ไทหยุนที่มีพลังอยู่ในระดับทองคำนั้น วิชาลับของนางนั้นค่อนข้างที่จะโด่งดังไม่น้อย ในเมืองคาเวียนั้นมีไม่มากนักที่จะเป็นคู่มือของนาง
แต่ทว่าผู้ทักษ์อัคคีของตระกูลเคเลอร์นั้นก็อยู่ในระดับทองคำเช่นกัน แต่การที่ผู้ทักษ์อัคคีเผาดอกราตรีของไทหยุนได้อย่างไงดายนั้นบ่งบอกได้อย่างชั้นเจนถึงฝีมือที่อยู่เหนือเกว่าไทหยุนขั้นนึงแม้ระดับพลังจะอยู่ในขึ้นเดียวกันก็ตาม
ไทหยุนมีสีหน้าที่ตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับนางแล้วถ้านางสู้กับบุรุษหน้ากากแดงตรงหน้าอย่างเต็มกำลังนั้น นอกจากจะไม่รู้ว่าจะชนะอีกฝ่ายได้มั้ย ยังทำให้หอราตรีแดงที่นางสร้างมากับมือพังทลายเป็นกองเศษไม้เป็นแน่
อีกอย่าง นางเองก็ไม่อยากมีปัญหากับตระกูลเคเลอร์ไปมากกว่านี้แล้ว เพราะมันจะส่งผลต่อธุรกิจของนางในอนาคตเป็นอย่างมาก
ไทหยุนมองไปยังหงษ์เอ๋อพลางถอนหายใจ
“หงษ์เอ๋อ ข้านั้นจนปัญญาจริงๆ ถ้าขุนนางเคริกเอ็นดูในตัวเจ้า เจ้าก็ไปกับท่านขุนนางเถอะ บางทีเจ้าอาจจะสุขสบายมากกว่านี้ก็เป็นได้”
“ท่านเจ้าของหอ!” คำพูดของไทหยุนทำให้หงษ์เอ๋อถึงกับพูดไม่ออก แม้กระทั่งเจ้าของหอยังปกป้องนางไม่ได้และจะมีใครอีกเล่า
ดูเหมือนว่าถ้านางยังดื้อรั้นแบบนี้ต่อไป นอกจากทุกคนจะเดือดร้อนแล้ว พี่สาวของนางก็จะยิ่งเดือดร้อนเพราะนางอีก
จินที่ยังคงจดจ่อรอดูถึงบทสรุปของน้องสาวนางอยู่นั้น พอได้ยินว่าไทหยุนไม่อาจปกป้องน้องสาวนางได้อีกต่อไป นางจึงรีบลุกออกจากอ้อมกอดของบุรุษหนุ่มชุดคลุมดำ
โดยที่นางไม่ได้สังเกตุเลยว่าคนที่ช่วยนางไว้นั่นก็คือเปาโล บุรุษหนุ่มที่นางเคยไปค้างคืนกับเขา
เมื่อเห็นว่าสตรีในอ้อมกอดเตรียมจะลุกเข้าไปช่วยน้องสาว เปาโลจึงกดไหล่นางเอาไว้
“เจ้าบาดเจ็บอยู่”
“ปล่อยข้า!! ข้าจะ….ทะ ท่าน! เป็นท่านเองหรือเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าเป็นเปาโล ท่าทางของจินก็อ่อนลงทันตา เพราะนางนั้นค่อนข้างที่จะมีความประทับใจต่อบุรุษหนุ่มคนนี้
“ข้าเอง เรื่องของน้องสาวเจ้า ข้าจะลองพูดให้ล่ะกัน” เปาโลกล่าวขึ้น
“ท่านน่ะรึ?” ขนาดไทหยุนที่เป็นเจ้าของหอยังช่วยนางกับน้องสาวไม่ได้เลย แล้วบุรุษคนนี้จะช่วยนางยังไง ดูจากเข็มกลัดที่ติดหน้าอกและการแต่งตัวของเปาโล นางก็พอจะเดาออกว่าเขานั้นเป็นเพียงนักผจญภัย
เขาจะช่วยนางยังไง?
“อ่ะแฮ่่ม” เปาโลกระแอ่มออกมาเบาๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปยังถ่ามกลางฝูงชนและไปหยุดยืนอยู่ข้างๆหงษ์เอ๋อและกล่าว
“ท่านขุนนางเคริกผู้ยิ่งใหญ่ ข้านั้นมีนามว่าเปาโลเป็นมิตรสหายของพี่สาวของนางผู้นี้ เห็นแก่พี่สาวของนางข้าเปาโลอยากจะยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือนางสักหน่อย ขอถามได้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรท่านถึงจะยอมปล่อยน้องสาวของมิตรสหายข้า”
-..-
ทันทีที่เปาโลกล่าวจบเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนรอบๆข้างก็ดังแซดขึ้น จากการแต่งตัวและเข็มกลัดสีเงินที่ติดอยู่บนอกของเปาโล ทุกคนก็พอจะมองออกว่าบุรุษผู้ไม่กลัวตายผู้นี้มาจากหอนักผจญภัยแน่นอน
“อะไรของบุรุษผู้นี้กัน” ไทหยุนส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ เขาที่มีพลัอยู่แค่ระดับเงินอาจหาญมาจากไหนกันถึงกล้ามาออกหน้าแทน
หรือเขาเป็นบุตรชายของขุนนาง?
ขุนนางเคริกขมวดคิ้วมองเปาโลเล็กน้อยและกล่าวถาม “เจ้าชื่อเปาโล นามสกุลเจ้าเล่า?”
