ช่วงเที่ยงวันต่อมา ณ ลานประลองจตุจักรกลางเมืองคาเวีย
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าว ผู้คนและนักพนันทั้งหลายต่างก็เริ่มทยอยกันเข้ามาเพื่อดูการประลองระหว่างฝั่งขุนนางเคริกและนักผจญไร้ชื่อเสียงนามว่าเปาโล
ฝั่งของขุนนางเคริกนั้นได้ส่งจางหลงผู้มีพลังอยู่ในระดับเงินลงมาประลองกับเปาโล แม้จางหลงจะอายุยังน้อยแต่ก็ถือว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรรสวรรค์ระดับนึงในตระกูลเคเลอร์
ทางด้านเปาโลที่มากับสาวก่อนที่สองสาวจะแยกไปนั่งดูตรงอัศจรรย์วันนี้เขาสวมชุดหนังคลุมด้วยผ้าคลุมผืนสีดำและสะพายดาบเล่มยาวไว้ด้านหลังเหมือนเฉกเช่นเคย
“พี่สาวเจ้าคะ พี่สาวว่าท่านเปาโลจะเอาชนะคนของขุนนางเคริกได้มั้ยเจ้าคะ” หงษ์เอ๋อกล่าวถามขึ้น
ถึงกระนั้นจินก็ไม่ได้ตอบกลับน้องสาว สายตาของนางตอนนี้กำลังจ้องมองไปที่ร่างของบุรุษหนุ่มที่อยู่ ณ บนลานประลองด้วยความรู้สึกผิด
เพราะนางแท้ๆ ถ้าไม่ใช้เพราะนางเขาก็คงไม่ต้องไปเสี่ยงอันตรายแบบนี้ ในเวลานั้นสตรีทั้งสองก็หันไปเห็นไทหยุน พวกนางจึงลุกขึ้นกล่าวทักทายและทำความเคารพ
“ท่านเจ้าของหอ มาดูเหมือนกันหรือเจ้าคะ”
“อืม พวกเจ้าทั้งสองคนนั่งเถอะ” ไทหยุนจัดกระโปรงเล็กน้อยจากนั้นก็นั่งลงข้างๆจิน
ด้วยความงดงามของสตรีทั้งสาม ทำให้พวกบรรดาบุรุษหนุ่มๆแก่ๆทั้งหลายต่างก็จับจ้องมาที่พวกนาง ถึงแม้พวกนางจะเป็นสตรีจากหอราตรีแดงที่ทำอาชีพอย่างว่าแล้วยังไงกันเล่า? มีบุรุษใดบ้างไม่ชื่นชอบชื่นชมสตรีที่งดงาม
เพราะถึงยังไงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะหลับนอนกับสตรีของหอราตรีแดง เพราะต่อให้มีเงินแต่ถ้าพวกนางไม่ตกลงปลงใจก็ไม่สามารถบังคับให้พวกนางไปค้างคืนด้วยได้ นอกจากจะเป็นพวกขุนนางหรือเป็นเศรษฐีที่พวกนางพึงพอใจเท่านั้น
……
ณ ลานประลอง
เปาโลและจางหลงต่างก็ยืนอยู่ประจำตำแหน่งของตัวเองด้วยท่าทางสงบนิ่ง กรรมการประจำลานประลองครั้งนี้ก็คือหนึ่งในผู้คุมกฏของจตุจักรคาเวียมีระดับพลังอยู่ที่ระดับทองคำ นามว่า ชาร์ค
ก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้นชาร์คก็ได้นำสัญญาออกมาให้ทั้งสองคนเซ็นต์ โดย ข้อที่ 1 ถ้ามีการเสียชีวิต ทางลานประลองจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ข้อที่ 2 เมื่อทั้งคู่ได้เซ็นสัญญายอมรับการเดิมพันแล้ว ไม่ว่าผลออกมาจะเป็นยังไงทั้งสองคนต้องทำตามเดิมพันของอีกฝ่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ข้อที่ 3 ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการประลองโดยเด็ดขาด
“เริ่มได้!” หลังจากบอกกฏต่างๆเสร็จร่างของชาร์คก็เลื่อนหายไปจากลานประลองทันที หลังจากนั้นลานประลองก็ถูกล้อมรอบไปด้วยม่านพลังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่มาชมการประลองได้รับอันตราย
………
“จะยืนจ้องอีกนานมั้ย? มีเท่าไหร่ใส่มาได้เลย” เปาโลยิ้มเย้ยก่อนจะกล่าวท้าทาย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายวางท่าสงบนิ่ง
“หึ! อวดดี ” จางหลงแสยะยิ้มอย่างรังเกียจก่อนจะเรียกลูกไฟขนาดเท่าลูกฟุตบอลทั้งห้าดวงออกมาโจมตีเปาโล
เวทย์ไฟของจางหลงนั้นรุนแรงกว่าของลิลลี่ที่เป็นนักเวทย์ไฟเป็นอย่างมากถึงแม้จะอยู่ในระดับเงินเหมือนกันก็ตาม
นี่แหล่ะคือความต่างของชั้นกันระหว่างเลือดขุนนางและสามัญชน ไม่แปลกเลยที่พวกตระกูลขุนนางถึงได้ขึ้นเป็นตระกูลใหญ่
“อืม เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์จริงๆ อายุแค่นี้ก็สามารถฝึกวิชาเวทย์”อัคคีเก้าดารา”ได้ไปถึงขั้น 5 แล้ว” หนึ่งในผู้อาวุโสประจำตระกูลเคเลอร์ที่มาดูการประลองได้กล่าวกับผู้ภรรยาของตนที่ติดตามมาด้วยและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จางหลงยังคงโจมตีด้วยลูกไฟกดดันเปาโลอย่างต่อเนื่อง
ความพิเศษของวิชาอัคคีก้าวดารานั้นก็คือ ลูกไฟที่ถูกปล่อยออกไปใส่ศัตรูนั้นทั้งเร็วและรุนแรง เพียงเสี้ยววินาทีถ้าหลบไม่ทันผู้ที่โดนลูกไฟเข้าไปก็จะสลายกลายเป็นเถ่าถ่านทันที
แต่สำหรับเปาโลที่รู้จักวิชาเวทย์มากมายนั้นเพียงแค่ใช้วิชาเวทย์เคลื่อนที่อย่างวิชา”เทพอัสนี”ในระดับตํ่าก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะหลบลูกไฟของจางหลงที่โจมตีมา
หญิงชราผู้เป็นภรรยาของผู้อาวุโสรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านักผจญภัยธรรมดาๆอย่างเปาโลนั้นหลบวิชาเวทย์”อัคคีเก้าดารา” ได้นานขนาดนี้
“นักผจญภัยหนุ่มคนนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลยที่หลบการโจมตีของจางหลงได้นานขนาดนี้ แต่ก็น่ะเขาที่เป็นนักดาบนั้นถนัดการต่อสู้ระยะประชิดเป็นที่สุด ตราบใดที่จางหลงดักทางถูก เขาก็ไม่มีทางเข้ามาโจมตีจางหลงได้ สุดท้ายพอเหนื่อยแล้ว เขาก็ถูกจางหลงเผาอยู่ดี”
“หึ! ดีสิ ให้มันโดนเผาไปเลย! เป็นแค่นักผจญภัยธรรมดาแต่ดันมาบังอาจท้าสู้กับคนจากตระกูลเคเลอร์” ผู้อาวุโสผู้เป็นสามีกล่าวอย่างพึงพอใจ
แม้กระทั่งไทหยุนก็ยังมองออกว่าเปาโลนั้นเสียเปรียบด้วยที่ว่าเขาเป็นนักดาบ เขาจึงถนัดการต่อสู้ระยะประชิด ตราบใดที่ไม่สามารถเข้าใกล้ผู้ใช้เวทย์ได้ เปาโลก็ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้แน่นอน
“ฮ่าๆ หลบเป็นหนูติดจั่นเลยเลยหรอไอ้สวะ!” เป็นขุนนางเคริกที่ตะโกนออกมาด้วยความสะใจรวมถึงผู้ติดตามที่พากันหัวเราะด้วยความสะใจเช่นกัน
“จัดการมันเลย!!” ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกบรรดานักพนันที่ตะโกนเชียร์ข้างจางหลงให้รีบปิดเกม เพราะทุกคนต่างก็ลงเดิมพันที่จางหลงกันหมด
ตระกูลขุนนาง VS สามัญชน ใครมันจะไปเดิมพันฝั่งสามัญชนกัน?
ในเวลานั้นเองหน้าโต๊ะเดิมพันก็ปรากฏร่างของสตรีในชุดห่มขาว หน้าตางของนางงดงามแม้จะถูกผ้าขาวปกปิดไว้ครึ่งหน้าก็ตาม
นางมีดวงตาสีเขียวอ่อนๆ ขนตาของนางเรียวยาวเรียงรัดสวยงามได้รูป ใบหูของนางยื่นยาวเป็นปลายแหลม ดูก็รู้ว่านางเป็นสตรีจากเผ่าพันธ์เอลฟ์ นางก็คือเรียม สตรีผู้ที่ถูกเปาโลร่ายเวทย์คำสาปใส่
นางวางถุงเงินทั้งหมดไว้ที่ฝั่งของเปาโล จนผู้รับเดิมพันมองนางอย่างไม่เข้าใจ
“ท่านนักปราชญ์ ท่านแน่ใจรึ?”
เรียมไม่ได้ตอบอะไร นางเพียงแค่พยักหน้าให้ผู้รับเดิมพันเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหาที่นั่งบนอัศจรรย์
จริงๆแล้วนางกลับไปที่โบสถ์มาเรียบร้อยแล้วหลังจากแยกกับเปาโล นางได้ขอให้อาจารย์ของนางซึ่งเป็นนักปราชญ์ระดับทองคำช่วยคำสาป“สาปเลือดโลหิตทมิฬ” ของเปาโล
ทว่าหลังจากที่อาจารย์ของนางได้ตรวจสอบดู อาจารย์ของนางก็ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา อย่างน้อยถ้าจะล้างคำสาปนี้อาจารย์ได้กล่าวว่าต้องใช้นักปราชญ์ระดับทองคำถึง 3 คน ซึ่งไม่ได้หาง่ายๆเลย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้คำสาป ซึ่งวิธีแก้คำสาปที่รู้ๆกันก็คือ ต้องฆ่าผู้ที่เป็นคนร่ายคำสาปนั้นๆซะ
…………..