“อยากได้เงินกับเครดิตทางธุรกิจมากขนาดที่ต้องเอาตัวเข้าแลกเลยเหรอ” ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่ใช่นะคะ เมไม่ได้คิดจะทำอย่างที่แม่บอก” เมธาวีผงะถอยหลังหนีจนไปชนประตูตู้เย็น ซึ่งนั่นทำให้เธอถอยไม่ได้อีกแล้ว
“ก็เห็นอยู่ว่ากำลังจะหยิบยาที่แม่เธอให้มา”
“เปล่านะคะ เมกำลังจะหยิบกระดาษโน้ตกับปากกาเอามาเขียนติดกล่องอาหารพวกนี้ไว้ให้เพราะกลัวว่าคุณภีมจะไม่รู้ต่างหาก”
“เป็นคำแก้ตัวที่น่าสนใจดี” ภีมไม่เชื่อแม้แต่น้อย
“เมไม่ได้แก้ตัวค่ะ เมตั้งใจว่าจะออกไปจากที่นี่ทันทีที่เอาของมาไว้ให้คุณภีมแล้ว อันที่จริงเมไม่อยากมาด้วยซ้ำ แต่เพราะคุณป้าอยากให้คุณได้ทานอาหารพวกนี้ เมจึงจำเป็นต้องมา”
“หึ...ดูเป็นคนดีขึ้นมาได้ภายในไม่กี่ประโยค แต่มันไม่ได้ช่วยลบล้างสิ่งที่เธอกับคุณป้ามณียาคุยกันได้หรอกนะเมธาวี”
“คุณภีมเชื่อเมเถอะนะคะ เมไม่เคยคิดทำอะไรไม่ดีกับคุณป้าวิภาหรือคนในครอบครัวคุณป้าเลยจริงๆ”
มือหนาจับใบหน้าหวานให้เงยขึ้นสบตาเขา ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ “เธอกับแม่ของเธอยักยอกเงินคุณแม่ฉันไปห้าล้านบาทเมื่อสามเดือนก่อน ตอนนี้คืนท่านครบหรือยัง ทำเรื่องไว้ขนาดนั้นยังกล้าพูดว่าไม่คิดทำอะไรไม่ดีอีกเหรอ”
หัวใจหญิงสาวกระตุกสั่น แรงจากนิ้วของเขาที่บีบใบหน้าเริ่มลงน้ำหนักมากขึ้นทุกทีจนรู้สึกเจ็บ แต่ก็เจ็บไม่เท่ากับสายตาเกลียดชังที่เขาใช้มองเธอ เธอรู้ว่าตัวเองได้กระทำผิดอย่างมหันต์เรื่องนี้ที่ช่วยคุณแม่ปิดบัง
“คุณรู้ได้ยังไงคะ!” ตอนนั้นแม่บุญธรรมของเธอแอบโยกเงินออกจากบัญชีรายได้ธุรกิจเมล็ดกาแฟส่งออกที่ทำร่วมกันกับคุณป้าวิภาเพื่อเอาไปจ่ายหนี้พนันให้กับน้องชายก่อน เมธาวีเองก็เพิ่งรู้ตอนที่ปิดยอดบัญชีตอนสิ้นเดือนจึงได้ทะเลาะกับแม่ใหญ่โต
แต่สุดท้ายเธอก็ต้องออกหน้าว่าเป็นคนเอาไปเองเพราะจำเป็นต้องหมุนเงินไปใช้กับธุรกิจร้านกาแฟของตัวเองที่กำลังเริ่มก่อสร้าง และเธอสัญญากับคุณป้าว่าจะนำเงินมาคืนให้เร็วที่สุด
“ในโลกใบนี้ไม่มีความลับหรอกนะ มีแค่ว่าจะได้รู้ช้าหรือเร็วก็เท่านั้น” ตอนนั้นภีมกำลังจะเอายาโรคหัวใจชุดใหม่เข้าไปให้แม่ที่ห้องนั่งเล่นจึงได้ยินเธอคุยกับแม่พอดี
เมธาวีนึกไปถึงวันนั้นเมื่อสามเดือนก่อน...