“ข้าไม่มีนามสกุล”
-...-
ทันทีที่ที่เปาโลกล่าวเช่นนั้นฝูงชนก็ต่างหันมองหน้ากันเอง
“ฮ่าๆ “ เป็นขุนนางเคริกที่หัวเราะร่าออกมา ทันใดนั้นลูกค้าและฝูงชนก็หัวเราะออกมาตามๆกัน ราวกับว่าเห็นเปาโลเป็นตัวตลก
“ฮ่าๆ ไม่มีนามสกุล! ฮ่าๆ งั้นเจ้าก็หาใช่ลูกหลานคนใหญ่คนโตสินะ ฮ่าๆ เจ้าเป็นนักผจญภัยที่ไร้ซึ่งเบื้องหลังกล้าดีอย่างไงมาเสนอหน้าต่อหน้าข้า!!” ขุนนางเคริกตวาดเสียงแข็งออกมา
เปาโลยังคงยิ้มอ่อนๆและกล่าว “ใช่แล้ว ข้าเป็นเพียงนักผจญภัยธรรมดาๆเท่านั้นและการที่ข้าเสนอหน้าออกมาช่วยเหลือน้องสาวมิตรสหายข้านั้นก็เพราะว่าข้ามีข้อเสนอ ไม่รู้ว่าท่านขุนนางเคริกจะยอมฟังข้อเสนอข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
“ข้อเสนอ? ฮ่าๆ เอาสิ งั้นให้ข้าฟังหน่อยว่าสามัญชนโสโครกยังเจ้าจะมีข้อเสนออะไรกับข้า”
“อะแฮ่ม! อย่างที่ท่านเห็น ข้านั้นมาเพื่อช่วยเหลือน้องสาวของมิตรสหายข้า ข้าจึงอยากยื่นข้อเสนอกับท่านโดยการ ท้าประลอง!”
-....-
ทันทีที่เปาโลกล่าวออกไป เสียงพูดคุยรอบๆก็เงียบสนิททันที
“ฮ่าๆ ยังเจ้าเนี่ยนะจะมาท้าประลองกับข้า ฮ่าๆๆ”
เหล่าบรรดาผู้ติดตามของขุนนางเกริกต่างก็พากันหัวเราะขบขันไปตามๆกัน จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงผู้คุยรอบๆข้าง
แต่ทว่าไทหยุนนั้นกับรู้สึกแปลกๆบางอย่างนางจึงไม่ได้ขบขันอะไร นั่นก็เพราะดวงตาที่ไร้ซึ่งกลัวของเขาที่ทำให้ไทหยุนรึกสึกว่าบุรุษคนนี้น่าจะไม่ธรรมดาเหมือนที่ตาเห็น
เปาโลยังคงยิ้มอ่อนๆและกล่าว “ใช่แล้วข้าอยากจะถ้าประลองกับท่าน หรือคนสนิทของท่านก็ได้ อย่างที่บอกไปถ้าข้าชนะ ข้าเพียงหวังว่าท่านจะปล่อยน้องสาวของมิตรสหายข้าไปเท่านั้น”
ถ้าเขาขนะ?
“บุรุษผู้นี้พูดว่าถ้าเขาชนะ? ทั้งๆที่พลังของตนเองอยู่ในระดับเงินเท่านั้นเนี่ยนะ?”
เสียงพูดคุยของฝูงชนข้างๆเริ่มดึงขึ้นอีกครั้ง ขุนนางเคริกกับบรรดาผู้ติดตามต่างกันยิ่งพากันหัวเราะขบขันหนักกว่าเดิม
เวลานั้นเองสานตาของเปาโลก็เปลี่ยนไปมองขุนนางเคริกด้วยสายตาดูถูกดูแคลนและกล่าว
“หรือว่าท่านไม่กล้า ฮ่าๆๆ”
คราวนี้เป็นเปาโลที่หัวเราะออกมาอย่างหน้าชื่นตาบาน ทำให้เสียงผู้คนรอบๆข้างเงียบสงัดลงทันที โดยเฉพาะขุนนางเคริกที่เริ่มขมวดคิ้วเป็นปม
คำพูดของเปาโลมันเป็นคำพูดท้าทายที่ใครๆก็พอจะเดาออก ถ้าขุนนางเคริกไม่ตอบรับคำท้านั่นก็เท่ากับว่าเขากลัวสามัญชนคนธรรมที่มีพลังอยู่แค่ระดับเงินเท่านั้น
งั้นทั้งตนเองและตระกูลเคเลอร์จะเอาหน้าไปไว้ไหนกัน? คงได้ถูกตระกูลอื่นๆในเมืองคาเวียหัวเราะเยาะเป็นแน่
“หึ ไอ้สามัญชนโสโครก ถ้าเจ้าอยากตายมากนัก งั้นข้าจะตอบรับคำท้าของเจ้า” ขุนนางเคริกแววตาฉายแสงความอำมหิตออกมาอย่างชัดเจนและกล่าวต่อ
“ข้าไม่ต้องการให้กลิ่นโสโครกของเจ้านั้นมาแปดเปื้อนมือข้า ข้าจะให้คนของข้าที่อยู่ในระดับเดียวกับเจ้าสู้กับเจ้า ถ้าเกิดว่าเจ้าชนะข้าจะปล่อยสตรีนางนี้ไป แต่ถ้าเจ้าแพ้! ข้าต้องการแขนทั้งสองข้างของเจ้า!! ตกลงหรือไม่!”
เปาโลยังคงสงบนิ่งและตอบกลับทันที “ข้าตกลง”
………………….