ณ ลานประลองในเวลาต่อมา
เสียงระเปิดจากลูกไฟของจางหลงยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องบนลานประลอง
ผู้คนบนอัศจรรย์ต่างก็ลุ้นและหวังให้เปาโลนั้นถูกลูกไฟของจางหลงสักที แต่ทว่าเปาโลนั้นก็รวดเร็วปรานสายฟ้า เพราะไม่ว่าจางหลงจะโจมตีเท่าไหร่เปาโลก็ยังคงหลบหลีกได้โดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อยแต่อย่างใด
“จางหลงรีบๆจัดการไอ้สวะนั่นสักที!!” ขุนนางเคริกมันอาจทนดูได้อีกต่อไป เขาพอจะมองออกว่าพลังเวทย์หรือมานาของจางหลงนั้นเริ่มจะหมดแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ถ้ามานาหมดก็เท่ากับว่าจางหลงก็ต้องพ่ายแพ้
ใบหน้าของจางหลงนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อ เมื่อได้ยินเสียงของขุนนางเคริก เขาก็รู้แล้วว่าการประลองในครั้งนี้เขาไม่สามารถแพ้ได้
“ไอ้สารเลว!! ย้าาาาก!” จางหลงคำรามออกมาก่อนจะระเบิดพลังมานาทั้งหมดของตนเอง คลื่นพลังความร้อนปะทุออกมาจากร่างของจางหลงและแผ่ซ่านไปทัวทั้งสนาม ยังดีที่มีม่านพลังกันเอาไว้ไม่งั้นคนธรรมดารอบๆสนามได้ถูกเผาจนเกรียมเป็นแน่
“นั่นมันทักษะลับ! “ร่างจุติอัคคีผลาญขั้นที่ 1 บัดซบ!เจ้าเด็กนี่สามารถใช้ทักษะลับร่างจุติได้งั้นรึ? ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!” ผู้อาวุโสกล่าวขึ้นด้วยความตกใจ
ผู้อาวุโสหญิงชราถอนหายใจเล็กน้อยและกล่าวกับสามี “การตรวจสอบเมื่อเดือนที่แล้วร่างจุติของเขายังไม่ตื่น นั่นก็แสดงว่าร่างจุติของเขานั้นเพิ่งตื่นได้ไม่นานนี้”
“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าคาดเดานั่นแสดงว่า เขาใช้ร่างจุติโดยที่ยังไม่ขัดเกลาน่ะสิ!”
“ใช่ เป็นอย่างที่ท่านคิดนั่น เขาจะแบกรับพลังอันมหาศาลไม่ไหว เป็นไปได้ว่าหลังจากจบศึกนี้เขาจะบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะไม่ต้องกลายเป็นคนพิการ”
สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสองเริ่มตึงเครียด ไม่เว้นแม้กระทั่งขุนนางเคริกที่กำลังตกใจกับกับร่างจุติของจางหลง เพราะกระทั่งตัวเขาเองยังไม่สามารถปลุกมันได้เลย
มีใครไม่รู้บ้างว่าใครก็ตามในตระกูลเคเลอร์ถ้ามีร่างจุติ คนๆนั้นจะได้รับการดูแลและปรนบัติอย่างดีเพื่อนำไปฝึกฝนขัดเกลาให้กลายเป็นนักสู้สูงสุดประจำตระกูลและการที่เขาพาจางหลงมาประลองแบบนี้ ถ้าเกิดจางหลงเป็นอะไรไปเขาก็ต้องถูกทำโทษโดยกฏของตระกูลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทางด้านเปาโลเมื่อโดนพลังมหาศาลของจางหลงกดดันเขาก็หยุดและใช้ดวงตาตรวจร่างกายของจางหลงทันที
