ค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า สมุดดินสอ แม่ม่านออกให้หรือเปล่า” “เปล่าค่ะ” “นั่นสิ แล้วแม่ม่านจะเดือดร้อนอะไรล่ะ” คุณมาลินีหน้าม้านเมื่อถูกแม่สามีตอกกลับ ส่วนศราก็ได้แต่ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย เพราะไม่อยากให้อาสะใภ้อับอายไปมากกว่านี้ ในเวลามื้อค่ำทุกคนนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร รวมทั้งเด็กหญิงปานชีวาที่ประมุขของบ้านให้ร่วมโต๊ะด้วย ถึงแม้จะมีคนไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะขัดใจ “เรื่องโอนที่เสร็จแล้วนะครับคุณแม่” คุณพายัพซึ่งเป็นลูกชายคนโตของบ้านบอกกับมารดาในขณะที่กินมื้อค่ำ “อืม... แล้วแบบนี้จะอยู่ต่อไหม หรือจะกลับเลย” “กลับพรุ่งนี้ครับคุณแม่ ที่บริษัทยังมีเรื่องต้องจัดการหลายอย่าง” “พักบ้างก็ได้นะลูก เอาสุขภาพไว้ก่อน” “ผมยังแข็งแรงครับ คุณแม่ก็พูดเหมือนลูกชายขี้โรคไปได้” “รออีกหน่อยตาเสือเรียนจบ คุณพี่ก็คงมีคนแบ่งเบาค่ะ” “เสียดายนะที่แม่ญาดาไม่มีลูกอีก ไม่งั้นบ้านเราคงคึกคักกว่านี้” “หนูขอโทษค่ะคุณแม่” “ขอโทษทำไม ไม่ใช่ความผิดอะไรสักหน่อย” คุณมาลินีกำด้ามช้อนแน่นเมื่อได้ยินน้ำเสียงของแม่สามีที่พูดกับลูกสะใภ้อีกคนซึ่งต่างจากเธออย่างเห็นได้ชัด “ยังดีนะที่ยังมีหลานชายคนหนึ่ง หลานสาวคนหนึ่งให้ย่าได้พอชื่นใจ” เมลินดาฉีกยิ้มหวานให้คุณย่าอย่างประจบพร้อมออดอ้อนเสียงหวานทันที “คุณย่าพูดแบบนี้แสดงว่าคุณย่ารักน้องเมใช่ไหมคะ” “รักสิ... หนูเป็นหลานของย่าทำไมย่าจะไม่รัก” “ดีจังค่ะที่คุณย่ารักน้องเม” คุณมาลินีลอบมองเด็กหญิงที่นั่งตรงข้ามด้วยแววตาสะใจ แต่การกระทำนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคุณย่าประภาไปได้ “อะ... กินนี่สิ ของโปรดเราไม่ใช่เรอะ” หญิงชราตักทอดมันกุ้งใส่ในจานข้าวของปานชีวาเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงนั่งกินข้าวเปล่าเงียบ ๆ โดยไม่ยื่นมือออกมาแตะต้องกับข้าวหลายอย่างที่อยู่บนโต๊ะ เพราะความเจียมตัวซึ่งจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งยามที่ลูกชายและลูกสะใภ้มาเยี่ยมนาง “ขอบคุณค่ะคุณย่า” คุณมาลินีกัดฟันกรอดเมื่อเห็นแม่สามีเอ็นดูหลานนอกไส้อย่างออกนอกหน้า หลังจากที่จบมื้อค่ำทุกคนก็แยกย้ายกันเข้าห้อง เหลือเพียงคุณพายัพและภรรยาที่ยังนั่งอยู่ที่โถงรับแขก “คุณง่วงก็ไปนอนก่อนได้นะ วันนี้นั่งรถมาทั้งวันแล้วคงเพลียแย่” คุณพายัพเงยหน้าขึ้นจากเอกสารเพื่อบอกภรรยาด้วยความอาทร และสิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มบาง ๆ “ดาอยากนั่งเป็นเพื่อนคุณค่ะ” “งั้นผมขออ่านเอกสารนี่อีกสักครู่” “ค่ะ” ในระหว่างที่สองคนคุยกันคุณมาลินีก็เดินเข้ามาพร้อมถาดใส่ถ้วยกาแฟ “เห็นคุณพี่ทำงานต่อม่านเลยชงกาแฟมาให้ค่ะ ของพี่ดาก็เป็นน้ำผลไม้ค่ะ” เธอวางถาดลงพร้อมรอยยิ้มประจบเอาใจจนสองสามีภรรยาหันมองหน้ากัน เพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าหากเป็นเช่นนี้คงไม่แคล้วถูกอ้อนวอนให้ช่วยอะไรสักอย่าง “ขอบใจ แต่พี่ไม่ดื่มกาแฟแล้วล่ะ จะนอนแล้ว” “อ้อ... ค่ะ ม่านลืมดูเวลา” “ไม่เป็นไรจ้ะ” คุณญาดาบอกปัดแล้วหยิบแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบเพื่อไม่ให้คนยกมาเสียน้ำใจ “คุณพี่เห็นวันนี้ที่โต๊ะอาหารไหมคะ ที่คุณแม่ตักอาหารให้นังหลานนอกไส้ทั้ง ๆ ที่หลานแท้ ๆ นั่งอยู่ตั้งสองคน” “มะยมนั่งใกล้คุณแม่น่ะ เธออย่าคิดมากเลย” “ม่านไม่ได้คิดมากนะคะ แต่มันหลายครั้งแล้ว เวลาม่านได้ยินมันเรียกคุณแม่ว่าคุณย่า ม่านแสลงหูเหลือเกิน” “ใจเย็น ๆ เถอะน้องม่าน มะยมก็แค่เด็กอาภัพคนหนึ่ง น่าสงสารออก” “ไม่น่าสงสารสักนิดค่ะ ที่ม่านมาหาคุณพี่ก็เพราะ...” คุณพายัพวางเอกสารแล้วเอนหลังพิงโซฟาเพื่อรอฟังน้องสะใภ้ “คุณแม่เชื่อคุณพี่พายัพ ม่านอยากให้คุณพี่ไปบอกคุณแม่ให้ส่งนังเด็กมะยมกลับไปอยู่บ้านป้ามันค่ะ” “เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าก่อนมาอยู่ที่นี่เด็กถูกป้าทำร้าย ถ้ากลับไปจะไม่โดนอีกเหรอ” “โดนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรานี่คะ ลูกหลานก็ไม่ใช่” คำพูดที่แสดงถึงความใจดำนั้นทำเอาคนฟังถึงกับลอบถอนหายใจ “พี่ว่าม่านอย่าไปยุ่งเรื่องมะยมเลย ดูคุณแม่จะเอ็นดูแกมาก อีกอย่าง... เวลาพวกเราไม่อยู่มะยมก็อยู่เป็นเพื่อนคลายเหงาให้คุณแม่” “พี่ดาคะ พี่ดาอย่ามองโลกในแง่ดีเกินไปนะคะ ถ้าเกิดคุณแม่คลุกคลีหรือรักมันมาก ๆ ท่านอาจจะยกอะไร ๆ ที่ลูกของพวกเราควรได้ให้มันก็ได้นะคะ” “อ้อ... เป็นห่วงเรื่องนี้เองหรอกเหรอ เธอไม่ต้องห่วงหรอกเพราะฉันเชื่อว่าแม่ฉันรักลูกหลานมากพอ แต่ถ้าเธออยากพูดก็ไปพูดกับท่านเองเลย ไปเถอะดา...” คุณพายัพตัดบทด้วยการชวนภรรยาลุกออกไปโดยไม่สนใจใบหน้าที่แดงก่ำของน้องสะใภ้เลยแม้แต่น้อย “โง่ทั้งผัวทั้งเมีย! วันหนึ่งนังมะยมมันฮุบไปหมดอย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!” เธอเข่นเขี้ยวไล่หลังอย่างเดือดดาล ทั้งอับอายที่ไม่มีใครสนใจคำพูดของเธอ รวมทั้งคับแค้นใจที่ไม่สามารถทำอะไรกับเด็กที่มองว่าเป็นคู่แข่งของลูกสาวได้

editor-pick
Dreame-Editor's pick

bc

หัวใจซ่อนรัก(เฮียเดย์)

read
48.6K
bc

กลับมาเกิดเป็นฮูหยินวิปลาส

read
3.5K
bc

วิศวะร้ายปกป้องยัยตัวเล็ก

read
1.3K
bc

ร่านรัก จักรพรรดินี

read
2.0K
bc

หัวใจที่โหยหา

read
1.1K
bc

เมื่อฉันแอบรักซุปตาร์นายเอกซีรีส์วาย

read
18.8K
bc

ทะลุมิติสยบสามีจอมเย็นชา

read
2.7K

Scan code to download app

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook