ณ อาณาจักรคาเวีย หอนักผจญภัยในวันต่อมา
หลังจากแจ้งผลการเสียชีวิตของลิลลี่กับมาร์คเส็จเรียบร้อย เปาโลก็พาเรียมไปจัดการเรื่องการขายของที่ได้มาจากภารกิจและรับเงินสำหรับการทำภารกิจ
“ไปหาอะไรกินกันเถอะข้าหิวแล้ว” เปาโลกล่าวกับเรียม ทว่าสตรีนักปราชญ์กับตอบกลับว่านางจะกลับไปที่โบสถ์เพื่อจำนำเงินไปบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ตามจุดประสงค์ที่นางได้ตั้งไว้
“งั้นก็ตามใจเจ้า อ่อ แต่ข้าเตือนเจ้าอย่างนึง คำสาปที่ข้าร่ายใส่เจ้าจะสุ่มสี่สุ่มห้าถอนไม่ได้นะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนล่ะ”
เปาโลกล่าวพร้อมยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยลาสตรีนักปราชญ์
……….
หลังจากแยกทางกับเรียมเปาโลก็กลับไปยังที่พักเพื่ออาบนํ้าพักผ่อน เมื่อกลับมาก็เห็นว่าห้องของตนเองนั้นดูสะอาด ผ้าห่ม หมอน ผ้าปูที่นอนถูกผับไว้อย่างดี ภายในใจก็รู้สึกชื่นชมจินเล็กน้อย
เมื่ออาบนํ้าเสร็จเปาโลก็ทำการนั่งสมาธิ ปล่อยตัวเองเข้าสู่ห้วงแห่งความทรงเพื่อเรียนรู้วิชาเวทมนต์ใหม่ๆที่มีอยู่ในหัวมากมาย
ตั้งแต่ที่เปาโลฝึกสายเวทย์ที่เข้าชอบสุดเห็นจะเป็นสายความมืด ไม่ว่าจะเป็น เวทย์แห่งคำสาป เวทย์แห่งการอัญเชิญ หรือแม้กระทั้่งเวทย์มนสายพิษ ตัวเขาเองจึงเน้นไปทางด้านสายความมืดซะส่วนใหญ่
ราวๆ 3 ทุ่ม เปาโลออกจากห้องพักและนั่งรถม้าไปยังหอหลอมอาวุธประจำเมืองคาเวีย เขาต้องการนำดาบใหญ่ของขุนพลก็อบลินไปหลอม
.........
ใช้เวลาราวๆ 30 นาทีรถม้าก็มาจออยู่หน้าหอหลอมอาวุธซึ่งใหญ่โตไม่แพ้หอนักผจญภัยเลย แตกต่างกันตรงที่วัตถุดิบในการสร้างของหอหลอมอาวุธนั้นจะเน้นไปทางหินซะมาก เพราะหินนั้นทนไฟกว่าไม้
เมื่อเข้ามาด้านในก็จะได้ยินเสียงตีเหล็กดังคลุ้งตลอดทาง ในที่แห่งนี้มีนักหลอมอาวุธมากมายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเผ่าพันธ์คนแคระ เพราะเผ่าพันธ์คนแคระนั้นมีทักษะการตีอาวุธที่ค่อนข้างจะสูง
เปาโลเลือกร้านหลอมร้านนึงที่อยู่สุดทางก่อนจะเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีข้าอยากจะมาจ้างท่านตีอาวุธสักหน่อย” เปาโลกล่าวอย่างเป็นมิตร
คนแคระนวดเครารุงรังหยุดมือที่กำลังตีเหล็ก จากนั้นก็มองเปาโลด้วยสายนิ่งๆ
“วัตถุดิบ” คนแคระตอบกลับสั้น
เปาโลยื่นมือออกมาก่อนะจะเปิดห้วงมิติจากนั้นก็นำดาบเล่มใหญ่สีดำออกมา
“โฮะๆ หยกดำซะด้วยเจ้ามีของดีเลยนี่” คนแคระนักหลอมตาเป็นประกายเล็กน้อยเมื่อเห็นดาบยักษ์เล่มใหญ่ที่เปาโลนำออกมา
“ของดีรึ?” เปาโลแม้จะรู้ว่าดาบนี้เป็นเล็กเนื้อดีแต่เขาไม่รู้ว่าเป็นเหล็กชนิดใด
“นี่เจ้าไม่รู้รึว่าดาบยักษ์เล่มนี้ตีขึ้นมาจากเหล็กหยกดำ เป็นเหล็กเนื้อดีที่ติดอันดับ 1 ใน10 เหล็กชั้นยอด”
“งั้นรึ ว้าว” เปาโลรู้สึกว่าตัวเองโชคดีจิงๆที่ได้ไปทำภารกิจครั้งนี้และแล้วเปาโลก็นึกอะไรออกเขากล่าวต่อ
“ตอนแรกข้าว่าจะจ้างท่านตีดาบคู่ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าต้องการดาบแค่เล่มเดียวเท่านั้น ส่วนเนื้อเหล็กที่เหลือ ข้าจะขายให้กับท่าน ท่านสนใจหรือไม่?”
คนแคระนักหลอมขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิดและกล่าว “แน่นอนว่าข้าสนใจ แต่ข้าขอดูก่อนว่าดาบที่เจ้าให้ข้าตีนั้นใหญ่แค่ไหน เพราะถ้าเหลือเนื้อเหล็กน้อยเกินไปข้าซื้อไปก็คงตีอาวุธอะไรมาขายไม่ได้มากนัก”
“ฮ่าๆ ไม่เยอะ ไม่เยอะ ข้าจะวาดให้ท่านดู”
ใช้เวลาไม่นานเปาโลก็วาดเสร็จ ดาบที่เปาโลต้องการนั้นใช้เนื้อเหล็กไม่มากจิงๆ เป็นดาบยาวตรงๆตามแบบดาบคาตานะในโลกก่อนของเขา ไล่ลงมาก็เป็นด้ามไม้ไม่มีที่กันมือเหมือนกับดาบคาตะนะก็เท่านั้น
………………..
การค้าพูดคุยขายและสั่งทำดาบนั้นกินเวลาไป2-3 ชั่วโมง เปาโลจึงเดินทางมาถึงหอราตรีแดงราว 5 ทุ่มเศษๆ
วันนี้เค้าได้เงินจากการขายเหล็กหยกดำอยู่ที่ราวๆ 5 พันเหรียญเงิน ซึ่งมันทำให้เปาโลมีความสุขเป็นอย่างมาก
ทว่าเมื่อเข้ามาในหอราตรีแดงเปาโลกก็เห็นว่าชั้นล่างกำลังมีผู้คนมุ่งดูอะไรบางอย่าง เหมือนกับว่ากำลังมีคนทะเลาะกันอยู่
เปาโลสงสัยเล็กน้อยจึงกล่าวถามสตรีของหอราตรีแดงนางนึงที่อยู่ใกล้ๆ
“มีเรื่องอะไรกันรึ?”
“ อ่อ พอดีว่า ท่านขุนนางระดับ 5 จากตระกูลเคเลอร์สนใจสตรีนางนึง นางชื่อหงษ์เอ๋อ นางอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น นางเป็นสตรีหน้าตางดงามและก็เป็นเด็กที่เจ้าของหอจะปั้นให้ไปเป็นสตรีที่ชั้นบนสุดเจ้าค่ะ”
“แต่ดันมาถูกตาต้องใจขุนนางท่านนี้ซะก่อน ก็เลยมีปากเสียงกันนิดหน่อย เพราะนางอายุยังไม่ถึง 18 ปี ทางหอจึงมีกฏห้ามให้ออกไปกับผู้ใด”
“อ่อ” เปาโลพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะไปหาโต๊ะนั่ง เพราะถึงยังไงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของตนเองอยู่แล้วไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเข้าไปยุ่ง
..............
“ไทหยุน! เจ้าทำการค้าในถิ่นของตระกูลข้าเจ้าคิดดีแล้วรึที่จะขัดใจข้า” บุรุษหนุ่มในชุดขาวท่าทางเย่อหยิ่งกล่าวขึ้น
ไทหยุนสตรีผู้งดงามในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนมีสีหน้าที่ค่อนข้างลำบากใจ แม้นางจะเป็นเจ้าของที่นี่แต่จะไปเทียบอะไรได้กับตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเคเลอร์
“ท่านเคริก ท่านเองก็เป็นถึงขุนนางระดับสูงเหตุใดที่ได้มารังแกประชาชนคนธรรมดาเช่นข้าด้วยเล่า หงษ์เอ๋ออายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้นตามกฎของหอราตรีแดง นางมีหน้าที่แค่รินสุรารินชาเท่านั้น ได้โปรดท่านขุนนางเคริกเห็นใจด้วย”
ไทยุ่นกล่าวจบ จินก็รีบเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าขุนนางเคริกและร้องขอ
“ท่านขุนนางได้โปรดฟังคำขอร้องจากข้าด้วยเถิด!! น้องสาวของข้าหงษ์เอ๋อนั้นยังเด็กนัก ข้าแค่พานางมาทำงานหารายได้เสริมเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น มิได้ต้องการให้นางทำงานที่นี้ตลอดไป ถ้าท่านต้องการสตรีไปปรนบัติข้าขอไปแทนน้องสาวของข้าได้หรือไม่”
“สตรีชั้นตํ่าอย่างเจ้างั้นรึที่ต้องการจะมาปรนนิบัติข้า ฮ่าๆ” ขุนนางเคริกหัวเราะร่าออกมาจากนั้นก็มองไปจินด้วยสายตาขยะแขยง
“ไม่เจียมตัวเองเอาซะแล้ว! ผ่านมากี่ร้อยกี่พันบุรุษแล้วก็ไม่รู้ ยังมีหน้ามาขอปรนนิบัติข้าอีกงั้นรึ! เจ้าควรจะดีใจนะที่ข้าเอ็นดูน้องสาวของเจ้า นังโสเภณีตัวน้อย!!!”
เมื่อโดนดูถูกยํ่ายีศักดิ์ศรีต่อหน้าฝูงชน แม้จะโกรธแค้นเพียงใด จินก็ได้แต่กำหมัดก้มหน้าก้มรับคำดูถูกเอาไว้ นั่นก็เพื่อที่จะหวังให้อีกฝ่ายเห็นใจนางกับน้องสาวบ้าง
ต่อให้นางโดนดูถูกมากกว่านี้นางก็ยินยอม
“เอาล่ะ ไทหยุนข้าพูดกับเจ้ามามากพอแล้ว ในเมื่อเจ้าไม่ยกสตรีนางนี้ให้ข้า งั้นข้าจะทำให้นางเสียโฉมซะ!!” ขุนนางเคริกกล่าวขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดก่อนจะหันไปสั่งการสมุนคนสนิท
“ผู้พิกทักษ์อัคคี เจ้าไปกรีดหน้านังเด็กหงษ์เอ๋อนั่นซะ!!”
“ไม่!!! อย่านะ!!” จินร้องออกมาและรีบวิ่งเข้าไปหวังจะปกป้องน้องสาว ทว่าวินาทีนั้นร่างบุรุษสวมหน้ากากปีศาจสีแดงก็ปรากฏตัวตรงหน้าของจีนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่บุรุษหน้ากาาจะใช้เท้าถีบไปที่ท้องของนางอย่างแรง!!!
“อั๊ก!”
ซึ่งทำให้ร่างอันบอบบางของจินกระเด็นไปพร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ออกมา! แต่ทว่าในเวลานั้นบุรุษในชุดผ้าคลุมดำก็ปรากฏตัวขึ้นรับร่างของจินที่กำลังบาดเจ็บเอาไว้ได้ทัน
“พี่คะ!!” หงษ์เอ๋อตกใจจนหน้าซีดเมื่อเห็นพี่สาวสุดที่รักถูกทำร้าย นางพยายามจะเข้าไปดูพี่สาวแต่ก็ถูกบุรุษผู้เป็นผู้พิทักษ์อัคคีของตระกูลเคเลอร์ขวางเอาไว้
“นี่พวกท่านจะรังแกกันมากเกินไปแล้ว!!” ไทหยุนสะบัดพัดในมือ ทันใดนั้นรอบๆข้างก็เต็มไปด้วยดอกราตรีสีแดงกลํ่า!
“โอ้!! เป็นบุญตาข้าแล้ว ที่ได้เห็นวิชาลับลวงตาของเจ้า “ดอกไม้มายาอาคมแดง” -ขุนนางเคริกแสยะยิ้มอย่างไม่ได้เกรงกลัวถึงแม่ตัวเองจะอยู่แค่ระดับเงินก็เถอะ
ในเวลานั้นดวงตาข้างนึงภายใต้หน้ากากของผู้พิทักษ์อัคคีก็มีไฟดวงเล็กๆลุกโชนออกมา! จากนั้นดอกไม้สีแดงที่อยู่รอบๆบริเวณก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ่าถ่าน!
................