“เป็นพลังที่รุนแรงจริงๆนั่นแหล่ะ” เปาโลพึมพำเบาๆด้วยท่าทางที่ยังคงสงบนิ่ง เขาเห็นได้ชัดด้วยเวทย์ดวงตารู้แจ้งของเขา พลังที่อยู่ในเส้นพลังของจางหลงนั้นไหลเฉี่ยวราวกับกระแสนํ้าเฉี่ยวกราด แต่มันก็ชัดมากว่าอีกไม่นานเขาจะทนมันไม่ไหว
เส้นพลังที่เล็กและแคบขนาดนั้น จะทนพลังมานาที่เกรี้ยวกราดขนาดนั้นได้อย่างไรกัน
“เหอะๆ” เปาโลเยาะเย้ยเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “นั่นคงเป็นเป็นวิชาลับอะไรสักอย่างของตระกูลเจ้าสินะ แต่มันก็เปล่าประโยชน์อยู่ดีถ้าใช้มันได้แค่ 10 นาที ฮ่าๆ”
สิ่งที่จางหลงกล่าวออกมาทำเอาผู้อาวุโสตระกูลเคเลอร์ทั้งสองคนทั้งกลับประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่านักผจญภัยธรรมดาๆอย่างเปาโลจะมองวิชาลับอย่างร่างจุติออก แถมยังคาดการได้แม่นยำถึงระยะเวลาของจางหลงที่ใช้ร่างนี้ได้ด้วย!
จางหลงเองก็สามารถรับรู้ตัวเองได้ว่าเขานั้นใช้ร่างนี้ได้ไม่นาน ยิ่งถ้าฝืนใช้ไปอีก ยิ่งทำให้เส้นพลังของเขานั้นเสียหาย
จางหลงพยายามเก็บความกังวลไว้ในใจและกล่าว
“เหอะๆ แค่ 10 นาทีก็เพียงพอที่จะให้ข้าเผาเจ้าเป็นเถ่าถ่านแล้ว คนขี้ขลาดที่เอาแต่หนีอย่างเจ้าจงภูมิใจซะเถอะที่จะต้องตายด้วยนํ้ามือของข้า!!”
จางหลงที่ร่างลุกโฉนไปด้วยเพลิงชี้หน้าตวาดใส่เปาโลจากนั้นร่างของเขาก็เลือนหายไปจากตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็วและมาปรากกฏกายที่ด้านหลังของเปาโลภายในชั่วพริบตา
ความเร็วระดับเสี้ยววินาทีแบบนี้สมแล้วที่เป็นวิชาลับของตระกูลใหญ่ เปาโลชื่นชมอีกฝ่ายในใจเล็กน้อยทว่าท่าทางของเขานั้นก็ยังคงสงบนิ่งและไม่มีท่าทีตื่นตระหนกใดๆ
“จงมอดไหม้ไปซะ!!!”
สิ้นเสียงคำรามของจางหลง ทันใดนั้นบนห่วงอากาศเหนือลานประลองก็ปรากฏลูกไฟยักษ์จำนวน 5 ลูก จากนั้นลูกไฟทั้ง 5 ลูกก็พุ่งลงมาโจมตีเปาโลพร้อมกัน!
ตูมมมมมม!
แรงระเบิดทำให้พื้นลานประลองนั้นกระจายแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ถึงแม้รัศมีของลูกไฟทั้ง 5 จะรุนแรงแค่ไหนก็ไม่อาจพังทลายม่านป้องกันของลานประลองได้
เวลานี้ผู้คนบนลานประลองต่างก็พากันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจกับการประลองครั้งนี้ ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นวิชาเวทย์ที่รุนแรงขนาดนี้ แถมวิชานี้ยังเป็นวิชาลับของตระกูลใหญอีกด้วย
“ท่านเปาโล!!”
เมื่อเห็นทั้งสนามลุกโชนไปด้วยเพลิงอันร้อนระอุและเปาโลก็อยู่ในนั้น จินกับหงเอ๋อก็ร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกเช่นกัน
ไทหยุนที่อยู่ข้างๆได้แต่ถอนหายใจ ถ้าเป็นเธอ เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนเพลิงที่ร้อนระอุแบบนี้ได้หรือไม่
ซึ่งต่างจากเรียมที่ยังคงมีท่าที่สงบนิ่ง เพราะเธอสัมผัสได้ว่าคำสาปในตัวเธอที่ถูกเปาโลสาปใส่นั้นยังไม่หายไป
“คนสารเลวนั่นยังไม่ตายสินะ หนังหนาจริงๆ” เรียมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
……………….
.ผ่านไปราวๆ 10 นาทีเพลิงอันร้อนระอุบนสนามก็ค่อยๆมอดดับไป ในเวลานั้นร่างของจางหลงได้กลับคืนสู่สภาพปกติ เสื้อผ้าขาดวิ่น ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้ร่างจุติโดยที่ไม่ได้รับการขัดเกลา
แต่กระนั้นจางหลงก็ยังคงยืนหยัดได้เพื่อรอดูผลงานของตัวเอง แต่แล้ว……….
หลังจากที่ไฟมอดดับลง ณ ลานประลองที่ประจักแก่สายตาทุกคนนั้นมีเพียงแต่ความว่างเปล่า ไร้ซึ่งร่างของเปาโล!
ทั้งลานประลองพากันเงียบกริบ ก่อนที่นักพนันคนนึงจะเอ่ยขึ้น
“เจ้านักผจญภัยนั่นคงถูกเผาเป็นเถ่าเป็นถ่านไปแล้วมั้ง!’
“นั่นสิ ไฟรุนแรงขนาดนั้น ต่อให้เป็นอสูรระดับสูงๆก็ไม่น่าจะรอด”
ทางด้านขุนนางเคริกรีบลุกขึ้นตะโกนด้วยความสะใจ “ฮ่าๆ สมนํ้าหน้ามัน รนหาที่ดีนัก!!”
“จบแล้วสินะ” ทางด้านไทหยุนส่ายหัวเล็กน้อยและเตรียมจะลุกออกไป
ทว่าในเวลาต่อมาทุกคนก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะจู่ๆ ก็มีบางร่างๆนึงพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินของลานประลองปรากกฏเป็นร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมดำพร้อมกับในมือของเขาที่ถือดาบเล่มยาวสีเงิน
“ระบำดาบตัดอากาศ!”
ฉวับ!!!ๆ
เป็นร่างของเปาโล เขาตวัดดาบฟันไปบนร่างของจางหลงสองครั้งติดกันในชั่วพริบตา!!
“อ๊ากกก!” จางหลงสงเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดมเมื่อแขนทั้งสองข้างของเขาได้ถูกเปาโลตัดขาดจนกระเด็นไปคนละทิศละทางพร้อมกับโลหิตที่พุ่งออกมาราวกับนํ้าพุ!
เปาโลกระโดดกลับไปยืนประจำตำแหน่งเดิมอย่างสง่างามและในเวลานั้นทั้งลานประลองต่างก็พากันเงียบกริบเมื่อเห็นว่าร่างเปาโลนั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนใด
ไม่ว่าจะเป็นการซ่อนตัวอยู่ใต้ดินเพื่อหลบเพลิงอันร้อนระอุของจางหลง หรือแม้กระทั่งระบำดาบที่ตวัดสองครั้งติดกันภายในชั่วพริบตา ต่างก็ทำให้ผู้คนในลานประลองพากันตกตะลึง อึ้ง! ทึ่ง!อย่างไม่ละสายตาไปจากร่างที่กำลังยืนสงบนิ่งของเขาได้
ทักษะระดับนี้ถ้าไม่เห็นเข็มกลัดนักผจญภัยสีเงินบนหน้าอก ทุกคนคงคิดว่าเปาโลต้องเป็นยอดนักดาบระดับทองคำขึ้นไปเป็นแน่
สตรีสองพี่น้องเมื่อเห็นว่าเปาโลยังมีชีวิตพวกนางก็ดีใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจินที่กำลังเอามือปิดปากนํ้าตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
เรียมนั้นยังคงสงบนิ่งเพราะนางนั้นรู้อยู่แล้วว่าเปาโลนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ตาเห็น ส่วนไทหยุนนั้นต่างออกไปเล็กน้อยเมื่อได้เห็นวิชาดาบของเปาโล ราวกับว่านางเคยเห็นวิชาดาบของเปาโลจากที่ไหนมาก่อน
อีกฝั่งของลานประลอง ในเวลานั้นผู้อาวุโสจากตระกูลเคเลอร์ก็คำรามเสียงออกมาด้วยความเดือดดาล
“ไอ้สารเลว! แก้บังอาจมากนะที่มาทำร้ายคนของตระกูลเคเลอร์!!” ความโกรธที่ปะทุออกมานั้นเป็นเพราะจางหลงสามารถปลุกร่างจุติออกมาได้ ถึงแม้จางหลงจะบาดเจ็บสาหัสจากการฝืนร่างกาย แต่ก็ยังพอมีโอกาศที่จะเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติ
แต่ทว่าจางหลงในสภาพตอนนี้ที่แขนขาดทั้งสองข้างนั้นต่างออกไป เพราะถึงแม้จะต่อแขนได้เหมือนเดิม แต่ทว่าเส้นพลังที่ถูกตัดขาดไปแล้ว ไม่สามารถเชื่อมต่อใหม่ได้นั่นเอง
จางหลงบัดนี้ได้กลายเป็นเด็กหนุ่มที่ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว!
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กหนุ่มเด็กสาวในตระกูลเคเลอร์จะสามารถปลุกร่างจุติอัคคีผลาญได้ นี่จึงทำให้ผู้อาวุโสทั้งสองจากตระกูลเคเลอร์โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก!!!
ทางด้านขุนนางเคริกเอ'ในเวลานี้ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยเหงื่อที่กำลังแตกผลัก!
เขาไม่ได้สนผลแพ้ชนะอีกต่อไป เขารู้เพียงว่าการที่ทำให้จางหลงตกอยู่ในสภาพนี้ เมื่อกลับไปเขาต้องถูกทางตระกูลลงโทษสถานหนักเป็นแน่
“ไม่ๆ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง!” เคริกพึมพำราวกับคนเสียสติ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นชี้ไปที่เปาโลและกล่าว
“ไอ้ชั่ว!! เหตุใดเจ้าต้องลงมือหนักขนาดนี้! นี่เป็นเพียงการประลองธรรมดาๆเท่านั้น เจ้าจงใจที่จะหยามเกียรติของตระกูลเคเลอร์งั้นรึ!”
-...........-
ผู้ชมบนอัศจรรย์ไม่ได้โง่ เมื่อได้ยินคำพูดไร้ยางอายของขุนนางเคริก พวกเขาต่างก็ส่ายหัวอย่างรับไม่ได้ มีใครบางไม่เห็นว่าจางหลงเองก็ทุ่มพลังทั้งหมดหวังสังหารเปาโลเช่นกัน
การที่เปาโลแค่ตัดแขนของจางหลงยังถือว่าเป็นการเอาคืนสถานเบาไปซ่ะด้วยซํ้า!
ในเวลาต่อมา ชาร์คผู้เป็นผู้คุมกฏของสนามก็ปรากฏร่างขึ้นก่อนจะมองไปยังจางหลงที่นอนหมดสภาพและกำลังหายใจโรยริน จากนั้นก็เปล่าประกาศออกมา
“การประลองครั้งนี้เปาโลเป็นผู้ชนะ!!”
เฮ!!!
สิ้นเสียงของชาร์คก็ตามด้วยเสียงเฮลั่นของผู้คนบนอัศจรรย์ เพราะถึงแม้จะเสียเดิมพันแต่พวกเขาก็รู้สึกว่าการประลองครั้งนี้มันดุเดือดมากๆ แถมยังมีเรื่องที่เหลือเชื่อให้เห็นอีกด้วย ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าพอตัว
……………………..