เธอต้องบากหน้าไปขอโทษคุณป้าเรื่องเงินที่หายไป วันนั้นเป็นวันหยุดของคุณภีม เขาเอายาเข้ามาให้คุณป้าตอนที่เธอคุยกับคุณป้าเสร็จได้สักพัก แปลว่าเขามานานแล้ว และได้ยินที่เธอคุยกับคุณป้าอย่างนั้นสินะ มิน่าล่ะ ช่วงหลังมานี้สายตาของคุณภีมที่มองเธอจึงได้ดูเปลี่ยนไป
“ว่ายังไงล่ะ ห้าล้านนั้นมีปัญญาหามาคืนหรือยัง” ชายหนุ่มถามเสียงเย็นเยียบพร้อมกับแรงที่บีบลงบนกรามของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว
“ยะ...ยังค่ะ” เมธาวีมองคนถามด้วยแววตาสั่นระริกหวาดกลัว คุณภีมไม่เคยมีปฏิกิริยารุนแรงแบบนี้กับเธอมาก่อนเลย
ตั้งแต่ตอนเจ็ดขวบที่พ่อกับแม่รับเธอเลี้ยง แม่ก็พาเธอไปที่บ้านของคุณป้าวิภาเป็นประจำ คุณภีมกับคุณภามต่างก็ดีกับเธอ ไม่เคยรังเกียจหรือล้อเลียนลับหลังอย่างที่คนอื่นๆ ทำ
ขนาดพ่อกับแม่โกหกว่าเธอเป็นลูกของญาติสนิทที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจึงได้รับอุปการะเธอไว้ ก็ยังมีเหล่าลูกหลานของเพื่อนๆ ท่านล้อเธอว่าเป็นลูกไม่มีพ่อมีแม่ ถ้ารู้ความจริงว่าเธอเป็นแค่เด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็คงได้ล้อเธอสนุกปากมากกว่านั้นแน่
จะมีก็แต่คุณภีมและคุณภามที่มองเธอเท่าเทียมกับทุกคน และด้วยความที่อายุห่างกันมากกว่าสิบปี หนำซ้ำเธอก็ไม่ใช่ลูกผู้ลากมากดีอย่างคนอื่นๆ จึงไม่กล้านับพี่นับเชื้อเรียกคุณภีมกับคุณภามว่าพี่อย่างที่คนอื่นเรียกกัน
ความสัมพันธ์ของเธอกับคนทั้งสองเป็นเหมือนพี่น้อง พวกเขาคอยเป็นเพื่อนเล่นให้ในยามที่ไม่มีใครสนใจพูดคุยหรือเล่นกับเธอ คอยปกป้องยามที่มีคนมาดูถูกด่าว่าเสียๆ หายๆ
ซึ่งนั่นอาจเพราะทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่กว่าเธอมากและสงสารเธอ พวกเขาอยู่ชั้นมัธยมปลายและกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่เธอยังเป็นเพียงเด็กประถม
จนกระทั่งไม่นานมานี้ที่คุณภีมเริ่มมองเธอเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่สามเดือนแต่เป็นปีแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเพาะอะไร แต่ที่รู้แน่ๆ คือสายตาของเขาแข็งกร้าวเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ จากพี่ชายที่อบอุ่นแสนดีในวันวาน ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ภีมมองใบหน้าหวานที่แสดงความสับสนปนตื่นตระหนกนั้นอย่างพิจารณา ปกติเขาเป็นคนที่ดูบุคลิกคนค่อนข้างเก่ง เพียงได้สนทนากันไม่กี่คำก็สามารถวิเคราะห์คนคนนั้นได้ว่ามีลักษณะนิสัยหรือวิสัยทัศน์อย่างไร แต่ทว่าหลักการต่างๆ กลับใช้ไม่ได้เลยกับเมธาวี
สมัยก่อนเธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสงสารและใสซื่อในสายตาของเขา แต่ทว่าตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นแถมยังเป็นไปในทางตรงกันข้ามแทบทั้งสิ้น ทั้งแย่งชิงคนรักของคนอื่นไปเป็นของตัวเองแต่กลับอ้างตนว่าโสดเพื่อให้แม่ของเขาหลงเชื่อ ทั้งยักยอกเงินบริษัทที่คุณแม่เป็นหุ้นส่วนอยู่แล้วทำเป็นบีบน้ำตาอ้อนวอนขอความเห็นใจ รับปากว่าจะหามาคืนให้ได้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คืน หนำซ้ำยังจะจับเขาด้วยวิธีสิ้นคิดแบบนี้อีก
นี่เขามองเธอผิดพลาดขนาดนี้ได้ยังไงกัน มือหนาเผลอบีบกรามเธอแรงขึ้นตามอารมณ์ที่ครุกรุ่นในใจ
“โอ๊ย! ปล่อยเมก่อนค่ะคุณภีม เมเจ็บ ตอนนี้ถึงเมยังมีไม่ครบ แต่ก็จะพยายามหาเงินห้าล้านมาคืนคุณป้าภายในสามเดือนตามที่สัญญาให้ได้ค่ะ” เมธาวีอธิบายกับอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเทา
แม้จะรู้สึกกลัวแต่กลับไม่รู้สึกโกรธอีกฝ่ายที่มองเธอเช่นนั้น เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีส่วนให้ท้ายแม่บุญธรรมเสมอมา จนนับวันท่านยิ่งทำอะไรลงไปโดยไม่คิดและให้เธอรับผิดแทนทุกอย่าง
ภีมหายใจเข้าออกลึกๆ ข่มอารมณ์ไม่พอใจของตัวเองเอาไว้ มือที่บีบกรามของหญิงสาวค่อยๆ คลายออก ก่อนขยับออกไปยืนให้ไกลจากอีกฝ่าย
“กลับไปได้แล้ว”
เมธาวีเก็บของเข้ากระเป๋าด้วยมือสั่นเทาพร้อมน้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะรีบออกไปทันที...